สุดยอดยีนเทพเจ้า

    ตอนที่ 43 ผู้หญิงอายุมากกว่าสามปีมีดีเหมือนทองคำแท่ง


    ในขณะที่คนมากมายกำลังสงสัยและพยายามสืบหาว่า ‘เทพเหรียญทอง’ คือใคร คนในประเด็นอย่างหานเซินกลับหลบมาซ่อนตัวอยู่ในโรงงานร้างใกล้บ้านเพื่อฝึกฝนการยิงธนูอยู่เงียบ ๆ คนเดียว

            ตอนนี้เจ้าเขี้ยวทองแดงที่เขาใช้คริสตัลสีดำเพาะเลี้ยงไว้ใกล้จะวิวัฒนาการเป็นอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แล้ว หานเซินวางแผนไว้ว่าหลังจากกินมัน เขาจะรีบเดินทางออกล่าโดยไปให้ไกลจากฐานพักพิงเกราะเหล็กให้มากที่สุดอีกครั้ง  แต่ในระหว่างที่รอให้ถึงเวลานั้น เขาคงต้องหาทางหลบหน้า ไม่ให้ฉินเซวียนเจอตัวไปสักพักก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับให้เข้าร่วมกับทีมแม่นธนูของเธอ

            ‘ถ้าไม่ใช้วิญญาณอสูร พละกำลังของเราถือว่ายังไม่พอ และนั่นคงเพราะเรายังขาดจีโนพอยต์กลายพันธุ์อีกหลายพอยต์ ถ้าสามารถเติมจีโนพอยต์กลายพันธุ์ให้เต็มได้ อย่างน้อย ๆ พละกำลังของเราก็น่าจะเกินสิบจุดศูนย์’ หานเซินนั่งพัก พลางวางแผนการขั้นต่อไปให้ตัวเองในหัว เขารู้ดีว่า ยิ่งมีสมรรถภาพร่างกายในระดับสูงเท่าไหร่ การจะเพิ่มพละกำลังขึ้นไปในแต่ละหน่วยก็ยิ่งยากขึ้น

            จากข้อมูลมากมายที่ได้อ่านมา หานเซินพบว่าคนที่มีจีโนพอยต์ทั้งสี่ชนิดเกือบเต็มนั้น จะมีพละกำลังที่ระดับสิบห้าจุดศูนย์ ทว่านี่เป็นเพียงค่ากลาง (มัธยฐาน) สำหรับคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น หากเป็นผู้ที่ฝึกวิชาโคเจเนติกระดับสูงด้วยแล้ว พละกำลังของพวกเขาอาจสูงถึงระดับสิบเจ็ดจุดศูนย์หรือสิบแปดจุดศูนย์ได้เลย ซึ่งตัวเลขสิบแปดจุดศูนย์ ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดของผู้ที่ยังไม่วิวัฒนาการ

            ความเร็วและสมรรถภาพด้านอื่น ๆ เองก็ใช้หน่วยวัดเดียวกันและมีลักษณะการเปรียบเทียบที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือคนทั่วไปที่สามารถพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายในด้านนั้น ๆ ไปจนถึงระดับสิบห้าจุดศูนย์ได้จะถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะ และสำหรับคนที่ฝึกวิชาโคเจเนติกระดับสูง ร่างกายจะมีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาไปถึงระดับสิบแปดจุดศูนย์ได้

            อย่างไรก็ตาม การพัฒนาร่างกายก็ต้องขึ้นอยู่กับวิชาโคเจเนติกที่ฝึกด้วยว่ามีความโดดเด่นในการพัฒนาร่างกายด้านใดบ้าง รวมถึงความหลากหลายของวิชาที่ฝึกด้วย ตัวอย่างเช่น บางวิชาที่เน้นพัฒนาความเร็วเพียงอย่างเดียวก็จะช่วยให้สมรรถภาพร่างกายของผู้ฝึกก้าวหน้าถึงระดับสิบแปดจุดศูนย์ได้เฉพาะด้านความเร็วเท่านั้น หากคนคนนั้นไม่มีการฝึกวิชาอื่นเพิ่ม สมรรถภาพด้านอื่น ๆ ก็มักจะตันที่ระดับสิบห้าจุดศูนย์

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะมีจีโนพอยต์เต็มหนึ่งร้อยพอยต์จนครบทั้งสี่ชนิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งในฐานพักพิงเกราะเหล็กตอนนี้ คนที่มีจีโนพอยต์ทั้งสี่ใกล้เต็มมากที่สุดคือหญิงสาวหนึ่งเดียวในสามผู้ยิ่งใหญ่–ฉินเซวียน

            ในขณะที่หานเซินกำลังนั่งใจลอยคิดสะระตะวางแผนอนาคตอยู่ จู่ ๆ อุปกรณ์สื่อสารของเขาก็แจ้งเตือนเสียงดังจนตัวเขาเองสะดุ้ง เมื่อมองดูหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอ เด็กหนุ่มก็ขมวดคิ้ว…มันเป็นหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกไว้ในระบบ และเขาก็ไม่คุ้นกับตัวเลขเลยสักนิด 

            หานเซินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกดรับสาย และทันใดนั้น ภาพฮอโลแกรมครึ่งตัวของคนที่เขาอยากเลี่ยงมากที่สุดก็ปรากฏขึ้น

            ‘ฉะ ฉินเซวียน!’

            ใบหน้าสวยของหญิงสาวไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่สายตากลับเย็นชาชวนขนลุก เธอพูดผ่านฮอโลแกรมจำลองภาพของตนเพียงประโยคเดียว ประโยคไม่สั้นไม่ยาวที่ฟังแล้วยิ่งขนลุก… 

            “ถ้าฉันยังไม่เห็นหน้านายภายในหนึ่งชั่วโมง ก็ภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาเองแล้วกันว่าขออย่าให้เจอฉันอีกตลอดชีวิต”

            พูดจบ ฉินเซวียนก็ตัดสายทิ้งทันที ภาพฮอโลแกรมของเธอก็หายวับตามไปด้วย ทิ้งไว้แค่หานเซินที่นั่งขวัญผวาหน้าซีดไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

            “บ้าเอ๊ย! เธอรู้เบอร์เราได้ไงเนี่ย จำได้ว่าไม่เคยให้เลยนี่นา!” หานเซินขยุ้มหัวตัวเองเพราะความประสาทเสีย แต่สักพักก็ตั้งสติได้ เขาถอนหายใจยาว ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นและมุ่งหน้าไปยังสถานีเทเลพอร์ตตามคำสั่ง 

            ไม่ว่าอย่างไรฉินเซวียนก็เป็นถึงหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ตที่เขาจำเป็นต้องใช้งาน ไม่มีทางที่จะหลบหน้าเธอไปได้ตลอด ถึงไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ แต่สักวันก็ต้องเจอกันอยู่ดี ยิ่งถูกอีกฝ่ายจับจ้องถึงขั้นตามติดหนักขนาดนี้ สู้ไปเจอให้รู้แล้วรู้รอดเสียเลยดีกว่า

            “ลูกผู้ชายเต็มตัวอย่างฉัน จะไปกลัวผู้หญิงคนเดียวทำไม!” หานเซินเดินมาถึงหน้าสถานีเทเลพอร์ต เขาหยุดยืนมองอาคารหลังใหญ่ตรงหน้าพร้อมพูดอย่างฮึกเหิม  ‘ลูกผู้ชายเต็มตัว’ ยืดอกสูดหายใจเข้าลึกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะก้าวเข้าไปด้วยท่าทางขึงขัง

            .


            ภายในออฟฟิศของสถานี

            “เข้ามา” 

            ฉินเซวียนยืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าแววตายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน เมื่อมองเห็นคนที่ตนต้องการตัว หญิงสาวก็พูดแค่สองคำก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่โรงฝึกการต่อสู้ 

            ฝั่งหานเซิน ทันทีที่สบสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย ความฮึกเหิมที่พกเข้ามาก็หายไปจนหมดเกลี้ยง ใจของเด็กหนุ่มสั่นจนควบคุมไม่อยู่ ทว่าสัญชาตญาณก็สั่งให้เขาพยายามฝืนยิ้มและรีบหาเหตุผลมาอธิบายโดยอัตโนมัติ …ก็โบราณว่า อย่าขัดแย้งกับผู้หญิงในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ งั้นเขาก็ควรเจรจาประนีประนอม

            “เอ่อ หัวหน้าฉินครับ ช่วงนี้ผมติดธุระที่บ้านหลายอย่าง ผมเลยยุ่งมาก–”

            “ยุ่งอยู่กับการเล่นยิงธนูในโรงงานร้างน่ะเหรอ?” ฉินเซวียนพูดโดยไม่หันกลับไปมอง

            ประโยคนี้ทำให้หานเซินหยุดชะงัก ถึงแม้ความกลัวจะยังมีอยู่แต่อารมณ์โมโหเริ่มเพิ่มขึ้นมากกว่า จึงพลั้งปากโต้กลับไปไม่ทันคิด

            “โธ่ หัวหน้าฉิน คุณทำแบบนั้นกับผมเข้าข่ายสตอล์กเกอร์ (stalker) ผิดกฎหมายนะครับ อีกอย่าง เป็นผู้หญิงเอาแต่ ‘เฝ้า’ แถมยัง ‘ถ้ำมอง’ ผู้ชายแบบนี้ มันจะเสื่อมเสียได้นะ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี ถึงจะมีคนเคยบอกว่า ‘ผู้หญิงอายุมากกว่าสามปีเหมือนทองคำแท่ง*’ ก็เถอะ แต่สำหรับเราสองคนอายุคงห่างกันเกินสามปีแน่ ๆ… แล้วถึงผมจะยอมแต่แม่ของผมคงไม่โอเค…” เด็กหนุ่มจีบปากจีบคอพูดพลางแกล้งทำท่าทางเขินอายหมายจะแก้เผ็ดอีกฝ่ายบ้าง

            (*ผู้หญิงอายุมากกว่าสามปีเหมือนทองคำแท่ง (女大三抱金砖) สำนวนจีนนี้เป็นการบอกถึงข้อดีของการที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่าฝ่ายชาย เพราะเชื่อว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าจะดูแลเอาใจใส่และมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น จึงเปรียบเสมือนการได้ ‘ทองคำแท่ง’ ที่มีค่าและมั่นคง)

            และ…ได้ผล

            ฉินเซวียนที่เดินนำหน้าอยู่สะดุดลมหยุดกึกและเกือบสำลักอากาศ มือบางกำหมัดแน่น ร่างสมส่วนสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธ เธออยากซัดหน้าไอ้เด็กปากมอมข้างหลังสักเปรี้ยงแต่ก็พยายามข่มใจไว้ไม่หันกลับและเดินต่อ 

            กระทั่งทั้งคู่มาถึงห้องฝึกการต่อสู้ หัวหน้าสถานีสาวก็โยนชุดฝึกต่อสู้และชุดป้องกันลงบนพื้นตรงหน้าหานเซิน พร้อมกัดฟันพูดออกมาสั้น ๆ เย็น ๆ

            “ใส่ซะ!”

            หานเซินรับรู้ถึงลางร้ายได้ทันที ช่วงหลังมานี้ ปกติฉินเซวียนจะให้เขาใส่แค่ชุดฝึกต่อสู้เท่านั้น แต่วันนี้เธอกลับให้ใส่ชุดป้องกันด้วย นี่แสดงว่าเธอต้องตั้งใจจะจัดหนักแน่นอน 

            ‘ซวย! ไม่น่าปากดีเกินไปเลยเมื่อกี้’

            คนกำลังจะซวยรีบหมุนตัวเตรียมวิ่งหนี แต่ฉินเซวียนดูเหมือนจะอ่านใจเขาออก รีบพุ่งไปขวางประตูห้องฝึกไว้ก่อนดันประตูปิดดัง *ปัง* และกดล็อกไม่ให้ใครไปไหนได้

            หานเซินพยายามกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ทว่าถึงจะหวาดหวั่นแค่ไหน เขาก็ไม่วายกวนประสาทอีกฝ่ายไม่เลิก… 

            “เอ่อ อย่าทำแบบนี้เลยนะครับหัวหน้าฉิน เราคุยกันดี ๆ ก็ได้ ที่จริงถึงจะอายุมากกว่านิดหน่อยก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ผมว่ามันก็ดีเหมือนกัน เอาแบบนี้ไหม เรากลับไปคุยเรื่องนี้ที่บ้านผม ไปคุยกับแม่ผมให้จริงจังก่อนดีไหมครับ?” 

            …ซึ่งนี่ก็เพราะความนึกหมั่นไส้ล้วน ๆ 

            “ยะ อย่าเข้ามานะ! ถ้าเข้ามาอีก ผมจะตะโกนว่าถูกลวนลามแล้วนะ! ปล่อยผมไปเถอะ” เด็กหนุ่มถอยกรูดขณะที่ฝ่ายหญิงสาวเดินเข้าหาเขาอย่างคุกคาม เตรียมพร้อมจะเอาเรื่องเต็มที่

            “ได้! ปล่อยนายไปโรง’บาลอะนะ!” ฉินเซวียนง้างหมัดขาวเนียนแล้วฟาดเข้าใส่หานเซินทันที

            คราวนี้เธอโกรธหนักมากจริง ๆ แต่ไม่ใช่เพราะคำพูดยั่วโมโหไร้สาระของอีกฝ่าย เหตุผลหลักเป็นเพราะก่อนหน้านี้เธออุตส่าห์โน้มน้าวหยางม่านลี่ให้ยอมรับหมอนี่เข้าร่วมทีมแม่นธนูได้สำเร็จแล้ว แต่เขากลับหายหัวไปหลายวัน ทำเอาเธอเสียหน้าแถมต้องแก้ต่างให้…ไร้ความรับผิดชอบสุด ๆ!

            หานเซินสัมผัสได้ว่าแรงกดดันคราวนี้ต่างจากทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด แค่ปัดป้องสองหมัดแรก แขนของเขาก็ชาไปหมดจนแทบยกไม่ขึ้น

            แต่พอฉินเซวียนกำลังจะเตะเสย เตรียมฟันศอก พร้อมจัดชุดใหญ่ให้หายแค้น สัญญาณจากอุปกรณ์สื่อสารในโรงฝึกก็ดังขึ้นเสียก่อน วินาทีต่อมาภาพฮอโลแกรมของหยางม่านลี่ก็ปรากฏ

            “หัวหน้าฉิน คนของสตาร์ยูนิเวิร์สกรุปมาแล้วค่ะ พวกเขามาหารือเรื่องการล่าสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์” คนในฮอโลแกรมรายงาน

            “เข้าใจแล้ว พาพวกเขาไปรอที่ห้องประชุมก่อน” ฉินเซวียนหยุดการโจมตีทุกอย่างพร้อมกดปุ่มหยุดบนชุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องหานเซินด้วยสายตาดุดัน

            “หัวหน้าฉิน คุณทำข้อตกลงร่วมมือกับสตาร์ยูนิเวิร์สกรุปด้วยเหรอ?” แต่แทนที่หานเซินจะโล่งอกที่รอดพ้นจากการเป็นกระสอบทราย เขากลับขมวดคิ้วพร้อมตั้งคำถามด้วยความสนใจ น้ำเสียงที่ใช้และแววตาก็ดูจริงจังแปลก ๆ

            “โอรสสวรรค์คือลูกชายของประธานกลุ่มสตาร์ยูนิเวิร์ส นายไม่รู้เรื่องนี้เลยเหรอ?” แม้จะนึกประหลาดใจกับท่าทีที่แปลกไปของคนตรงหน้า แต่ฉินเซวียนก็ยังยอมตอบคำถามตามจริง เธอจ้องเขานิ่ง ๆ ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ

            “เอาละ ไปคิดให้ดี ๆ ละกันว่าที่ฉันชวนเข้าทีมแม่นธนูเนี่ย มันส่งผลดีหรือแย่สำหรับนาย”

            “ไม่ต้องคิดแล้วครับ ผมจะตอบแทนความหวังดีของหัวหน้าฉินด้วยการเข้าทีมแม่นธนูตอนนี้เลย ต่อไปหัวหน้าไม่ต้องตามผมอีกแล้วด้วย” หานเซินตอบกลับด้วยสีหน้าท่าทางมุ่งมั่นตั้งใจ…และรอยยิ้มที่เหมือนมีบางอย่างแอบแฝง

            อย่างไรก็ตาม ฉินเซวียนไม่มีเวลาให้สงสัยหรือจับผิด เธอมีธุระต้องทำต่อ เมื่อครู่เธอลองพูดดี ๆ ไปและอีกฝ่ายก็รับปากแต่โดยดีแล้ว ดังนั้นเธอจะยอมเชื่อเขาอีกสักครั้ง “อืม คิดได้แบบนี้ก็ดี นายไม่ได้เป็นลูกเศรษฐีหรืออยู่ในสังคมชั้นสูง ถ้าไม่เข้าโรงเรียนเตรียมทหารจะมีอนาคตดี ๆ ได้ยังไง”

            ทหารหญิงระดับหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ตพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ ก่อนจะออกจากโรงฝึกพร้อมกับสั่งลูกน้องที่รออยู่หน้าห้องให้พาหานเซินไปพบหยางม่านลี่

            .

            .

            เหตุผลที่หานเซินเปลี่ยนใจกะทันหัน ก็เพราะเขาได้รู้ว่าโอรสสวรรค์เป็นทายาทของสตาร์ยูนิเวิร์สกรุป ในเมื่อฉินเซวียนมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคนพวกนั้น  หานเซินจึงหวังว่าตนอาจใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้เพื่อตามหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องที่สตาร์ยูนิเวิร์สกรุปเข้าซื้อกิจการของครอบครัวเขาในอดีต เด็กหนุ่มเชื่อสนิทใจว่า เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อเขาอย่างแน่นอน

            ทหารคนนั้นนำหานเซินมาถึงหน้าห้องทำงานห้องหนึ่ง เด็กหนุ่มเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป ก่อนจะมองเห็นผู้หญิงในภาพฮอโลแกรมในห้องฝึกเมื่อครู่กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยท่าทางเย็นชา

            “หัวหน้าฉินให้ผมมารายงานตัวกับคุณครับ” หานเซินพูดอย่างสุภาพ

            “กรอกแบบฟอร์มนี่ซะ” หยางม่านลี่พูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ก่อนจะยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้เขา

            หานเซินรับเอกสารมาดู พบว่าเป็นแบบฟอร์มสั้น ๆ ที่ให้กรอกข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขอุปกรณ์สื่อสาร หลังจากกรอกทุกอย่างจนครบและตรวจสอบถี่ถ้วนเขาก็ส่งคืนให้หญิงสาวหลังโต๊ะทำงาน

            “กลับไปได้ พรุ่งนี้เช้าหกโมงตรงเจอกันที่ค่ายฝึกทีมแม่นธนูในก็อดแซงก์ทัวรี มาให้ตรงเวลาล่ะ ฉันไม่ชอบคนมาสาย และจำไว้ นี่คือโอกาสสุดท้ายของนายแล้ว!” 

            หยางม่านลี่สั่งทิ้งท้ายด้วยท่าทางเย็นชา ก่อนหน้านี้ความประทับใจในตัวหานเซินที่เธอมีนั้นต่ำมากเป็นทุนเดิม และยิ่งเขาเอาแต่เล่นตัวไม่ยอมเข้าร่วมกับทีมแม่นธนูของพวกเธอทั้ง ๆ ที่ฉินเซวียนออกปากชวนด้วยตัวเอง เธอก็ยิ่งนึกเหยียดหยามเขามากขึ้น

            .

            .

            .


    คล้ายกับเรื่องสุดยอดยีนเทพเจ้า ที่คุณอ่าน