“บางทีคนที่โดนคำสาปของดอกไอริสครอบงำอาจจะเป็นฉันเองก็ได้”
มันคือความรักครั้งแรกของฉัน
ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังเฝ้านึกถึงมันอยู่...
-เอิร์ธฟลาวเวอร์, เก้าเดือนก่อนสงครามใหญ่-
‘เจ้าชายเฟลโลว์เจ้าหญิงเบริลแห่งเอิร์ธมูนและผู้ติดตามเสด็จมาถึงแล้วพะย่ะคะองค์ราชาต้องการให้พระองค์ออกไปรับเสด็จร่วมกัน หม่อนฉันจึง--’
ประโยคบอกเล่าหยุดชะงักเพราะถูกนัยน์ตาสีชาคมดุส่อแววตำหนิหันมามองคนฟังเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือ ทำสีหน้าเบื่อหน่ายทันทีที่ได้ยินชื่อของแขกผู้มาเยือน
‘เจ้าชายจะเสด็จไปไหนหรือพะย่ะค่ะ’
มหาเล็กร้องเสียงหลงขณะวิ่งตามเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ที่ทำท่าจะหนีการต้อนรับแขกคนสำคัญไปเสียดื้อๆผู้ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทและผู้พิทักษ์ประจำดาวที่เพิ่งได้รับตำแหน่งมาหมาดๆหันมาส่งสายตาพิฆาตให้แถมด้วยน้ำเสียงเย็นๆส่งท้ายที่เล่นเอาไขสันหลังของคนฟังชาวาบ
‘ไปให้พ้นจากที่นี่ไง!’
แล้วเด็กหนุ่มก็เดินหายลับไปทันที
เบริลเวลด์พีช แห่งเอิร์ธมูน เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์ เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแม้จะไม่เคยได้เห็นตัวหล่อนเองกับตาจากที่ฟังคำบอกเล่าเขารู้แต่เพียงว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาดพอตัว ดูท่าทางเป็นคนที่อ่อนโยนและสง่างามสมกับตำแหน่งเจ้าหญิงรัชทายาทแต่เมื่อตอนที่เธอสูญเสียคู่หมั้นไปเมื่อสิบปีก่อนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็กลายเป็นคนเก็บตัวและแทบจะไม่ออกจากดาวไปไหนอีกเลยเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นงานสำคัญจริงๆเท่านั้น และทุกครั้ง ทุกที่ที่เธอไป จะต้องเห็นร่างสูงของ‘ผู้ติดตาม’ที่ควบตำแหน่งเจ้าชายรัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์และน้องชายของอดีตคู่หมั้นเธอตามติดไปด้วยทุกหนทุกแห่งอีกไม่นานหมอนั่นก็จะได้เข้าพิธีสืบรัชทายาทเป็นผู้พิทักษ์ของเอริ์ธสตาร์อย่างเป็นทางการแล้วด้วย
แอลโด้ครอส เจ้าชายเย็นชาแห่งเอิร์ธสตาร์
กับเจ้าหญิงประหลาดแห่งเอิร์ธมูน...
นี่คือคำนิยามตัวเธอในความคิดของเขาท่าทีเงียบขรึมเก็บเนื้อเก็บตัวตั้งแต่เมื่อคราวที่เธอสูญเสียคู่หมั้นไปยังไม่เลวร้ายเท่านัยน์ตาเศร้าสร้อยและประกายแห่งชีวิตที่ดับวูบไปแล้วของเธอในตอนนี้เมื่อตอนที่งานสืบทายาทกลายเป็นคืนนองเลือดที่พรากคนสำคัญที่สุดของเธอไป
วิญญาณของราชาแห่งเอิร์ธมูนที่ดับสูญในคืนที่เธอประกาศตัวว่าเป็นทายาทของเอิร์ธมูนอย่างเป็นทางการ!
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
สงคราม...ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นหลังการสิ้นพระชนม์ของราชาแห่งเอิร์ธมูน
สงครามวันสิ้นโลกตามคำทำนายของบันทึกแห่งฟีนาเล่!
ร่างบางของเด็กสาวที่นั่งอยู่ท่ามกลางแปลงดอกไม้ในสวนต้องห้ามของเอิร์ธฟลาวเวอร์เรียกความสนใจของเขาไปเจ้าของร่างที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวตัวยาวที่ปล่อยระไปตามผืนหญ้าเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอพลิ้วสยายไปตามสายลมอ่อนๆที่ไหลคลอเรือนร่างรอบข้างเต็มไปด้วยผีเสื้อสีขาวสัญลักษณ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์บินวนอยู่รอบตัวเธอราวกับเจ้าหล่อนเป็นดอกไม้ดอกใหญ่ที่เหล่าผีเสื้อให้ความสนใจ
นัยน์ตาสีชาของเด็กหนุ่มฉายแววฉงน คิ้วขมวดขึ้นโดยอัตโนมัติขณะที่เจ้าตัวค่อยๆย่างเท้าอย่างเงียบกริบไปยืนอยู่ด้านหลังร่างของผู้บุกรุกที่ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งใดมากไปกว่าดอกไอริสสวรรค์สีม่วงอ่อนเช่นเดียวกับสีนัยน์ตาของเจ้าหล่อนดอกไม้ในตำนานของเอิร์ธสตาร์ที่ตอนนี้พบได้เฉพาะที่เอิร์ธฟลาวเวอร์เท่านั้น และมันก็เป็นของสำคัญที่ทำให้สวนนี้กลายเป็นสถานที่ต้องห้ามอีกด้วย
‘อย่าแตะ...’
เด็กหนุ่มบอกโน้มตัวลงไปแตะหลังมือเรียวเล็กที่กำลังจะยื่นไปสัมผัสของต้องห้ามเข้าให้ แม้ดอกไอริสจะสามารถหาพบได้ในสวนดอกไม้หลังปราสาทของเจ้าหล่อนแต่ไอริสสวรรค์สีม่วงประกายเหลื่อมมุขนี่เป็นข้อแตกต่างจากไอริสดอกสีม่วงอ่อนไร้ประกายทั่วไปและมันก็เป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากที่สุดแถมเก้าปีจะบานอยู่เพียงหนึ่งครั้งแค่ครั้งละสามวันเท่านั้น
ต่อให้หล่อนจะเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทหรือราชินีมาเองก็เถอะที่นี่ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้าออกได้ทั้งนั้นนอกจากเขา!
ไออุ่นของแผ่นอกกว้างที่จู่ๆก็เข้ามาปะทะแผ่นหลังทำให้ร่างบางของเด็กสาวชะงักน้ำเสียงทุ้มที่กระซิบห้ามอยู่ข้างหูกับฝ่ามือหยาบที่กำอยู่รอบข้อมือเธอทำให้อวัยวะหนึ่งในร่างกายเต้นผิดจังหวะนัยน์ตาสีม่วงใสเบิกโพลงกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นไม่คุ้นหูเอาเสียเลย
ไม่ใช่แอล...ใครน่ะ!
เด็กสาวขยับตัวจะหนีแต่เด็กหนุ่มไวกว่าเขาคว้าตัวเธอไว้ก่อนที่จะพาร่างบางของเด็กสาวให้ออกมาห่างจากดอกไม้ต้องห้ามนั่น
‘นายเป็นใคร?’
‘ฉันต่างหากล่ะที่ต้องถามว่าเธอเป็นใครแล้วเข้ามาที่สวนนี่ได้ยังไง?’
‘ก็องค์ราชาอนุญาต’เธอบอกด้วยน้ำเสียงโอหังนิดๆ ใบหน้าเรียวขาวเชิดขึ้นอย่างไว้ตัว
แล้วก็กลายเป็นเขาที่ต้องทำสีหน้าฉงน
องค์ราชาอนุญาตงั้นเหรอ... พ่อเขาน่ะเหรอ?
ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงคนนี้ก็...!
‘ฉันคือเบริล เวลด์พีช แห่งเอิร์ธมูน’ เธอพูดใช้นัยน์ตาสีม่วงใสคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างตำหนิ
มือใหญ่ที่กำอยู่รอบข้อมือบางสะบัดออกราวกับต้องของร้อนเฟลโลว์อ้าปากค้าง
ยัยนี่น่ะเหรอเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน!
ใครว่าสวย... โคตรจะสวยเลยต่างหาก!
เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนตัดหน้าม้าปล่อยยาวระกลางหลังดวงหน้าเนียนขาวบริสุทธิ์ ผิวสีน้ำนมตัดกับนัยน์ตาสีม่วงใสที่แม้จะส่อแววไร้ประกายชีวิตแต่ก็ดูงดงามน่าหลงใหลอย่างประหลาด
สวย...
เธอดูงดงามราวกับจะถอดแบบจากผู้เป็นแม่มาไม่มีผิด!
เขาเคยพบราชินีคลาวเวียร์แห่งเอิร์ธมูนอยู่สองสามครั้งความสง่างามและรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนราวกับจะตรึงใจทุกคนที่ได้พบเห็นถึงขนาดที่ราชินีแห่งเอิร์ธวอเทอร์ผู้ได้ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดในบรรดาราชินีของดวงดาวทั้งสิบสามยังไม่ดูน่าหลงใหลเท่ากับพระองค์แล้วเจ้าหญิงรัชทายาทผู้ครอบครองนัยน์ตาสีม่วงเศร้าสร้อยแม้จะหมดอาลัยสักแค่ไหนแต่ความงดงามน่าหลงใหลที่ตรึงติดอยู่ในสายเลือดดูเหมือนจะถูกถ่ายทอดมาถึงเธอด้วย
แต่น่าแปลก...ภายใต้ความสง่างามที่คล้ายกันนั้น เขากลับรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่
ความห่างเหินเย็นชาระหว่างผู้เป็นมารดากับบุตรสาว...
‘นายเป็นใคร?’ เบริลถามซ้ำอีกครั้งเพราะนอกจากเธอจะไม่ได้รับคำตอบจากเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ถามแล้วยังดูเหมือนว่าคนตรงหน้านี่จะยังจ้องมองเธอราวกับเห็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสายพันธุ์ใหม่ก็ไม่ปาน
‘เฟลโลว์ ไอเซธ คนดูแลสวน’เด็กหนุ่มบอกหลังจากที่เพิ่งค้นหาเสียงของตัวเองพบ เด็กสาวเลิกคิ้วแล้วรอยยิ้มอ่อนโยนที่ราวกับจะทำให้ดอกไม้ทั้งสวนบานไสวนั่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่แสนเศร้า
‘คนดูแลสวนหรือ... นึกว่าใครที่แท้ก็เจ้าชายเฟลโลว์ ไอเซธ แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์นี่เองไม่นึกว่าจะได้พบกันในสถานการณ์แบบนี้’
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป ดูนอบน้อมและเหินห่างแตกต่างจากท่าทีตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
‘ยินดีที่ได้พบนะคะ’
มือเรียวเล็กยื่นตรงออกมาหา ท่าทางหวาดกลัวและโอหังเมื่อตอนพบกันครั้งแรกหายไปแล้วสิ่งที่แสดงอยู่บนใบหน้าของเธอในตอนนี้คือนัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่หม่นแสงกับรอยยิ้มแสนเศร้าที่แสดงอยู่บนใบหน้า
‘เธอมาทำอะไรที่นี่?’
เขาถามกลับ ไม่สนใจตอบรับฝ่ามือที่ยื่นตรงออกมาทักทายพร้อมกับใบหน้าปั้นยิ้มตามมารยาทของอีกฝ่าย
เด็กสาวชะงักไปราวกับสัมผัสได้ถึงความไว้ตัวของเขา‘ฉันอยากเห็นดอกไอริส’
เธอบอกหันไปจ้องไอริสดอกตูมบนก้านสีน้ำเงินเข้มที่กลีบดอกส่องประกายเหลื่อมมุขวิบวับ
‘อีก 3 อาทิตย์มันถึงจะบาน’ เฟลโลว์ว่า ‘ชอบหรือไง?’
‘ฉันเกิดวันเดียวกับที่ดอกไอริสบานเมื่อสิบแปดปีก่อนท่านพ่อบอกว่ามันเป็นดอกไม้ประจำตัวฉัน’
นัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่เคยเศร้ากลับส่องประกายอบอุ่นยามเอ่ยถึงผู้เป็นพ่อซึ่งล่วงลับ
‘เมื่อเก้าปีก่อน ฉันได้เคยรับดอกไอริสเป็นของขวัญวันเกิดจากคนๆหนึ่งแล้วหลังจากนั้นเขาก็หายตัวไปและไม่ได้พบกันอีกเลย’
‘เบลโต้ ครอส อย่างงั้นเหรอ?’เฟลโลว์เอ่ยนามเจ้าชายองค์โตของราชบัลลังค์แห่งเอิร์ธสตาร์ ผู้ถูกประกาศว่าเสียชีวิตหลังจากที่หายสาบสูญไปเมื่อเก้าปีก่อน‘อดีตคู่หมั้นของเธอสินะ’
‘เขาเคยให้ดอกไอริสนี้แก่ฉัน’
‘คนประหลาด’ เด็กหนุ่มว่าส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยันก่อนมุมปากจะบิดโค้งขึ้นอย่างดูถูก ‘เธอรู้ความหมายของดอกไอริสในภาษาของเอิร์ธฟลาวเวอร์หรือเปล่า?’
เขาถามสีหน้าฉงนของเธอที่ตอบกลับมานั่นเขาจะถือละกันว่าเธอคงไม่รู้
‘ความเชื่อใจที่ถูกหักหลัง’เฟลโลว์ว่า ก่อนจะเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้สีขาวดอกเล็กที่บานเกลื่อนอยู่รอบสวนขึ้นมาดูราวกับมันเป็นเพียงสิ่งประดับที่ทำให้ดอกไอริสบนก้านสีน้ำเงินเข้มมีประกายเหลื่อมดูโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้น
‘ว่ากันว่าดอกไอริสสวรรค์น่ะเป็นดอกไม้ที่ผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่างชื่นชอบมันเลยถูกใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำตัวของเจ้าหล่อนตามที่ถูกระบุไว้ในบันทึกแห่งฟีนาเล่ก่อนที่พวกเราชาวเอิร์ธฟลาวเวอร์จะให้ภาษาดอกไม้แก่มันว่าหมายถึง‘ความเชื่อใจที่ถูกหักหลัง’ เพราะเธอคนนั้นถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของคนที่เธอรักยังไงล่ะมันดูไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไหร่นะถ้าจะให้เป็นของขวัญวันเกิด โดยเฉพาะถ้าคนที่ให้เป็นคนของเอิร์ธสตาร์ด้วยแล้วน่าจะต้องรู้เพราะทั้งตำนานของดอกไอริสและบันทึกแห่งฟีนาเล่มีต้นกำเนิดมาจากเอิร์ธสตาร์ทั้งนั้น’
ดอกไม้สีขาวดอกเล็กในมือถูกหมุนไปมานัยน์ตาสีชาของเด็กหนุ่มจ้องมองมันอย่างอ่อนโยนก่อนจะยื่นไปให้คนตรงหน้าที่รับไว้อย่างงงๆ
‘จะความหมายของดอกไอริสก็ดีสีของมันก็ดี ทุกอย่างบ่งบอกถึงความผิดหวังทั้งนั้น นั่นดูไม่เหมาะกับเธอสักนิดถึงฉันอยากจะบอกว่าสีนัยน์ตาของเธอสวยเหมือนดอกไอริสก็เถอะแต่ตัวเธอน่ะเหมาะกับสีขาวมากกว่า เหมือนดอกแมรี่โกลด์พวกนี้ไงมันมีความหมายในภาษาดอกไม้ว่า ‘ความหวัง’ ผีเสื้อสีขาวประจำสวนพวกนี้ก็เหมือนกันพวกมันเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่อย่างน้อยฉันก็คิดว่ามันน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่าดอกไม้แห่งความเศร้าที่มีสีเดียวกับนัยน์ตาของเธอเยอะเลย’
เสียงทุ้มอบอุ่นที่ไม่เคยได้ยินมานานกลับคืนมาอีกครั้งภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้าซ้อนทับกับคนที่จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนคืนมาอย่างน่าประหลาดทั้งคำพูด น้ำเสียงและท่าทางดูคล้ายกันมากเสียจนละลายความเศร้าให้หายไปจากใบหน้าได้ชั่วขณะ
‘ถ้าเธอเป็นแอลเธอจะไม่พูดแบบนี้หรอก’ เด็กสาวบอกนัยน์ตาสีม่วงอ่อนส่องประกายกล้าดูลึกลับและเจ้าเล่ห์พิกล รอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาคิดว่ามันคือการเสแสร้งหายวับไปเหลือทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มเศร้าบนใบหน้ากับคำพูดเย็นชาจากเจ้าของน้ำเสียงใสที่เอ่ยขึ้นราวกับจะตัดพ้อชีวิต
‘ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ความหมายของดอกไอริสหรอกนะแต่เพราะรู้นั่นแหละถึงได้คิดว่ามันเหมาะแล้วที่จะเป็นดอกไม้ประจำตัวฉันเพราะคนที่ทำให้คนที่รักต้องตายด้วยน้ำมือของตัวเองนั้นคือฉันยังไงล่ะ’
เสียงประตูปิดลงเบาๆมาซารุคงจะแอบมาดูเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่หมอนั่นจะหายไปทำอะไรที่ไหนสักแห่งด้านนอก พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงเรืองรองอยู่บนท้องฟ้า นาฬิการิมผนังห้องตีบอกเวลาเช้าวันใหม่ไม่รู้ว่ากี่ชั่วโมงแล้วที่เขายังนั่งอยู่ที่นี่ไม่จากไปไหนสภาพร่างกายของคนตรงหน้าที่อ่อนล้าดูเหมือนว่าจะไม่มีทีท่าดีขึ้นมันทำให้เขากังวลใจจนไม่อยากจะห่างจากข้างกายเธอ
เกือบอาทิตย์แล้วที่เด็กสาวตกอยู่ในสภาพนี้นับตั้งแต่วันที่มาซารุประมือกับแบล็คเมื่อคราวก่อน เขารู้...หากเขาต้องการจะเคลื่อนกงล้อที่หยุดหมุนคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้นคงหนีไม่พ้นเด็กสาวที่หลับใหลอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้บางทีการลืมอาจดีเสียกว่า แต่ถ้าเขาไม่เริ่ม ทุกอย่างก็จะไม่สิ้นสุด
นัยน์ตาสีชาหม่นแสงลงก่อนลมหายใจจะถูกผ่อนระบายออกมาช้าๆมือใหญ่เลื่อนออกจากใบหน้าของเด็กสาวกลับมาเกาะกุมที่มือเล็กอีกครั้งด้วยหวังว่าไออุ่นจากร่างกายเขาจะพอช่วยแบ่งเบาความทรมานของเธอได้
นานแค่ไหนกับการแบกรับความรู้สึกที่แสนทรมานนี่
นานแค่ไหนกว่าที่เขาจะสามารถปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระได้
“พร้อมไหมคะ?”
เสียงใสของเด็กสาวอีกคนเอ่ยขึ้นอยู่ข้างตัวร่างบางโน้มลงโอบไหล่เขาอย่างให้กำลังใจ
อาโออิเงยหน้าขึ้นสบตา
“แล้วเธอล่ะ?”
เด็กหนุ่มถามกลับมองใบหน้าเศร้าหมองกับนัยน์ตาที่แดงช้ำของเด็กสาวตรงหน้าอย่างทรมานใจ
“ฉันเตรียมใจได้แล้วล่ะค่ะ”เมมิยิ้มให้เขาทั้งที่ใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา“เราไม่ได้ตัดสินใจผิดใช่ไหมคะ พี่อาโออิ?”
“มาถามอะไรเอาป่านนี้ล่ะ”เด็กหนุ่มหัวเราะเยาะตัวเองก่อนจะหันหน้ากลับไปมองร่างบางที่นอนนิ่งอาการไม่สู้ดีอยู่บนเตียงอีกครั้ง
“ฉันเองก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความจริงเหมือนกัน”
“ฉันจะอยู่ข้างพี่เอง”
“ฉันก็ด้วย”คนเป็นพี่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้ “ถ้าถึงเวลาที่หมอนั่นต้องรู้ความจริงฉันจะอยู่ข้างๆเธอเอง จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอได้อีกเด็ดขาด”
เมมิส่งรอยยิ้มให้เขาโอบกอดไหล่กว้างนั้นด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“ขอบคุณนะคะขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณที่ให้อภัยฉัน”
“อย่าโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเลย...เมมิ เรื่องนี้ไม่มีใครผิดหรอก” อาโออิบอก “จะเธอ... หมอนั่น... ฉัน... หรือกรีนเอง ทุกคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเองทั้งนั้น”
ชื่อของนักรบอเวจีหนุ่มที่จู่ๆก็ถูกเอ่ยขึ้นมาทำให้ร่างบางของเด็กสาวกระตุกไปวูบหนึ่งนัยน์ตาของเมมิอ่อนแสง ใบหน้าที่ซบอยู่บนไหล่หนาของอาโออิส่ายไปมาเพื่อกำจัดคราบน้ำตาที่ขอบตาเด็กสาวพึมพำเสียงแผ่วว่า
“การเกิดมาโดยที่มีความทรงจำของชาติก่อนติดตัวมาด้วยนี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยนะคะ”
“ถ้าหาก...ถ้าหากว่า...” อาโออิเริ่มต้นคำถามยังไม่ทันจบประโยค เมมิก็เอานิ้วแตะริมฝีปากเขาส่ายหน้าไปมาช้าๆ
“ฉันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาค่ะ”เด็กสาวบอกด้วยสีหน้าทุกข์ทรมานใจ “ถึงเขาจะเคยเป็นพี่ชายของฉันแต่ว่าพี่ชายของฉันในตอนนี้ก็คือพี่เท่านั้น ถ้าพี่คิดว่าฉันเป็นน้องสาวของพี่ฉันก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป”
เด็กสาวพยักหน้าให้เขาอย่างเชื่อมั่น
อาโออิยิ้มให้เธอ
“จบเรื่องนี้แล้วเราไปฝรั่งเศสด้วยกันเถอะ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น”
เด็กหนุ่มบอกเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเมมิชะงักไปครู่หนึ่งจ้องมองเด็กหนุ่มสลับกับเด็กสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงในบ้านไม้หลังใหญ่
“พี่จะปล่อยมือจากเธอได้เหรอคะ?”
เด็กสาวถามหมายความถึงความนัยและความหมายโดยตรงสื่อไปถึงเด็กหนุ่ม ฝ่ามือใหญ่ที่กุมประคองมือเรียวเล็กของเด็กสาวอยู่นั้นตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในห้องนี้ก็ยังไม่เคยละมือออกห่างจากเธอไปเลยสักครั้ง
ถ้าต้องจากไปจะทำใจได้อย่างนั้นเหรอ?
“ถ้ามันทำให้ยัยนี่มีความสุขขึ้นมาได้ล่ะก็นะ”
อาโออิพึมพำนัยน์ตาสีชาจ้องมองเด็กสาวที่หลับสนิทอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่โหยหาและเปี่ยมไปด้วยความเศร้าที่อัดแน่น
เมมิยิ้มขมเธอกับพี่... ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด
รักข้างเดียวที่ไม่สมหวัง...
มือบางวางแตะลงบนไหล่อย่างให้กำลังใจก่อนที่เด็กสาวจะผละห่างจากไปเนื่องด้วยต้องการให้เด็กหนุ่มอยู่เคียงข้างคนที่เขาต้องการเพียงลำพัง
อาโออิหลับตาประทับริมฝีปากลงบนหลังมือของมินามิ
“ฉันขอโทษที่ไม่สามารถให้เธออยู่ในโลกที่แสนสงบนี่ได้อีกต่อไป”
ความเจ็บปวดวิ่งแล่นผ่าเข้ากลางใจคนที่อยากให้ความทรงจำของเธอกลับคืนมายิ่งกว่าใครๆก็คือเขาและคนที่เข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับในวินาทีที่ความทรงจำทั้งหมดของเธอกลับคืนมาก็คือตัวเขาเช่นกันแต่เขาถอยไม่ได้แล้วในเวลานี้สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงการวิ่งฝ่าอุปสรรคตรงหน้านี่ออกไปเท่านั้น เพื่อตัวเธอเพื่อให้เรื่องทั้งหมดนี่จบลง ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับความทรมานมากแค่ไหนเขาก็จะต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้
“ขอโทษที่ต้องทำลายโลกแห่งความสงบสุขของเธอด้วยน้ำมือของฉันบางทีคนที่โดนคำสาปของดอกไอริสครอบงำอาจจะเป็นฉันก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น...ฉันก็จะต้องก้าวข้ามผ่านมันไป”
นัยน์ตาสีชาที่เคยหม่นแสงกลับมาส่องประกายกล้าอีกครั้งกับคำพูดที่แฝงไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นยามนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเธอในวันนั้น
“เบริล... ฉันจะพาเธอก้าวข้ามมันไปให้ได้”
เพื่อสัญญาในวันนั้น...ฉันจะทำให้มันเป็นจริง!