บทที่ 8
ตอนที่เธอยกอาหารเข้าไปในห้องนั้น เขากำลังนั่งดื่มบรั่นดีอยู่ ขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกันเขาก็ดื่มไวน์ไปพลาง และไม่ได้กลับไปหาบรั่นดีอีกเมื่อกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว“ในที่สุด” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อนั่งลงตรงข้ามเธอ “คุณก็สามารถร่ายมนตร์ได้จริง ๆ ”“อะไรนะคะ” เธอรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเขา“ก็อาหารที่คุณทำน่ะสิ...อร่อยทีเดียว” เขาพูดเหมือนจะล้อเมอร์ลินรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง“ขอบคุณค่ะ แต่ส่วนใหญ่แม่ครัวของคุณเขาก็ปรุงไว้แล้วทั้งนั้น ฉันเพียงแต่เอาไปอุ่นให้มันร้อนเท่านั้นแหละค่ะ”“คุณคงมาลอนดอนสินะ” เขาพูดเหมือนจะปรารภมากกว่าจะเป็นคำถาม“ค่ะ” เมอร์ลินเพิ่งจะคิดขึ้นมาได้ว่ามันเป็นความเข้าใจผิดอย่างถนัดถ้าเธอจะคิดว่าตัวเองสบายใจได้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้“ทำไม คิดจะหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ๆ อย่างนั้นสักวันสองวันอย่างนั้นหรือ” จากน้ำเสียงของเขาก็บอกให้รู้ได้ว่าเขามีความรู้สึกต่อลอนดอนกับสังคมในเมืองกรุงนั้นอย่างไร“ก็...อยากจะออกมาเที่ยวชมธรรมชาติบ้างเท่านั้นละค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ “ที่จริงแล้วรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจผิด ควรจะอยู่ที่นั่นมากกว่า เพราะอากาศคงจะดีกว่าที่นี่มาก”“น่าประทับใจมาก” มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง เมื่อเขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างซึ่งยังคงทั้งเห็นและได้ยินเสียงฝนที่สาดซัดอยู่ “คุณทำธุรกิจอยู่ในลอนดอนอย่างนั้นหรือ” เขาถามอย่างชวนคุย แต่ประกายในดวงตาไม่อาจปกปิดความใคร่รู้ไว้ได้ แม้เขาจะทำตัวให้สบายด้วยการนั่งทอดแขนไปตามความยาวของพนักเก้าอี้ครั้งนี้เมอร์ลินเตรียมตัวพร้อมแล้วสำหรับการตอบคำถามของเขาออกไปตามตรง เธอสบตาเขาอย่างแน่วนิ่งเมื่อตอบออกไปว่า“ไม่ใช่หรอกค่ะ”“คุณจะตอบผมเพียงแค่นั้นละหรือ” เขาย้อนถามเสียงเบา“ฉันคงไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่าคุณหรอกจริงไหมคะ” ความมั่นใจในตัวเพิ่มสูงขึ้น เธอเห็นเขาเม้มปากแน่นก่อนจะตอบว่า“ผมไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าฟัง”“ฉันก็ไม่ชอบค่ะ” เมอร์ลินตอบด้วยเสียงเดียวกัน “ยิ่งกว่านั้น” เธอเสริมเมื่อรู้สึกได้ว่า เขากำลังต้องการเธอเล่าให้เขาฟังอย่างละเอียดว่าเธอทำอะไรอยู่ในลอนดอน “ก็อย่างที่คุณเดาได้เมื่อกี้นี้อยู่แล้วว่าฉันมาเพื่อพักผ่อน ซึ่งเมื่อฉันออกจากที่นั่นมาในลักษณะนี้ ฉันอยากจะลืมงานที่ทำอยู่ทั้งหมด”“รู้สึกว่า คุณพยายามปิดบังงานที่ทำอยู่เป็นความลับเสียจริงเลยนะ” เขาจิบกาแฟที่เธอรินเติมไว้ให้ขณะเดียวกันก็ไม่ได้วางสายตาจากใบหน้าเธอเลยความเคลื่อนไหวของเมอร์ลินในขณะนี้ เป็นไปด้วยความระมัดระวัง“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นอย่างนั้นหรอกค่ะ” เธอปฏิเสธเสียงเย็น“คงไม่ใช่อาชีพเก่าของพวกผู้หญิงใช่ไหม” แรนด์ถามอย่างตั้งใจจะยั่วให้เธอโกรธเธอเชื่อว่าผู้หญิงทั้งหลายน่าจะมีบทบาท ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาตั้งแต่สมัยสร้างโลกแล้ว เพียงแต่เพิ่งจะมาสมัยนี้เองที่ได้รับอนุญาตให้แสดงออกว่าผู้หญิงก็มีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย แต่เธอก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “อาชีพ” ที่เขาหมายถึง“ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องยึดถืออาชีพเช่นนั้นเลยค่ะ ถ้าพวกผู้ชายไม่ต้องการ” เธอกระแทกเสียงประชดให้ “มันเป็นเหตุผลของการเสนอกับสนองมากกว่า”เมื่อเธอพูดจบเขาก็ยิ้มออกมาอย่างขบขัน“คุณพูดอย่างกับมีประสบการณ์ด้วยตัวเองมาแล้วอย่างนั้นแหละ”“ฉันอายุ 26 แล้วนะคะ คุณคามิเกล” คราวนี้ดวงตาของเธอเป็นสีเขียวมรกตขึ้นมาทันที “และฉันก็เคยพบพากับ... ”“เอ๊ะ...คุณรู้จักชื่อผมด้วยหรือนี่” ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงด้วยระแวงสงสัยในทันใดนั้นเมอร์ลินก็รู้ว่าตัวเองพลาดไปแล้ว แต่กระนั้นการฝึกฝนตนเองมาเวลานานหลายปี มันก็ยังช่วยให้เธอรักษาสีหน้าให้ราบเรียบไว้ได้“แอนน์เขาบอกกับฉันว่า เพื่อนบ้านของเขาที่ฉันพูดถึงน่าจะเป็นพี่เขยของเขาเองและมีชื่อว่าแบรนดอน คามิเกลค่ะ”“งั้นหรือ” สีหน้าของเขาบอกความไม่เชื่อ “หมายความว่าคุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าผมเป็นใครก่อนหน้าที่คุณจะมาที่นี่ใช่ไหม”“ก็แล้วคุณเป็นใครล่ะคะ คุณคามิเกล” เมอร์ลินเลิกคิ้วถามความแปลกใจฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่ที่เบิกกว้าง รอยบิดเบี้ยวตรงมุมปากคล้ายเขาจะหยันเยาะตัวเอง“เฮ้อ...มันก็สมควรแล้วละที่ผมจะต้องได้รับอย่างนี้”“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ” เมอร์ลินพยักหน้าช้า ๆ ค่อยโล่งใจขึ้นบ้างเมื่อรู้สึกว่าอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว แรนน์ยกมือขึ้นเสยผม“ก็ตั้งแต่มีการออกข่าวว่าจะมีการสร้างหนังเรื่องชีวิตของซูซี่นั่นแหละ ที่มีผู้สื่อข่าวพยายามจะเข้ามาค้นหาให้ได้ว่าผมนอนกับใครบ้าง”เมอร์ลินเคยได้รับความรู้สึกเช่นนี้มาแล้วเป็นเวลาหลายปี เมื่อผู้สื่อข่าวทั้งหลายพยายามจะขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเธอขึ้นมาตีพิมพ์ในหน้ากระดาษของตนราวกับเป็นอาหารอันโอชะ เธอไม่แปลกใจเลยที่เขาจะขุ่นเคืองและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อหนังเรื่องดังกล่าว รวมทั้งผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่กับหนังเรื่องนั้นด้วย“คุณคงไม่ใช่ผู้สื่อข่สื่อข่าวหรอกนะ” เขาถามต่อ คำถามนั้นทำให้เมอร์ลินมีสีหน้าเผือดซีดลงบ้าง“ไม่ใช่หรอกค่ะ” เธอตอบพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ“นั่นสิ ผมก็หวังว่าคงไม่ใช่ เพราะถ้าผมจับได้ว่าคุณเป็นผู้สื่อข่าวละก้อไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ตกผมเป็นจับคุณโยนออกไปนอกบ้านแน่”“ฉันไม่ใช่ผู้สื่อข่าวหรอกค่ะแรนด์” เธอตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่ฉันรู้มาก่อนหน้าแล้วว่าคุณเป็นใครฉันหมายถึงก่อนที่แอนน์จะบอกเสียอีก แต่อาจจะเป็นเพราะหน้าตาท่าทางคุณเปลี่ยนไปมาก ฉันก็เลยจำคุณไม่ได้”“คุณหมายถึงสภาพของผมตอนนี้น่ะหรือ” เขาย้อนถามอย่างประชดและเธอก็ไหวไหล่“ก็คุณไว้ผมยาว แล้วหนวดเคราก็รุงรัง แบบนี้น่ะมันล้าสมัยไปหลายปีแล้วนะคะ”“และตอนที่มันอยู่ในสมัยที่เขานิยมกัน ผมก็มัวยุ่งอยู่กับการสร้างฐานะจนไม่สามารถจะหาเวลามาทำอะไรแบบนี้ได้” เขาลุกขึ้นยืน “เอาละ ตราบใดที่คุณไม่ใช่นักข่าวก็...”“ขอรับรองเลยค่ะ ไม่ใช่แน่”“ถ้างั้นผมก็ไม่สนใจหรอกว่าคุณจะทำงานอะไร หรือแม้ว่าคุณจะไม่เคยทำงานอะไรเลยก็ตามทีเถอะ”เขาเริ่มพูดจาดูถูกผู้หญิงอีกแล้ว ซึ่งทำให้เมอร์ลินอดยิ้มออกมาไม่ได้“มันยังมีอะไรที่ใช้ ‘เก็บ’ ผู้หญิงอยู่อีกหรือคะ” เธอย้อนถาม“ผมไม่ค่อยนิยมผู้หญิงที่เรียกร้องสิทธิสตรีจากผู้ชายเท่าไหร่หรอกนะ” เขาตอบเคือง ๆ“ฉันไม่ยักรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ความพยายามสร้างความนิยมให้เกิดขึ้นกับคุณ” เธอประชดให้ “เพราะฉันรู้ว่าพวกเราบางคนก็ไม่มีทางเลือกหรอกค่ะ นอกจากจะต้องเรียกร้องสิทธิที่ตนจะพึ่งมีนั่น”“แล้วพวกคุณก็เชียร์กันยกใหญ่สินะ” เขาเยาะให้“ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะรู้จักคุณดีพอที่จะคุยกันถึงเหตุผลในเรื่องนี้หรอกค่ะ” เมอร์ลินส่ายหน้าอย่างไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก“ดูเหมือนเราก็ไม่มีทางที่จะรู้จักกันให้มันดีกว่านี้อีกแล้วนี่” เขาคำรามออกมา“ฉันว่ามันก็ดีแล้วละค่ะที่เป็นอย่างนั้นได้” เมอร์ลินไม่ยอมแพ้เขาแม้แต่น้อย“ก็อาจจะใช่” เขาผงกศีรษะให้เธอ “เอาละ เห็นจะต้องขอตัวก่อนนะ ผมมีงานที่จะต้องทำรอมืออยู่ในห้อง”เมอร์ลินมีความรู้สึกว่า ความตึงเครียดที่เขม็งเกลียวอยู่ในร่างกายเริ่มคลายตัวลงทันทีที่เขาเดินออกไปจากห้องอาจจะเป็นเพราะเธอไม่ต้องเผชิญหน้ากับการซักถามของเขาเกี่ยวกับเรื่องอาชีพที่เธอทำอยู่ก็เป็นได้ แต่กระนั้นมันก็ทำให้ใจหายใจคว่ำพอแรงทีเดียวแรนด์แต่งงานกับผู้หญิงที่มีชื่อเสียงอยู่ในวงการมานานก่อนที่จะพบกับเขาเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นก็ดูเขาไม่พอใจกับผู้หญิงที่ออกทำงานนอกบ้านเลย จะเป็นไปได้ไหมว่าจริงๆ แล้วชีวิตแต่งงานระหว่างเขากับเธอไม่เคยมีความสุขอย่างที่มีข่าวออกมาให้ทุกคนได้รู้ ไม่หรอก...เธอจะไม่ยอมเชื่อในเรื่องนั้นอย่างเด็ดขาด เขาอาจจะไม่พอใจกับชีวิตที่ไม่มีเวลาว่างของเธอ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังรักเธออยู่ เมอร์ลินออกจะแน่ใจในความรักที่แรนด์มีต่อซูซี่ เช่นที่เธอมั่นใจว่างานอะไรก็ตามที่แรนด์กำลังเข้าไปนั่งทำอยู่ในห้องทำงาน เวลานี้จะต้องมีขวดบรั่นดีตั้งอยู่ด้วย เขาคงไม่ต้องพึ่งพาอาศัยเหล้าให้ช่วยดับทุกข์หรอก ถ้าเขาไม่รักผู้หญิงที่เขาต้องสูญเสียไปคนนั้น