บทที่ 3 ลอบสังหาร
นี่ก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เสวี่ยซานฝึกอยู่ที่น้ำตก ตอนนี้เขากำลังนั่งสมาธิควบคุมพลังปราณในร่างให้สมดุล เนื่องจากระดับพลังของเขาในตอนนี้อยู่ที่มนุษย์ขั้นห้าแล้ว ระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
ไม่นานเด็กหนุ่มก็ลืมตาขึ้น "พลังของข้าถึงขั้นห้าแล้ว พลังปราณที่นี่ก็ไม่สามารถทำให้ข้าบรรลุได้อีกต่อไป อีกไม่นานข้าคงต้องหาสถานที่ใหม่ในการฝึกฝนแล้วสิ" เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อ ท้องของเขาก็เริ่มคำรามอีกครั้ง เด็กหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความหิว "เห้อ ท้องร้องอีกแล้ว ่นี้ข้าหิวบ่อยเกินไปหรือไม่ ผลไม้ในป่านี้ก็แทบจะหมดลงแล้ว" เด็กหนุ่มพูดจบก็เริ่มออกเดินทางหาผลไม้อีกครั้ง
เด็กหนุ่มเดินทางด้วยท่าเท้าล่องวารี ทุกที่ที่เด็กหนุ่มเหยียบ จะทิ้งร่างเงาจางๆ ไว้ จากนั้นก็กลายเป็ไอน้ำละเหยหายไป
เดินทางมาได้สักระยะ เสวี่ยซานก็เจอ 'หมาป่าเขี้ยวเงิน' สัตว์อสูรระดับต่ำ มันว่องไว้และมีพลังการโจมตีที่ค่อนข้างรุนแรง
"เมื่อข้าไม่เจอผลไม้ งั้นเ้าก็มาเป็อาหารให้ข้าก็แล้วกัน!" เด็กหนุ่มพึมพำกับตนเอง ในตอนนี้มันกำลังกินเหยื่อที่มันล่ามาได้ เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงมองรอบๆ ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เมื่อเป็เช่นนั้น เขาจึงรอจังหวะในตอนที่หมาป่าตัวนั้นเผลอ เพราะตอนนี้มันเริ่มสอดส่ายสายตาไปมาเมื่อรู้สึกถึงอันตราย
เมื่อมันก้มลงไปกินเหยื่อของมันอีกครั้ง เด็กหนุ่มจึงรีบพุ่งกระโจนจากกิ่งไม้ แล้วใช้ท่า 'หมัดคลื่นกระแทก' เคล็ดวิชาที่เขาขโมยมาจากตระกูลมู่อีกวิชานอกจากวิชากระบี่วารี
วิชานี้เขาฝึกฝนั้แ่อยู่ในตระกูลมู่แล้วแต่มันก็เป็เพียงแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น เขารวบรวมพลังปราณธาตุน้ำไว้ที่หมัดของตน แล้วซัดมันใส่จุดตายของหมาป่าเขี้ยวเงิน
หมาเขี้ยวเงินที่มันเริ่มระวังตัวั้แ่เมื่อกี้ก็รีบเอี้ยวตัวหลบ แต่เพราะถูกโจมตีแบบกระทันหันและด้วยที่มันก็ไม่รู้ทิศทางของศัตรู จึงทำให้โดนหมัดคลื่นกระแทกที่ขาขวา เมื่อเสวี่ยซานเห็นว่าลอบสังหารไม่สำเร็จ จึงตวัดเตะหมาป่าอีกครั้งทันที!
หมาป่าเขี้ยวเงินที่ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็ถูกลำแข้งของเสวี่ยซานเตะเข้าอย่างจัง ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นและพลังปราณระดับมนุษย์ขั้นห้าทำให้มันปลิวไปกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง
ทันทีที่หมาป่าเขี้ยวเงินพลาดท่า เสวี่ยซานก็หยิบกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้มือมาถือไว้ให้มั่น แล้วใช้เคล็ดวิชากระบี่วารีต่อเนื่อง
มีคลื่นน้ำถาโถมออกมาจากกิ่งไม้ เขาฟันกิ่งไม้ไปที่หมาป่าเขี้ยวเงิน มีพลังปราณธาตุน้ำพุ่งโค้ฃเป็รูปจันทร์เสี้ยว ตามวิถีการฟันของกิ่งไม้ในมือเสวี่ยซาน การโจมตีนี้ทำให้ขาของหมาป่าเขี้ยวเงินขาดสะบั้น แม้มันมีความเร็วจนสามารถหลบหลีกการโจมตีที่พุ่งมาที่จุดตายได้ แต่ก็ทำให้ขาคู่หน้าของมันขาดลง
หมาป่าเขี้ยวเงินส่งเสียงร้องโหยหวน แต่เพียงชั่วพริบตาชายหนุ่มก็ใช้ท่าร่างมาโผล่ตรงหน้ามัน กิ่งไม้ในมือตวัดฟันที่คอของมันจนหัวหลุดกระเด็น เืสดสาดกระจายจนเลอะชุดของเด็กหนุ่ม
"เ้าหมาป่าที่น่าตาย เลอะหมดเลย แต่วิชากระบี่วารีนี่ชั่งยอดเยี่ยมจริงๆ แม้จะไม่ใช้กระบี่ก็ตามแต่อานุภาพก็ยังรุนแรง"
เด็กหนุ่มเอ่ยชื่นชมหลังจากที่สามารถใช้มันสังหารหมาป่าได้ แม้อาวุธที่เสวี่ยซานใช้จะเป็เพียงกิ่งไม้ แต่เพราะเด็กหนุ่มใช้พลังปราณของตนครอบกิ่งไม้ตามเคล็ดวิชาเอาไว้ ทำให้มันมีความคมไม่แพ้กระบี่ทั่วไปเลยสักนิด
หลังจากได้อาหารแล้ว เด็กหนุ่มก็น้ำหมาป่าเขี้ยวเงินไปชำแหละ แม้เขาจะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ในตอนที่อยู่ในตระกูลมู่ เขาไม่สามารถเลื่อนระดับขั้นได้ ดังนั้นจึงใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำราต่างๆ ในตระกูลเพื่อหาสาเหตุที่เขาไม่สามารถบรรลุระดับพลังได้
แต่เพราะความที่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน และควรจะอ่านตำราอะไร เขาจึงอ่านมันทั้งหมด ตำราในตระกูลทุกเล่มถูกเขาอ่านจนหมด ข้อมูลหลายอย่างถูกบันทึกไว้ในสมองของเขา แม้จะไม่สามารถเลื่อนขั้นได้ แต่ก็ทดแทนด้วยข้อมูลหลายอย่างและความจำที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง
ผ่านมาสองชั่วยาม ตอนนี้ก็ยามกลางดึกแล้ว หลังจากที่เสวี่ยซานกินจนอื่มหนำ เขาก็เริ่มนั่งสมาธิในน้ำเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชากายาเทพเหมันต์อีกครั้ง
ไม่นานเสวี่ยลืมตาขึ้นทันใด เขาััได้ถึงความผิดปกติ เนื่องจากระดับพลังของเขาในตอนนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เขาสามารถรับรู้สิ่งรอบข้างได้ชัดเจนกว่าเดิมหลายเท่า
เขาจึงเดาว่าคงมีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เป็แน่ เด็กหนุ่มรีบเก็บของที่มีเพียงน้อยนิดของตน แล้วไปแอบในป่าใกล้ๆ กับน้ำตกที่ห่างไปเพียงไม่กี่เมตรพร้อมกับเก็บซ่อนลมปราณของตนเอง ผ่านไปครู่นึงก็มีเงาร่างปรากฏออกมาห้าร่าง คนพวกนั้นสวมชุดสีดำ ปิดหน้าตามิดชิด
หลังจากเสวี่ยซานตรวจสอบก็รับรู้ถึงระดับพลังของเงาพวกนั้นได้ คนที่ยืนอยู่ตรงกลางเหมือนจะเป็หัวหน้า ระดับของเขาอยู่ที่มนุษย์ขั้นห้า ซึ่งเทียบเท่ากับเขา ส่วนคนที่เหลือก็อยู่ระดับมนุษย์ขั้นสามถึงสี่
"ดูเหมือนมันจะไหวตัวทันนะขอรับพี่ใหญ่" หนึ่งในเงาพูดถึงพลางหันไปมองคนที่อยู่ตรงกลาง "รีบค้นหาซะ จะปล่อยมันไปไม่ได้ เราได้รับคำสั่งมาให้รีบจัดการ จะได้กลับไปดื่มเหล้ากันได้สมใจ"
"ขอรับ!"
พวกลูกน้องตอบรับทันควัน แล้วแยกย้ายกันออกไปตามหาเสวี่ยซาน
"ใครกันที่คิดจะสังหารข้า คนตระกูลมู่หรือ" เด็กหนุ่มพูดพลางทำหน้าครุ่นคิด "แต่ไม่น่าใช่ เพราะมันข้าถูกขับไล่ออกมาและไม่สามารถกลับไปได้อีก แถมตอนข้าออกมาก็ยังไม่สามารถเพิ่มขั้นบำเพ็ญได้ หรือคนพวกนั้นจะรู้แล้ว!?" เด็กหนุ่มทำท่าทางใ ถ้าเป็เช่นนั้นต้องรีบไปจากที่นี่ทันที
"แต่ก่อนข้าจะไป คงต้องทดสอบขีดความสามารถของข้าสักหน่อยแล้ว" พูดจบเขาก็มองไปที่หนึ่งในเงาที่กำลังสำรวจรอบๆ สระน้ำเพียงคนเดียว เด็กหนุ่มจึงหยิบกิ่งไม้อันเดิมขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปหาเงาผู้นั้นทันที
พรึ่บ!
เงาคนนั้นตกตะลึงไปชั่วครู่เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บ หลังจากมองหาที่มาของความเจ็บนั้น เขาก็เห็นกิ่งไม้ด้ามนึง ทะลุหน้าอกเขาไป ยังไม่มันได้กรีดร้อง กิ่งไม้อันนั้นก็ถูกดึงออกไปและฟันเข้ามาอีกครั้ง
ฉั้วะ!
สิ้นเสียงศีรษะของเงาผู้นั้นก็หล่นลงมากลิ้งหลุนๆบนพื้น
เมื่อสำเร็จหนึ่งรายแล้ว เด็กหนุ่มก็ทำการยึดกระบี่ของคนผู้นั้น และใช้ท่าเท้าล่องวารีอีกครั้ง เดินทางไปที่เงาคนต่อไปที่อยู่ใกล้เขาที่สุด หลังจากนั้น อีกสองคนก็ถูกเขาลอบสังหารอย่างเงียบงัน
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องเรา" คนที่เป็หัวหน้าเงาพูดขึ้นหลังจากเห็นศพพวกนั้น "แต่ละศพเหมือนตายโดยไม่รู้ตัว คงจะถูกลอบสังหารครับ" เงาลูกน้องเพียงคนเดียวที่เหลือรอบพูดขึ้น
"ใครกัน มันชั่งกล้า!" พูดไม่ทันขาดคำ หัวของลูกน้องคนสุดท้ายก็กลิ้งมาโดนเท้าของเขา
"...."
ชายคนนั้นอึ้งไปสักพัก หลังจากตั้งสติได้ก็หลังไปมองที่ด้านหลัง ตรงนั้นมีร่างๆนึงยืนอยู่ คนๆนั้นเส้นผมสีดำคลับปล่อยยาวลงมาถึงกลางหลัง พริ้วไหวไปตามสายลม คนผู้นั้นมีดวงตาสีฟ้าดุจน้ำทะเลกอปรกับใบหน้าหล่อเหลาจึง
ทำให้บุรุษผู้นั้นตะลึงไปเล็กน้อย
มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยามนี้กระดับไปด้วยรอยยิ้มที่โเี้
"เ้า….มู่ซาน?!!"