นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 46 พื้นมันลื่น

             

            ตอนที่ 46 พื้นมันลื่น

             

             

            ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้มีอำนาจนับร้อย นิทานไม่ตอบอะไร ใบหน้าของเขายังเรียบนิ่งชวนให้คนประทับใจ

             

            วัยเพียงแค่นี้กลับสามารถรับแรงกดดันอันถาโถมจากสถานการณ์ที่โดนลากเข้าไปเอี่ยว น่าชื่นชม นิลลอบประเมินในใจ

             

            แม้ภาพลักษณ์เรียบนิ่งนั้นจะสร้างความประทับใจให้หลายคน หากความเป็นจริงแล้วในใจของนิทานเวลานี้ร้อนดั่งไฟ เขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับความยุ่งเหยิงชวนปวดหัวนี้ การพบเจอเพียงไม่นานทำให้เขารู้สึกชื่นชมองค์หญิงจริง แต่ย่อมไม่มากพอให้เขาเอาอนาคตของตัวเองไปร่วมหัวจมท้ายกับฝักฝ่ายของนาง 

             

            เป็นความจริงที่ผู้พันลาลันตานั้นเป็นคนลากเขาเข้ามาโดยที่เขาไม่ยินยอม แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่หากเขาจะขึ้นสู่จุดที่สูงขึ้นไป การเกี่ยวพันกับฝักฝ่ายอำนาจย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และการสนับสนุนจากเบื้องหลังและสังกัดก็เป็นสิ่งที่นิทานไม่เคยมี

             

            เขาคำนึงถึงผลได้ผลเสียต่าง ๆ มากมาย แม้เขาจะไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองมากนัก แต่เขามั่นใจว่าหล่มอสรพิษหล่มนี้ยังลึกเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้

             

            ไม่แน่ว่าการที่มีคนมายั่วยุเขาเช่นนี้หรือการที่ผู้พันลาลันตาลากเขามาก็อยู่ในการวางแผนของใครสักคน

             

            เขาพยายามสงบใจ เมื่อเขาตัดสินใจได้ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มก็พลันใสกระจ่าง

             

            นิทานยิ้มบางเบา สีหน้านุ่มนวลแฝงด้วยความโอนอ่อน สองตาหลุบลงในท่าทีขอโทษ

             

            “ผู้พันลาลันตาเพียงพาผมมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ในฐานะผู้ติดตามคนหนึ่ง ไม่มีฐานะและฝีมือมากพอจะคู่ควรประลองในนามของหน่วยพิทักษ์เมืองอันเกรียงไกรได้ครับ”

             

            “หากผมรับคำท้า ย่อมไม่ต่างจากการเป็นผู้อวดดีโง่เขลาคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอจะแสดงความสามารถในฐานะของหน่วยพิทักษ์เมือง ต้องขออภัยด้วยครับที่คงทำให้ทุกท่านผิดหวังแล้ว ตัวผมนั้นอ่อนแอเกินไป ขาดคุณสมบัติจะเป็นตัวแทนของหน่วยพิทักษ์เมืองครับ” นิทานก้มหัวอย่างสุภาพ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโอนอ่อน นอบน้อม

             

            “หึ วาจาฉลาดเฉลียวนัก เพียงเอ่ยวาจาไม่กี่คำ กลับยกอ้างความแข็งแกร่งของหน่วยงานว่าเหนือล้ำ ตนไม่คู่ควร” บรรพตแสยะยิ้ม

             

            “เด็กน้อย เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น ในที่นี้ย่อมไม่มีใครปฏิเสธผลงานและความแข็งแกร่งของหน่วยพิทักษ์เมือง เจ้าไม่จำเป็นต้องประลองในฐานะตัวแทน เพียงแค่ออกมาแสดงความสามารถในฐานะสมาชิกหน่วยพิทักษ์เมืองก็มากเกินพอ” สาลิกายิ้มบาง หากนัยน์ตายังคงราวกับจิ้งจอกผู้ไม่ยอมปล่อยให้เหยื่อหลุดมือ

             

            องค์หญิงไพลินลอบกำหมัดแน่น การรับมือของนิทานถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว นิทานเลือกเชิดชูฝ่ายของเธอให้สูงล้ำ และกดคุณค่าของตนให้ต่ำลงเพื่อสร้างสถานการณ์ที่หากตนเลือกประลอง ตนคงเป็นเพียงคนโง่อวดดี

             

            แต่เธอไม่พอใจ! คนผู้หนึ่งที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนกลับยอมก้มหัวอย่างขลาดเขลาเพื่อฝ่ายของเธอ เธอมั่นใจในตัวผู้พันลาลันตา ผู้พันย่อมไม่พาคนไร้ประโยชน์มาแน่ การสู้กับนักสลักเอกย่อมไม่มีหวังชนะ แต่หากให้เขาสู้กับนักสลักเอกที่โดนผนึกพลัง อย่างน้อย ๆ เขาสมควรสร้างผลงานอันน่าแตกตื่นได้

             

            เธอไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าตัดสินใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลใด คิดว่าตนไม่อาจชนะจริง ไม่ต้องการต่อสู้ ไม่ต้องการถลำลึกเข้าฝ่ายเดียวกับเธอ หรือเพียงไม่ต้องการทำให้เธอขายหน้า

             

            แต่ที่แน่ ๆ คือเธอกลับทำได้เพียงยืนมองอย่างไร้ประโยชน์ หากเธอออกหน้าพูดตอนนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอ่อนแอของเธอ

             

            องค์หญิงไพลินกำหมัดแน่น ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องอดทนอดกลั้นดูเพื่ออื่นเสียสละให้เธอผู้ไร้พรสวรรค์

             

            “น่าเสียดายนะครับ ผมคิดว่าผมจะมีโอกาสได้ลองทดสอบฝีมือกับผู้แข็งแกร่งแห่งหน่วยพิทักษ์เมืองเสียอีก ผมเข้าใจครับ การต้องแบกรับสิ่งที่หนาหนักบนไหล่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่าย ๆ” เชียนเป่า เยว่เผยรอยยิ้มบาง พูดด้วยวาจานุ่มนวลราวกับเขาก็ไม่ต้องการจะประลองเช่นกัน

             

            “อย่างตัวผมเองที่นอกจากอยู่ในฐานะของมหาตระกูลอันแข็งแกร่งอย่างตระกูลคชสารแล้ว ผมยังคงนับถือต้นตระกูลเชียนเป่าที่ฟูมฟักผมมาเป็นอย่างดี ดังนั้นหากมีโอกาสและความสามารถมากพอ ผมย่อมพร้อมสละชีวิตเพื่อพิสูจน์ความเกรียงไกรของตระกูล” เชียนเป่า เยว่ยืดอกชูตราสีทองตระกูลเชียนเป่าอย่างภาคภูมิใจ

             

            หากไม่ว่าใครที่พอมีความคิดย่อมเข้าใจความนัยในประโยคเป็นอย่างดี

             

            หากไม่มีความกล้ามากพอจะแบกรับหน้าตาของฝ่ายตนก็ไสหัวไป!

             

            นิลขมวดคิ้ว ทุกสิ่งเริ่มไปไกลกว่าที่เขาคาดแล้ว เขานั้นย่อมคาดไว้อยู่แล้วว่างานเลี้ยงครั้งนี้ย่อมเกิดการประชันทางการเมืองกันเหมือนเช่นทุกครั้งและเขาก็เตรียมพร้อมมาแล้ว หากผู้พันลาลันตากลับพาคนหนุ่มผู้หนึ่งมาด้วย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเดินเข้างานมาพร้อมกัน แทนที่จะฝากผู้น้อยคนอื่นนำเข้างานเช่นที่ควรจะเป็น การที่ผู้พันลาลันตาทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการชี้เป้าให้ศัตรูลองโจมตีหยั่งเชิง

             

            นิลเคยเข้าใจว่าผู้พันลาลันตาสมควรมีแผนบางอย่างในหัว หากสถานการณ์ตอนนี้กลับแปลกพิกลนัก ผู้พันลาลันตาไม่พูดสิ่งใด เพียงยืนมองด้วยสีหน้าเฉยเมย

             

            อริยะตะวันจำแลง ลาลันตา ผู้สังหารศัตรูนับพันในสงครามจะไม่มีแผนการใด ๆ เลย? จะบอกว่าเธอเพียงแค่พาเด็กหนุ่มคนนี้มาเปิดโลกเท่านั้น? นิลฉงน

             

            เขาไม่เชื่อ หากสถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้เขากระสับกระส่ายขึ้นทุกที

             

            เขาย่อมไม่คิดมากหากนิทานเลือกจะสู้แล้วพ่ายแพ้หรือเลือกไม่สู้ จะอย่างไรก็เป็นเพียงการประชันกันของผู้เยาว์ ไม่ส่งผลใหญ่ใด ๆ ในอนาคตหรือกับหน้าตาของฝักฝ่ายนัก อาจแค่ได้รับคำถากถางหรือเสียดสีเรื่องความสามารถของชนรุ่นหลังก็เท่านั้น

             

            ลาลันตาคิดอะไรอยู่กันแน่?

             

            “ทำให้คุณเชียนเป่า เยว่ต้องผิดหวังแล้ว น่าเสียดายจริง ๆ ครับ หน่วยพิทักษ์เมืองยังมีผู้แข็งแกร่งอีกหลายท่านที่เหนือกว่าผมที่ยังเป็นเพียงผู้เรียนรู้ ผมจึงไม่มีหน้าไปรับเกียรติยศอันสูงส่งนั้นมาแบกไว้บนบ่า หากนักสลักในสังกัดมายืนตรงนี้แทนที่ผม พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธคำเชื้อเชิญแน่ครับ หากคุณเชียนเป่า เยว่มีเวลา คุณสามารถแวะไปเยี่ยมชมหน่วยพิทักษ์เมืองและพบกับเหล่ายอดคนได้ทุกเมื่อครับ” นิทานยิ้ม

             

            เชียนเป่า เยว่คิ้วกระตุกน้อย ๆ ความนัยของประโยคนี้ชัดเจนยิ่งนัก

             

            คนแข็งแกร่งกว่าฉันในหน่วยพิทักษ์เมืองมีตั้งเยอะ แต่นายเลือกจะสู้กับฉันที่เป็นผู้เรียนรู้เนี่ยนะ เก่งนักทำไมไม่สู้กับนักสลักด้วยกันล่ะ!

             

            ผู้พันลาลันตาหลุดหัวเราะเสียงเบา เรียกสายตามุ่งร้ายจากบรรพตและสาลิกา

             

            “เอ้า เลิกเล่นปาหี่ไร้สาระกันได้แล้ว พระเอกของงานอย่างองค์ชาย 2 ยังไม่เสด็จด้วยซ้ำแต่พวกหมารับใช้เอาแต่เห่าไม่หยุด เด็กของฉันจะไม่สู้กับใครทั้งนั้น” ผู้พันลาลันตาฉีกยิ้มหากวาจาของเธอกลับแทงเสียดใจ

             

            เนี่ยนะแผนของเธอ? นิลหางคิ้วกระตุก 

             

            บรรพตขมวดคิ้ว หากเพียงพริบตาก็กลับกลายเป็นใบหน้าหัวเราะ

             

            “ฝีปากดุดันร้อนแรง สมแล้วกับฉายานามตะวันจำแลงที่แผดเผาศัตรูนับพัน แต่เจ้าพูดไร้สาระแล้ว พวกเราแค่อยากกระชับมิตรแลกเปลี่ยนฝีมือเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใด ๆ แอบแฝง” บรรพตเหน็บแนม

             

            “น่าเสียดาย แต่หากเจ้าไม่ต้องการ งั้นก็คงต้องยกเลิกงานประลองนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ข้าอุตส่าห์ต้องการจะสร้างความบันเทิงใจให้แก่แขกอื่น ๆ ระหว่างที่รอองค์ชาย 2 เสด็จด้วยงานประลองระหว่างรุ่นเยาว์เสียหน่อย” สาลิกาแย้มบาง

             

            แม้จะเป็นเพียงการประชันกันเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลใหญ่โตใด ๆ แต่การที่อีกฝั่งไม่รับคำท้าก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศว่าศึกเล็กศึกนี้ พวกเธอเป็นฝ่ายชนะ

             

            นิลสีหน้าเรียบเฉย ถอนหายใจบาง คนระดับเขาย่อมไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ แต่เขากลับสงสัยในการตัดสินใจของผู้พันลาลันตาเสียมากกว่า

             

            “น่าเสียดายจริง ๆ ครับ ผมคาดหวังว่าจะได้สู้กับผู้ฝึกสัตว์อสูรอัจฉริยะแห่งหน่วยพิทักษ์เมืองเสียหน่อย แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่สัตว์อสูรคู่กายไม่ใช่แม้แต่สัตว์อสูร เป็นแค่สัตว์ป่าธรรมดา ๆ หากก็คงสมควรแล้วกับหน่วยงานเช่นหน่วยพิทักษ์เมือง การฝึกสัตว์อสูรล้วนเป็นเรื่องยาก สัตว์ป่าด้อยค่าย่อมสะดวกกว่าหากต้องการฝึกปรือ” เชียนเป่า เยว่ยิ้มบาง

             

            ผู้พันลาลันตาพลันคิ้วกระตุก รอยยิ้มบางเผยที่มุมปากราวกับกำลังรอสิ่งนี้อยู่ เธอไม่ได้จดจ้องไปที่เชียนเป่า เยว่ที่ลอบเสียดสี หากกลับมองไปที่นิทาน

             

            หากเธอไม่ผิดพลาด เธอคิดว่ารอยยิ้มของนิทานเวลานี้กว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างผิดวิสัย

             

            “เอาแล้วไง” ผู้พันลาลันตาลอบส่งสายตาให้นิทาน พลางเป่าปากเบา ไอ้เด็กแกล้งใจเย็นคนนี้เครื่องติดเสียแล้ว

             

            นิทานยังคงสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่พูดจาใด ๆ หากบรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป องค์หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลพลันสังเกตเห็นความผิดปกติจากใบหน้ายิ้มแย้มไร้พิษภัย

             

            ชั่วขณะที่เชียนเป่า เยว่หันหลังกลับไป สายลมธรรมดาสายหนึ่งที่พัดหวิวสร้างความเย็นสบายให้แก่อาคารมาตลอดพลันรุนแรงขึ้นเล็กน้อย สายลมนี้ไม่ได้รุนแรงจนน่าพิศวงใด ๆ เป็นเพียงลมเย็นสบายที่รุนแรงกว่าปกติเล็กน้อย

             

            หากสายลมเย็นสบายนี้กลับพัดตราสีทองรูปกองสมบัติที่ซ้อนกันเป็นภูเขาที่ปักอยู่บนอกของเชียนเป่าเยว่ให้หลุดร่วง ตราที่กลัดด้วยเหล็กอย่างดีบนอกเสื้อกลับหลุดลงอย่างง่ายดาย ด้านหนึ่งของเหล็กกลัดพลันงอลงเล็กน้อยราวกับน้ำหนักของทั้งสองฝั่งไม่สมดุลอย่างที่ควรจะเป็น

             

            เชียนเป่า เยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นตราที่ร่วงหล่น ขณะจะหันมือไปคว้า เท้าหลังกลับติดแน่นอยู่กับพื้น เชียนเป่า เยว่ที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเตรียมปลดปล่อยพลังระดับนักสลักเอก แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา 

             

            บรรพตและนิลหันมองที่เชียนเป่าเยว่อย่างว่องไว หากกลับไม่สามารถสัมผัสพลังใด ๆ ได้

             

            ยังไม่ทันที่เชียนเป่า เยว่จะตอบสนองแบบอื่น เขาพลันรู้สึกว่าไหล่ของเขาหนักอึ้งราวกับแบกบ้านทั้งหลังเอาไว้ เขาได้ยินเสียงกระดูกของเขาสะเทือนเลือนลั่น เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของเขาแอ่นไปด้านหลังจากน้ำหนัก เขาเริ่มปลดปล่อยพลังเพื่อตอบโต้ หากน้ำหนักกลับหายไปในพริบตา พร้อมกับแรงผลักสายบางที่ผลักส่วนหัวของเขาให้หงายหลัง

             

            บรรพตขมวดคิ้วแน่น เขามองนิทานด้วยสายตามุ่งร้าย หากจะอย่างไรเขาก็ไม่อาจสัมผัสพลังใด ๆ จากเด็กหนุ่มตรงหน้าได้เลย

             

            เมื่อกำลังจะล้มลง เขาพลันรู้สึกร่างของตนหนักขึ้นอีกครั้งชั่วขณะและกลับสู่ปกติยามแตะพื้น เขาที่เตรียมตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมลุกขึ้นยืนกลับพบว่าร่างที่นอนหงายกับพื้นของเขานั้นติดแน่นอยู่กับพื้น แม้แต่ปากของเขาก็ไม่อาจอ้าได้ ติดกันเป็นแผ่นผืนเดียว

             

            ภาพที่ออกจากสายตาของทุกคนจึงราวกับว่า ตราของเชียนเป่า เยว่เลื่อนหลุดจากอก ขณะที่เขาหันกลับไปคว้าตรา ร่างดันเสียสมดุลหกล้มหงายหลัง

             

            สาลิกาเพียงยืนมองขณะที่เชียนเป่า เยว่ล้มหงายหลังลง เธอพบว่าเหตุการณ์นี้แปลกพิกลนัก

             

            ราวกับกลั่นแกล้ง ตราของตระกูลเชียนเป่ากลิ้งหลุน ๆ มาตกอยู่ที่ฝ่าเท้าของคีตาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

             

            “โอ้ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับคุณเชียนเป่า เยว่ คีตา เก็บของไปคืนคุณเขาหน่อยสิ หกล้มหงายหลังคงจะเจ็บแย่” นิทานแสยะยิ้ม สายตาไม่กลบวี่แววความขบขันแม้แต่น้อย

             

            “โฮ่ง!”

            ได้!

             

            คีตาคาบตราอันหรูหราทองอร่ามของเชียนเป่า เยว่อย่างเชื่องช้า พร้อมกับนำไปวางไว้บนอกของเชียนเป่า เยว่ที่หน้าแดงก่ำ พยายามลุกขึ้นจากพื้น

             

            ร่างอันใหญ่โตของคีตายืนค้ำหัวเชียนเป่า เยว่ขณะที่นำเหรียญตรามาคืน คีตายังเลือกไม่เดินอ้อมด้านข้างมาวางอย่างที่ควรทำ กลับเดินคร่อมร่างของเชียนเป่า เยว่ตรง ๆ ราวกับกำลังจะขย้ำเหยื่ออันแสนอ่อนแอ

             

            “คราวหลังก็ระวัง ๆ หน่อยนะครับ พื้นมันลื่น” นิทานยิ้มบาง


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน