จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 57 การแทรกแซง

            ตอนที่ 57 การแทรกแซง

     

            ใบหน้าของเหล่าตัวแทนจากหกจักรวรรดิล้วนปรากฏอาการแข็งค้างราวกับกำลังยืนต่อหน้าเทพมรณะ เหล่าชายหญิงต่างปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดมากกว่าการเอาชีวิตมาทิ้งเพียงเพื่อจะติดอันดับหนึ่งในห้าของมหาแผ่นดิน พวกเขาอยากจะกระโดดลงจากแท่นประลองให้รู้แล้วรู้รอด ทว่า ทั่วร่างต่างสั่นเทิ้มและสองขาล้วนด้านชาไปหมด ต่อหน้าอสูรกายเช่นมัน มีสิบชีวิตก็มิอาจเพียงพอ

     

            "ขะ...ขาไม่ขยับ" รูเปียเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าหวาดกลัวอย่างที่สุด เส้นกั้นระหว่างความเป็นความตายกลับถูกกำหนดชะตาเอาไว้โดยแค่ชายหนุ่มคนหนึ่ง

     

            ฝูงชนต่างดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยอาการสลด ความห่างชั้นระหว่างพลังมันกว้างไกลเหนือจินตนาการไปแล้ว คราแรกก็ถูกรุมกระหน่ำโจมตีแต่ไร้รอยบาดแผล ครั้งสองกลับกลายเป็นมันที่ไล่ล่าฆ่าล้างอยู่ฝ่ายเดียว ไร้ความปราณีในทุกทุกการกระทำ พละกำลังช่างสูงล้ำผิดแปลกจากรูปร่างกายขนาดของร่างกาย บรรยากาศหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมาพลันรู้สึกหนาวเย็นจนถึงขั้วกระดูกดำ

     

            "ไม่ใช่การประลองแล้ว... มันเหมือนการไล่ฆ่าล้างอยู่ฝ่ายเดียวซะมากกว่า!!" เหมยหลินเอ่ยกล่าวด้วยอาการตื่นตระหนก หญิงสาวได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับการสังหารมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ความมั่นใจเรื่องการฆ่าฟันล้วนไม่เคยรู้สึกเป็นสองรองใคร แต่พอได้เห็นการกระทำของบุรุษหนุ่มแล้วราวกับเทพสงครามกลางสมรภูมิรบ เขาสามารถสังหารผู้อื่นได้อย่างไม่ลังเล ยากจะทำใจเชื่อว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าจะมีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี

     

            เดซี่เอ่ยกล่าวด้วยความเป็นห่วง "นายท่านเจ้าคะ---แม้นายท่านเพิ่งจะฆ่าตายไปหนึ่งแต่ก็โปรดระวังให้ดีด้วยนะเจ้าคะ มันจะตื่นขึ้นมาในฐานะผีดิบยามใดก็แล้วแต่เวลาแล้วล่ะเจ้าค่ะ"

     

            กาติรัสพลันเผยใบหน้าแสยะยิ้มก่อนเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ "อีกสามคน" แววตาส่อแววความอำมหิตพลางรังสีฆ่าฟันที่พร่างพรายออกมาก่อนกวาดมองบริเวณโดยรอบ

     

            ราวกับถูกนัยน์ตาของเทพมรณะจับจ้อง รูเปียพลันกุมขมับด้วยอาการหวาดกลัว ดวงตาสั่นกระตุก ร่างกายสั่นเทิ้มจนยากจะทรงตัวด้วยความที่หญิงสาวเป็นสายซัพพอร์ต ความแข็งแกร่งด้านจิตใจย่อมนับว่าอ่อนแอนักเนื่องจากมักจะทำงานเป็นทีมเสียมากกว่าลุยเดี่ยวจึงถูกปกป้องโดยพวกพ้องอยู่บ่อยครั้ง การที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนับว่าเป็นโชคร้ายของเธอจริงๆ

     

            เสียงกรีดร้องราวกับคนบ้าพลันดังขึ้น "กรี๊ดดดดดดดด!!!" สองขาพลันสับเคลื่อนอย่างเร็วไวด้วยอาการตื่นกลัว รูเปียวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จุดหมายนั้นคือขอบสุดของแท่นประลองที่อยู่ห่างออกไปร่วมสามร้อยเมตร

     

            ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องไปทางหญิงสาวอย่างลุ้นระทึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าสหาย พวกเขาต่างอึ้งทึ่งจนพูดอะไรไม่ออก ใบหน้าปรากฏความตื่นตะลึงและหวาดกลัว การหันหลังให้ปีศาจร้ายคือวิธีการอันขลาดเขลา การที่ยอมสู้จนตัวตายยังจะมีโอกาสรอดเยอะซะมากกว่าซึ่งผู้คนต่างคิดเช่นนั้น มิอาจล่วงรู้ว่ากาลเวลาไหลผ่านไปนานเพียงใด สิ่งเดียวที่ตระหนักได้คือพวกเขาต่างตกไปในภวังค์เพียงเพราะมองหญิงสาววิ่งหนี เวลาไหลผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก

     

            ตุบ

     

            ลานประลองล้วนเงียบงันราวกับป่าช้าทำให้เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นจึงดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณ ทุกชีวิตพลันหวนคืนสติ พวกเขารู้ตัวอีกที หญิงสาวคนนั้นก็กระโดดลงจากแท่นประลองไปเสียแล้ว...

     

            "อะ---อะไรกัน..." พาลาเอ่ยกล่าวด้วยความตื่นตะลึง หัวใจเต้นถี่ระรัวด้วยความลุ้นระทึกยิ่งราวกับเส้นกั้นระหว่างความเป็นและความตายถูกกั้นเพียงปลายเส้นผม หญิงสาวสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าสังหารได้โดยที่ไม่เกิดอะไรขึ้น

     

            โนเอลปรากฏความตื่นตะลึงบนใบหน้า การกระทำของปีศาจร้ายเกือบจะคร่าชีวิตของเธอไปแล้ว ทว่า ภาพเบื้องหน้ามันอะไรกัน!? ทั่วร่างสั่นเทิ้มและท่าทางสับสนก่อนเอ่ยกล่าวอย่างหวาดผวา "ปะ...ปล่อยให้รอดชีวิต?!"

     

            ผู้ชมล้วนประจักษ์ถึงความโหดเหี้ยมและความไร้ปราณีของชายหนุ่มเป็นอย่างดี แล้วเพราะสิ่งใด? ทำไมบุรุษหนุ่มถึงได้ปล่อยให้เธอมีชีวิตรอดออกไปหรือแท้จริงแล้วเขาไม่ได้เหี้ยมโหดอย่างที่คิด? ความงุนงงสงสัยครอบคลุมทั่วทั้งลานประลองกระทั่งเหล่าสี่ปรมจารย์ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น ประสบการณ์หลายพันปีกลับไม่สามารถใช้ได้ผลกับชายหนุ่มเบื้องหน้า มิอาจคาดเดาหรืออ่านความคิดของเขาได้เลยทั้งที่ชีวิตอันดำรงอยู่มามากว่าสองพันปีควรจะคาดเดาการกระทำของชายหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีได้อย่างเฉียบขาด ความเป็นจริงกลับน่าสะพรึงกลัว

     

            "ข้าเดาไม่ออกเลยว่ามันจะทำอะไรต่อไป..." ปรมาจารย์ยูไคเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ประสบเหตุการณ์เช่นนี้ คำว่า "ปรมาจารย์สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์" ตัวตนอันอยู่บนจุดสูงสุดที่เป็นรองเพียงแค่ท่านเทพมนุษย์ ประสบการณ์การต่อสู้และการใช้ชีวิตควรจะห่างชั้นกับรุ่นเยาว์อยู่หลายขุม ทว่า ต่อหน้าบุรุษหนุ่มกลับมิอาจบ่งบอกได้ถึงความห่างชั้นของประสบการณ์ราวกับเขาสามารถทัดเทียมหรืออยู่เหนือยิ่งกว่านั้น

     

            ห้วงความคิดของผู้คนต่างคิดแบบเดียวกัน "ปล่อยไปหรอ..."

     

            ใบหน้าของกาติรัสปรากฏความเฉยชาราวกับน้ำแข็งพันปีก่อนน้ำเสียงไร้อารมณ์จะดังขึ้น "อีกสองชีวิต" สายตากวาดมองเหล่าตัวแทนจากทั้งหกจักรวรรดิราวกับมองมดปลวกก็มิปาน

     

            มาซูและโนเอลกลับไม่มีความคิดที่จะหนีอยู่เลย บ่วงความแค้นและศักดิ์ศรีช่างล้ำลึกราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ หนึ่งเพื่อนสมัยเด็กตกตายเพราะคมหอกตน หนึ่งคนยอมพลีชีพเพื่อให้อีกชีวิตรอดพ้น สองสตรีต่างมิอาจหาญกล้าก้าวเท้าลงจากสังเวียน หากทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการทรยศตกนรกทั้งเป็น! สภาพจิตใจต้องแหลกสลายเพราะความรู้สึกผิดเป็นแน่!!

     

            ก่อนน้ำเสียงดุดันเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิจะดังขึ้น "มอล!! นายพามาซูและโนเอล หนีไปซะ!!" พาลาเอ่ยกล่าวอย่างสุดเสียงพลันพยายามลุกขึ้นยืนแม้ร่างกายจะร่อแร่ก็ตาม นัยน์ตาคู่นั้นกลับลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ก่อนชายหนุ่มจะหันมองโมม่อนพลันเผยยิ้ม

     

            โมม่อนราวกับรู้ใจ สองบุรุษยืนหยัดขึ้นอีกครั้งอย่างห้าวหาญ ใบหน้าในครานี้แตกต่างจากเมื่อครู่ราวกับคนละคน รอยยิ้มอย่างภาคภูมิกลับปรากฏออกมาบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว

     

            "พวกนายพูดอะไรน่ะ!!" มอลกล่าวตะโกน

     

            "นายอยากให้ความพยายามของโททัชและกอดอนต้องสูญเปล่าหรืออย่างไร!!" พาลากล่าวโต้ตอบแต่ทว่าคู่สายตากลับจับจ้องมองกาติรัสตาไม่กระพริบ ทุกการเคลื่อนไหวของอสูรกายเบื้องหน้าล้วนสามารถตัดสินชะตาชีวิตของพวกเขา!!

     

            มอลกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ พาลากล่าวไม่ผิดและตอนนี้เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่สุดกระทั่งอาชีพนักรบ ถึงแม้เขาจะไม่สามารถเทียบเคียงกับอาชีพนักรบศักดิ์สิทธิ์ของพาลาและโมม่อน ทว่า ศักดิ์ศรีของเหล่าชาตินักรบล้วนเปี่ยมล้นอยู่เต็มอก มิใช่การเอาชัยจากสมรภูมิรบหรือเป็นใหญ่เหนือผู้ใดแต่มันคือการปกป้องผู้คน!!

     

            "บ้าเอ๊ย!!" มอลกัดฟันพลางอัดกั้นน้ำตาก่อนชายหนุ่มจะโอบอุ้มสองสตรีอย่างละข้างฝ่ามือ

     

            "มอล! นายทำอะไรน่ะวางข้าลงนะ!!" มาซูเอ่ยกล่าวอย่างขึงขังแม้ร่างกายจะไม่สามารถขัดขืนได้เลยก็ตาม เป็นผลพวงมาจากการใช้มหาเวทย์ สภาพร่างกายของเธอล้วนมิอาจต่อสู้กับใครได้อีกแล้ว

     

            กระทั่งโนเอลก็เช่นกัน อาการช็อคค้างที่ตนเป็นต้นตอของการสูญเสียพวกพ้องไปยังมิเลือนหาย สติการควบคุมพลังย่อมอยู่ในระดับย่ำแย่ยิ่ง อิสตรีที่เคยแข็งแกร่งกลับกลายเป็นสาวน้อยธรรมดาเพียงชั่วพริบตาเดียว ไม่อาจเอ่ยกล่าวสิ่งใดได้อีกเธอได้แต่ยอมให้มอลอุ้มร่างวิ่งหนีไปเสียอย่างนั้น

     

            "ฮะฮ่าฮ่าฮ่า เท่านี้---พวกเราก็จะได้เริ่มการต่อสู้แบบจริงจังกันเสียที..." โมม่อนกล่าวพลางตั้งท่าพร้อมรบ

     

            "ต่อหน้าอสูรกายเช่นท่านช่างเป็นเกียรติอันสูงสุด" พาลากล่าวพลางตั้งท่าจู่โจมเช่นกัน

     

            สภาพร่างกายของพวกเขาเพียงเปรยมองยังบอกได้เลยว่าช่างห่างชั้น!! สามบุรุษเคยงัดท่าไม้ตายออกมาร่วมกัน มันยังไม่เพียงพอให้กาติรัสมีบาดแผลเสียด้วยซ้ำและคราวนี้ยังเหลือเพียงแค่สองคนเสียอีก

     

            "อสูรกายหรือ?" กาติรัสกล่าวพลางแสดงสีหน้าครุ่นคิดก่อนรอยยิ้มแสยะจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าพลันกล่าวต่อ "ประมาณสิบสองสิบสามปีได้แล้วสินะที่ไม่ได้ถูกกล่าวขานด้วยคำว่า 'อสูรกาย' "

     

            พาลาและโมม่อนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวด พาลาเหยียดแขนขวาจนสุดแขนและโมม่อนที่เหยียดแขนซ้ายจนสุดแขนพลันแขนแนบชิดติดกัน อากัปกิริยาราวกับท่านั่งม้ามิมีผิด ทว่า กลิ่นอายของพลังกลับพุ่งพรวดพราดอย่างผิดปกติ เส้นเลือดพลันปูนโปดขึ้นทั่วทั้งร่าง สายธารโลหิตหลั่งไหลออกมาจากนัยน์ตาทั้งสอง

     

            ถึงแม้มาซูกำลังถูกอุ้มแต่ก็ยังสามารถเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจนพลันกล่าวอย่างตื่นตระหนก "วิชานั่นมัน! พาลา---โมม่อน---ไม่นะ...!!"

     

            ฟึ่บ~

     

            "สองท่าประสาน-----หมัดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งเทวาลัยบัลลังก์เทวาวาส"

     

            "สองท่าประสาน----หมัดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งเทวาลัยบัลลังก์เทวาวาส"

     

            ปรมาจารย์ธูมัสพลันโพล่งคำทันที "ทักษะต้องห้ามในตำนาน!!"

     

            สองบุรุษพุ่งทะยานร่างเข้าหากาติรัสด้วยความเร็วราวกับทะลุมิติ ฟึ่บ! เพียงพริบตาเรือนร่างอันอาบเคลือบไปด้วยรังสีฆ่าฟันอันเปี่ยมล้นพลันปรากฏขึ้นอยู่ข้างหลังชายหนุ่ม กำปั้นเหล่านั้นกลับแผ่ซ่านพลังสุดล้ำลึกเกินคณาออกมา ห้วงอากาศเริ่มบิดเบี้ยวตามอำนาจของพลังก่อนหมัดจะถูกปล่อยออกไป

     

            เพียงเสี้ยววินาทีบังเกิดแสงสีขาวนวลในกำปั้นก่อนกาติรัสจะเอ่ยกล่าว "สัมผัสแห่งอันเดด" ก้อนแสงสีขาวนวลแปรเปลี่ยนดำทมิฬก่อนหมัดจะถูกปล่อยออกไป

     

            กรึกกรอบกรึกกกกรอบบบบบบบ------แกรกกกกก

     

            หนึ่งหมัดนวลกลมทมิฬประชันเข้ากับสองหมัดจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ การปะทะก่อเกิดเป็นพายุร้ายซัดสาดทั่วทุกสารทิศอย่างรุนแรง ห้วงอากาศเกิดรอยแตกร้าวแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผู้คนพลันตกอยู่ในอาการเคร่งเครียด ทว่า ประมือกันครานี้กลับมิได้ยาวนานอย่างที่คิด เพียงสามลมหายใจ...

     

            บึ้ม...!

     

            เสียงดังกึกก้องประหนึ่งระเบิดพลันดังขึ้นก่อนเสียงโอดครวญจะไล่ตามมาติดๆ "อ๊ากกกกก" เรือนร่างสองบุรุษพลันปลิวกระเด็นไปไกลร่วมสามร้อยกว่าเมตร ตุบ! ตุบ! สองร่างกระทบพื้นประลองเข้าอย่างจังพลางร่างกายที่ไถลไปตามแรงกระแทกจากพลัง เสียงผิวหนังขูดไถลกับพื้นประลองดังขึ้นอย่างสยดสยองพลางโลหิตที่ไหลอาบเป็นทางยาว หากสังเกตร่างกายที่นอนราบอยู่กับพื้นให้ดีๆ เรือนร่างนั้นกำลังสั่นระรัวเนื่องจากการหายใจเข้าออกอย่างรัวเร็ว

             

            กาติรัสเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "กบในกะลา" ก่อนบุรุษหนุ่มจะชำเลืองมองลาซิเฟียด้วยหางตา หญิงสาวล้วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปลอดภัย ใบหน้าปรากฏความประหลาดใจอย่างชัดเจน

     

            ความลับไม่มีบนโลกหรอก---เพียงแค่จะได้รู้เร็วหรือรู้ช้าก็เท่านั้น...

     

            รอยยิ้มเจือจางปรากฏบนใบหน้าเพียงเสี้ยววินาทีก่อนชายหนุ่มจะหันมองสองบุรุษผู้หาญกล้า นัยน์ตาเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหดราวกับอสูรร้าย สองเท้าย่างก้าวเข้าหาพาลาและโมม่อนที่นอนหมดสภาพอยู่ห่างราวสามร้อยเมตรถึงกระนั้นพวกเขายังคงมีสติอยู่

     

            "พาลา---พวกเรากำลังจะตายแล้วซินะ แค่กๆ" โมม่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางกระอักเลือดคำโต

     

            "อา---โลกหลังความตายสินะ..."

     

            ฟิ้ว~

     

            สายลมพลันหวนพัดผ่านก่อนปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ราวสามเมตรต้นๆ สังขารล้วนแก่ชราประหนึ่งตาเฒ่าอายุมาก ผิวหนังเหี่ยวย่นและอากัปกิริยาสุขุมนุ่มลึก ใบหน้าเฉยชาจับจ้องกาติรัสตาไม่กระพริบก่อนเอ่ยกล่าว "พอได้แล้ว" น้ำเสียงเรียบเฉียบ

     

            ชื่อ:ฝู่ชิง(เพศชาย) อายุ:2,590ปี เผ่าพันธุ์:ฮิวเมน(จักรพรรดิ) อายุขัยโดยธรรมชาติ:500ปี เลเวล:50,102 พลังกาย:1,002,305 พลังเวทย์:30,000,289 อาชีพ:หลอมศาสตรา

     

            กาติรัสเปรยมองชายชราเบื้องหน้าก่อนเอ่ยกล่าว "ถอยไป---ศัตรูมิสมควรได้รับความเมตตาใดๆ"

     

            ทันทีที่ปรมาจารย์ฝู่ชิงปรากฏเหล่าศิษย์เอกทั้งสี่พลันกล่าวตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน "ท่านอาจารย์ฝู่ชิง!!"

     

            หรือกระทั่งเหล่าผู้ชมก็ล้วนแสดงสีหน้าตื่นตะลึงเป็นการแทรกแซงการประลองอย่างชัดเจนถึงกระนั้นเจ้าเมืองก็ยังคงไม่ได้เคลื่อนไหวอันใดทั้งที่เขาเป็นคนบ้ากฎระเบียบมากแท้ๆ อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าเมืองอาจเต็มใจหรือแท้จริงแล้วเขาอาจจะยอมศิโรราบต่อหน้าพลังที่ไม่หาญกล้าต่อกร

     

            "ขะ...เข้าไปในนั้นได้ยังไง" เจ้าเมืองกล่าวพลางทำสีหน้าตกตะลึงงัน ม่านคุ้มกันสีทองอร่ามอยู่ในระดับราชันจักรพรรดิและยังจะถูกเติมแกร่งขึ้นโดยฝีมือของเขาอีก หากไม่ได้รับการยินยอมให้เปิดม่านขึ้นก็จะไม่มีผู้ใดได้เข้าไปข้างในเว้นเสียแต่ว่าเขาจะทำลายม่านคุ้มกันและลอบเข้าไป

     

            ทว่า ไม่ว่าจะกวาดมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาดไหน ล้วนไม่ปรากฏรอยแตกร้าวของม่านพลังเลยแม้แต่นิดเดียวราวกับเขาเปิดม่านออกเองมิได้ใช้พลังในการทำลาย

     

            "เพราะท่านฝู่ชิงเป็นปรมาจารย์ด้านอักขระยังไงล่ะ" ปรมาจารย์ธูมัสเอ่ยตอบเจ้าเมืองก่อนกล่าวต่อ "เขาสามารถหยั่งรู้ได้ถึงอักขระได้อย่างแท้จริง ท่านฝู่ชิงเป็นนักอักขระชั้นกลางเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอักขระมากที่สุดในแดนมนุษย์!!"

     

            คำกล่าวของปรมาจารย์ธูมัสล้วนมิได้กล่าวเกินจริง ต่อให้พลิกแผ่นดินตามหานักอักขระชั้นกลางทั่วทั้งแดนมนุษย์เห็นทีก็จะมีแค่ปรมาจารย์ฝู่ชิงเพียงคนเดียวเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพ "หลอมศาสตรา" มันยิ่งทำให้เขามีความสำคัญระดับสมบัติแห่งดินแดนมนุษย์ เนื่องด้วยความสามารถที่ล้นหลามทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญและหาตัวจับได้ยากยิ่ง เขาไม่เคยปรากฏขึ้นออกมาสู่โลกภายนอกเลยหากมิใช่การขอร้องจากท่านเทพมนุษย์...

     

            "โอหังยิ่งนักนะเจ้าหนูน้อย" ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวพลางหรี่ตา

     

            "เจ้าหนูน้อยหรือ?" กาติรัสกล่าวพลางหน้านิ่วคิ้วขมวด ทางด้านกายภาพล้วนเป็นความจริงมิอาจโต้เถียง ทว่า ทางด้านสภาพจิตใจกาติรัสนั้นแก่เฒ่าเสียยิ่งกว่าสิบโคตรเหง้าของมันเสียอีก!! และเขาไม่ชอบเอาเสียเลยที่ถูกกล่าวเรียกว่า "หนูน้อย" ถ้าหากเขาเป็นหนูน้อย สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดเห็นทีคงยังเป็นเศษธุลี!!

     

            "ข้าว่าข้ายังแก่หงำเหงือกเสียยิ่งกว่าทวดของเจ้าซะอีกกระมัง"

     

    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,946 พลังกาย:463,299 พลังเวทย์:1,042,958 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ

     

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน