TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 113 โชคที่ไม่คาดคิด

    ตอนที่ 113 โชคที่ไม่คาดคิด


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    บันไดสีขาวของจอมปราชญ์ไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อทดสอบผู้มีความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่มันยังถูกใช้เป็นสถานที่สั่งสอนศิษย์ทั้งสี่อีกด้วย


    นายท่านทั้งสี่แห่งยอดเขาฮาดาล้วนฝึกฝนอยู่บนบันไดสีขาวนี้ทั้งสิ้น และยังไม่มีใครสักคนที่สามารถก้าวไปถึงปลายสุดของบันไดนี้ได้


    ในอดีตเคยมีคนนอกเคยก้าวเข้ามาทดสอบเหมือนเฟิร์ส แต่คนเหล่านั้นกลับไม่มีใครสามารถก้าวได้เกินร้อยขั้น ผู้ที่ก้าวได้เกินหนึ่งร้อยขั้นเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ผ่านการทดสอบของจอมปราชญ์ ซึ่งแต่ละขั้นจะมีเวลากำหนดไว้หนึ่งชั่วโมง หากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วไม่สามารถก้าวข้ามบททดสอบบันไดขั้นนั้นได้ ก็จะถูกส่งออกมาจากมิติแห่งนั้นทันที


    ปรมาจารย์จารึกจากอาณาจักรอื่นเองก็เคยมายังสถานที่แห่งนี้เช่นกัน และจอมปราชญ์ก็ใจดีให้พวกเขาได้ใช้บันไดจอมปราชญ์แห่งนี้อีกด้วย แต่จะถูกจำกัดไว้แค่หนึ่งหมื่นขั้นเท่านั้น 


    เมื่อเดินได้ครบหนึ่งหมื่นขั้นพวกเขาเหล่านั้นก็จะถูกส่งตัวขึ้นไปยังยอดเขาฮาดาเพื่อพบกับจอมปราชญ์


    ผู้ที่สามารถก้าวได้ถึงหนึ่งหมื่นขั้นได้ นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะขึ้นไปบนยอดเขา แต่หากไม่สามารถทำได้พวกเขาก็จะถูกส่งกลับออกไปและไม่สามารถเข้าไปได้อีก


    บันไดสีขาวที่ถูกเรียกว่า “บันไดจอมปราชญ์” นี้กลับไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่หนึ่งหมื่นขั้น มันยังทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด และเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์ทั้งสี่


    สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ปรมาจารย์จารึก หากก้าวขึ้นไปได้มากกว่าหนึ่งร้อยขั้นนั่นก็อยู่ในสถานะที่จับตามอง


    ตอนนี้เฟิร์สกำลังเป็นเช่นนั้น เพราะเขากำลังจะก้าวเข้าสู่พื้นที่ของบันไดหนึ่งร้อยขั้น 


    “รวดเร็วขนาดนี้เชียว” นูฟูอินถึงกับเหยียดตัวขึ้นตรงบนบัลลังก์ แล้วมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง


    เฟิร์สที่เคยเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวมาแล้ว แม้จะเป็นอักขระสายเลือดสิ่งมีชีวิตหลากโลกาแต่ก็ยังถือว่ามีรากมาจากรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่รูปร่างและต้นกำเนิดพลังนั้นต่างออกไปเท่านั้น


    อาจารย์ของเขาเคยสอนว่าอักขระทุกรูปแบบล้วนมีรากมาจากที่เดียวกัน 


    บางอักขระถูกสร้างขึ้นด้วยเสียง บางอักขระถูกสร้างขึ้นด้วยการวาด บางอักขระถูกสร้างขึ้นด้วยจินตนาการ หรือบางอักขระถูกสร้างด้วยต้นกำเนิดพลังที่แตกต่างกัน แต่แก่นแท้ของมันก็ยังคืออักขระ


    ซึ่งเป็นสิ่งสากลที่ผู้ใช้อักขระทุกคนนั้นรับรู้


    “อ่า ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เฟิร์สก้าวเดินแล้วหยุดพิจารณา บันไดขั้นต่อไปเบื้องหน้าก่อนจะก้าวขึ้นไปเหยียบมันอย่างมั่นคง


    ในทุกๆ การก้าวเดินของเขาล้วนได้รับความรู้ความเข้าใจในอักขระเหล่านั้นมา


    เพียงเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเขาก็ก้าวมาถึงบันไดขั้นที่ร้อยแล้ว


    วูม ...


    ตอนนั้นเองบนร่างของเขาก็ปรากฏออร่าสีฟ้าขึ้นมา ภายในกระดูกสันหลังของเขาได้บรรจุความรู้ความเข้าใจของอักขระนับร้อย


    การรู้แจ้งในอักขระของขั้นบันไดนั้นได้ประโยชน์ยิ่งกว่าศึกษาวัตถุจารึกด้วยตนเอง เพราะขั้นบันไดแต่ละขั้นคือความรู้ที่จอมปราชญ์กลั่นกรองมาอย่างลึกซึ้งแล้ว การทำความเข้าใจในอักขระจึงลึกล้ำเกินกว่าสิ่งที่คลำหาด้วยตัวเอง


    เรื่องนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเฟิร์สเป็นอย่างมาก


    ซึ่งในวินาทีนั้นเองเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังอักขระขั้นสีฟ้า


    ใช่แล้ว ตอนนี้เฟิร์สสามารถทำให้ร่างของอีวากลายเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าได้แล้ว


    “สำเร็จแล้ว คิดจะสำเร็จก็สำเร็จโดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้เลย” เฟิร์สเอ่ยอย่างดีใจ


    การสำเร็จขั้นสีฟ้าของเฟิร์สไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเขาเท่านั้น ทว่าผู้เฝ้าดูทุกคนก็รับรู้เช่นกัน 


    หนึ่งในนั้นมีบุรุษผมทอง ใบหน้าหล่อเหลา สวมชุดคลุมสีขาวปักดิ้นทองลวดลายมองแล้วดูศักดิ์สิทธิ์ ท่าทางสูงส่งเหนือมนุษย์ทั่วไป


    คนผู้นี้ก็คือ “จอมปราชญ์”


    จอมปราชญ์จ้องมองหญิงสาวที่กำลังก้าวขึ้นบันไดสีขาวที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นกระทั่งถ้วยน้ำชาที่อยู่ในมือนั้นหยุดชะงัก


    มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มแล้วเอ่ย


    “น่าสนใจ” 


    นับตั้งแต่ที่เขาสร้างบันไดทดสอบนี้ขึ้นมาก็ไม่มีผู้ใดเลยที่เป็นคนธรรมดาแล้วก้าวมาถึงร้อยขั้น มิหนำซ้ำยังสำเร็จเป็นปรมาจารย์จารึกขั้นแรก


    สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หญิงสาว เธอยังคงก้าวขึ้นไปยังด้านบนของบันไดไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่ดูสบายๆ ไม่มีท่าทางกดดันต่อบันไดนี้เลยแม้แต่น้อย


    “สาวน้อยคนนี้จะก้าวไปได้สักกี่ขั้นกันนะ” จอมปราชญ์เอ่ยก่อนจะยกชาที่หยุดมือไว้ขึ้นมาจิบ


    บนยอดเขาฮาดาแห่งนี้มีปราสาทสูงใหญ่อันโออ่าตั้งอยู่ สถานที่แห่งนี้คือที่พำนักของจอมปราชญ์ ทั้งเขาและศิษย์ล้วนอาศัยอยู่ที่นี่มาอย่างยาวนาน


    โดยปกติแล้วมนุษย์ในโลกนี้จะมีอายุขัยอยู่ที่สองร้อยปี แต่หากพลังบ่มเพาะสูงขึ้นอายุขัยจึงจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อเข้าสู่ขอบเขตดยุกขึ้นไป สภาพร่างกายก็เหมือนจะหยุดแก่เฒ่าลง 


    บางคนสำเร็จขอบเขตดยุกในวัยกลางคน หรือหลายคนสำเร็จในช่วงอายุที่แก่ชรา


    ดังนั้นภาพลักษณ์ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป ตามพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของพวกเขา


    ซึ่งจอมปราชญ์ที่มีภาพลักษณ์เป็นบุรุษหนุ่มผู้งดงามผู้นี้ ย่อมมีความสำเร็จในเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน


    ตอนนี้หญิงสาวที่กำลังเดินขึ้นบันไดได้อยู่ในความสนใจของจอมปราชญ์ ไม่เพียงเธอสำเร็จขอบเขตดยุกได้ในวัยเท่านี้ มิหนำซ้ำยังสำเร็จเป็นปรมาจารย์จารึกขั้นแรกได้อีกด้วย


    “เจ้าสอง เจ้าได้พูดคุยกับเธอมาก่อนหน้านี้ รู้หรือไม่ว่าเธอมาที่นี่เพราะเหตุใด?”


    ตอนนั้นเองเสียงของจอมปราชญ์ก็ดังขึ้นในหัวของนายท่านที่สองของยอดเขาฮาดา


    นูฟูอินรีบเหยียดตัวตรงทันทีแล้วส่งข้อความเสียงผ่านอำนาจอักขระของเขาออกไปตอบโต้


    “เรียนท่านอาจารย์ สาวน้อยผู้นี้มีชื่อว่าอีวามาจากหมู่บ้านเควนของเมืองฟิราเดเฟียร์ เธอบอกกับศิษย์ว่าต้องการจะคารวะท่านอาจารย์เป็นอาจารย์”


    “ข้ารู้แล้ว ขอบใจมาก”


    แล้วตอนนั้นเองเสียงของจอมปราชญ์ก็เงียบไป


    ทว่านูฟูอินผู้นี้กลับรู้แล้วว่าอาจารย์ได้ตอบรับสาวน้อยผู้นี้แล้ว


    ชายร่างท้วมรีบส่งข้อความแจ้งศิษย์พี่ศิษย์น้องของตนในทันที


    “ดูเหมือนว่าพวกเราจะมีท่านห้าของยอดเขาฮาดาแล้ว”


    เพียงแค่ส่งข้อความนี้ออกไป พวกเขาทุกคนก็รับรู้ได้แล้วว่าจอมปราชญ์ยินดีรับสาวน้อยผู้นี้เป็นศิษย์น้องของพวกเขา 


    ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาย่อมยินดีที่จะต้อนรับศิษย์น้องคนใหม่ผู้นี้


    “เช่นนั้นก็มาดูกันเถอะว่าศิษย์น้องผู้นี้จะมีพรสวรรค์มากมายเพียงใดกัน” ชายวัยกลางคนผู้มีเรือนผมสีเงินที่ทอดยาวไปถึงพื้นเอ่ยขึ้น


    “ฉันก็อยากรู้เช่นกัน” ชายชราเคราแดงในชุดคลุมสีเพลิงเอ่ยออกมา


    “โอ้ ทั้งศิษย์พี่ใหญ่ทั้งศิษย์น้องสี่ต่างสนใจขนาดนี้เดียว” ฟูนูอินเอ่ยสำทับ


    แน่นอนว่าพวกเขาที่พูดคุยกันก็คือนายท่านทั้งสามของยอดเขาฮาดา


    ส่วนอีกคนที่เรียกว่าท่านสามเองก็มองดูเหตุการณ์นี้เช่นกัน แต่เขาเป็นคนที่สงบปากสงบคำเป็นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่าท่านผู้นี้ถูกปิดวาจามาตั้งแต่เกิด เพียงแต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดเท่านั้น


    ขณะเดียวกันนั้นเองเฟิร์สยังคงอิ่มเอมกับการก้าวเดินบนบันไดสีขาวอย่างเพลิดเพลิน


    “ไม่รู้ว่าฉันสามารถเก็บเกี่ยวความลึกล้ำของขั้นบันไดเหล่านี้ได้มากมายเท่าใดกัน โชคดีที่มีพลังโลกลวงก็อปปี้บันไดเหล่านี้เข้าไปวิเคราะห์ข้างใน มันจึงทำให้ฉันสามารถก้าวเดินได้อย่างสบายๆ” เฟิร์สกล่าวในใจอย่างลิงโลด


    ความรู้ในขั้นบันไดเหล่านี้ไม่ได้ง่ายดายจนทำความเข้าใจได้เพียงแค่ชายตามอง


    อักขระที่มีพลังของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาไม่ใช่สิ่งที่จะดูแคลนได้


    เฟิร์สได้ใช้พลังของโลกลวงที่แผ่ออกไปจากร่างก็อปปี้ขั้นบันไดที่อยู่ในรัศมีแล้วนำมาศึกษาให้รู้แจ้งภายใน


    ต้องรู้ไว้ว่าภายในโลกลวงเขาคือพระเจ้าของที่นั่น ภายในโลกแห่งนี้เขาสามารถควบคุมการไหลเวียนของเวลาได้ แม้คิดจะทำให้เวลาของโลกนี้หยุดนิ่งเขาก็สามารถทำมันได้ดั่งใจ


    เหยื่อที่ถูกดึงเข้ามาในโลกเพียงชั่วครู่ กลับให้ความรู้สึกว่าอยู่ข้างในนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์


    เฟิร์สใช้วิธีเดียวกันในการนำขั้นบันไดมาศึกษาในโลกลวง ซึ่งเขามีเวลาทำความเข้าใจมันอย่างเป็นอนันต์


    นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเดินบนขั้นบันไดได้อย่างสบายๆ


    ความเร็วในการรู้แจ้งระดับนี้ย่อมทำให้ตัวตนเช่นเขาเป็นที่สนใจต่อจอมปราชญ์เป็นอย่างมาก


    เฟิร์สยังคงก้าวเดินขึ้นบันไดต่อไปจนกระทั่งผ่านบันไดขั้นที่หนึ่งพันและยังสามารถเดินต่อไปได้เรื่อยๆ


    การเดินของเขายังคงรักษาจังหวะและความมั่นคงได้อย่างยอดเยี่ยม


    สองพัน ...


    สามพัน ...


    สี่พัน ...


    ห้าพัน ...


    หกพัน ...


    เจ็ดพัน ...


    เฟิร์สยังคงเดินบนขั้นบันไดไปเรื่อยๆ 


    ยิ่งเขาก้าวเดินมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงขอบเขตขั้นพลังสีเขียวได้อย่างลางๆ


    จนกระทั่งเมื่อเดินทางมาถึงบันไดขั้นที่แปดพันสามร้อยยี่สิบเอ็ดเขาก็หยุดลง


    นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหยุดก้าวเดินและมันไม่ใช่การหยุดเพื่อขบคิด แต่มันเป็นการหยุดก้าวไปจริงๆ เสียอย่างนั้น