บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 13 นางไม้แสนสวย

    ตอนที่ 13 นางไม้แสนสวย
    “ข้าผิดพลาดมากจริงๆ นับว่าแพ้เจ้าแล้ว…. ข้าเป็นปีศาจงูก็จริง แต่ก็รู้จักแพ้รู้จักชนะ นับจากนี้ถือว่าเจ้าเป็นเจ้านายข้า อยากสั่งการให้ทำอะไรก็ได้ตามใจดีหรือไม่? ….”แล้วเฟยหลงก็หลงคารมเผลอสนทนากับมันไปอีกครู่หนึ่งเพราะคิดว่าเจ้างูตัวนี้คงหมดแรงจริงๆ จนไม่ได้ทันระวังตัวโดยมีเสี่ยวจื่อคอยแทรกเสียงเข้ามาพูดเป็นระยะๆ ทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเต็มไปด้วยจิตสังหารก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงไปมากแวบหนึ่งที่เฟยหลงคิดจริงจังว่าจะตั้งตนเป็นนายเจ้าปีศาจอสรพิษหมื่นปีนี่ตามที่ถูกเสนอมาแล้วคอยใช้ให้ทำงานจิปาถะให้รวมทั้งพาเขาออกไปนอกดินแดนลับแล แต่คิดไปคิดมาก็ให้กังวล… เดิมทีสัตว์ประเภทงูก็นับว่าเลี้ยงไม่เชื่องอยู่แล้ว ยิ่งเป็นปีศาจอสรพิษที่แก่ชราอายุตบะเป็นหมื่นปีเช่นนี้มีหรือที่จะจงรักภักดีได้จริง ตอนนี้สู้ไม่ได้เลยยอมแพ้ แต่ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ได้พักฟื้นจนหายดีแล้วทำตัวดีให้เขาตายใจ แต่ตอนเขาเผลออาจจะหาทางตลบหลังก็ได้ใครจะไปรู้มิคาดว่าสิ่งที่เฟยหลงกังวลจะเกิดขึ้นจริงเร็วกว่าที่คิด…ปีศาจงูตัวนี้ถือดีว่าตนเองเก่งกล้ามากตบะกว่า ที่พลาดท่าเมื่อครู่นี้ก็เพราะว่าประมาทมากเกินไป ได้พักผ่อนเดินลมปราณแล้วอาการบาดเจ็บก็ทุเลาลง แม้จะยังไม่หายดี แต่มันก็คิดว่าคู่ต่อสู้ไม่ได้แข็งแกร่งนัก แค่ร่างกายของเขาในระดับนี้ก็เพียงพอแล้วจึงได้อาศัยจังหวะที่เฟยหลงหันไปพูดคุยกับเสี่ยวจื่อเสกอาวุธอาบยาพิษขึ้นมาแล้วพุ่งกระโจนเข้าไปฟันใส่ร่างเฟยหลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มันรู้แล้วว่าเสี่ยวจื่อทรงพลังแต่ไม่เป็นภัย มันจึงตั้งใจจะจัดการกับเฟยหลงก่อน“อ๊ะ!!! นี่เจ้า!!!!”เฟยหลงเผอเรอจริง แต่ก็ไม่ถึงขนาดกับละวางการป้องกัน ยามที่ถูกจ้วงฟันใส่จึงได้ตั้งรับได้ทันท่วงทีก่อนจะเกิดเป็นภาพการปะทะฝีมือฟันดาบกันอีกชุดใหญ่ลากยาวไปหลายชั่วยามเริ่มแรกที่ปะทะกัน ดูจากรูปการณ์แล้วเฟยหลงนับว่าเสียเปรียบมากเพราะยังอ่อนประสบการณ์และชั้นเชิงการต่อสู้นักเนื่องจากไม่เคยได้รับการอบรมสอนสั่งจากซือจุนผู้มากความสามารถที่ไหน ทุกอย่างที่ทำได้ล้วนแต่เกิดจากการเรียนรู้ฝึกปรือขึ้นมาด้วยตนเอง อีกทั้งตลอดเวลาที่อยู่ในแดนลับแลนี้เฟยหลงก็อยู่ในร่างงูมาตลอด เวลาสู้กับสัตว์ภูติอื่นก็จะใช้ร่างงูต่อสู้ตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าไม่ได้มีท่วงท่าสวยงามใดๆ ยามที่ต้องอยู่ในร่างเซียนและต่อสู้ด้วยเพลงกระบี่และพลังเซียนจึงยังดูเก้งก้างไปมาก ครั้นจะแปลงร่างกลับเป็นมังกรแล้วต่อกรกับอีกฝ่ายเขาก็รู้ดีว่าร่างนั้นยังนับเป็นมังกรเด็กขนาดไม่ใหญ่ทั้งยังไม่แข็งแกร่งมาก คงยากที่จะรับมือกับการต่อสู้ด้วยเพลงกระบี่นี้ได้ เฟยหลงจึงจำต้องสู้พลางถอยพลางในร่างเซียนแบบนี้ต่อไปโชคดีที่จากพื้นฐานเผ่าพันธุ์มังกรอันเป็นอสูรเทพชั้นสูงมากจึงทำให้พลังกายและพลังบำเพ็ญของเขายังพอตั้งรับอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเจ้าปีศาจงูนี้ยังบาดเจ็บอยู่มากการต่อสู้จึงไม่อันตรายมากนัก ทำให้เฟยหลงพอมีเวลาที่จะได้ศึกษาเพลงกระบี่จากคู่ต่อสู้ในระหว่างการประมือและนำเอาท่วงท่าเหล่านั้นมาลองใช้สวนคืนกลับไปเพราะเฟยหลงยังนับเป็นเด็กวัยรุ่นที่พลังงานเหลือเฟือและไม่ได้บาดเจ็บอะไร การต่อสู้แบบลากยาวจึงดึงเวลาได้นานกว่า เทียบกับเจ้าปีศาจงูที่แม้จะพลังบำเพ็ญมาก แต่ก็อายุเยอะทั้งยังบาดเจ็บทำให้ยืนยาวปะทะเพลงกระบี่ได้ไม่ถึงชั่วสามชั่วยาม ฝ่ายปีศาจงูที่พละกำลังถดถอยไปมากก็เริ่มมีพลาดท่าเสียทีบ้างจนได้แผลเล็กแผลน้อย หากเฟยหลงคิดจะรวบรัดเอาชนะเลยก็ย่อมทำได้ แต่เพราะเขายังรู้สึกว่าได้เรียกรู้ทักษะเพลงกระบี่จากมันได้ไม่มากพอ เฟยหลงจึงเริ่มเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์แกล้งทำเป็นอ่อนแรงเสียท่าบ้างเพื่อให้เจ้าปีศาจงูตัวนี้ได้งัดเอาท่วงท่าของเพลงกระบี่มาใช้ให้เขาได้ศึกษาจดจำไปอีกชุดใหญ่ สุดท้ายก็ลากยาวไปอีกหลายชั่วยามจนค่อนคืนจนได้เรียนรู้ทักษะของมันมาไม่น้อย อีกทั้งปีศาจงูตนนี้ยังนับว่าเป็นผู้มีชั้นเชิงและฝีมือเพลงกระบี่เป็นเลิศ สิ่งที่เฟยหลงเรียนรู้มาได้จึงนับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก มันจึงตั้งใจศึกษาอย่างดีจนเวลาผ่านไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่งเลยทีเดียว
    ทางด้านเสี่ยวจื่อนั้นนับเป็นผู้ชมกิตติมศักดิ์ ตอนที่ได้เห็นเฟยหลงพุ่งเข้าประมือกับปีศาจงูช่วงแรกก็เอาแต่ร้องเชียร์วื้อว้าโหวกเหวกอย่างคนตื่นเต้นคล้ายกับตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ไม่เคยได้พบเห็น แต่เมื่อได้จ้องมองภาพนั้นยาวนานขึ้น ภาพความทรงจำเก่าๆ ก็พลันวาบขึ้นมาในหัวแบบไม่ปะติดปะต่อ แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเองก็เคยใช้กระบี่ต่อสู้และฝึกปรือฝีมือเช่นกัน ภาพหนึ่งที่ตราตรึงอยู่ในหัวคือภาพของเขาในร่างเทพที่กำลังฝึกเพลงกระบี่คู่กับใครคนหนึ่งที่ดูสง่างามมาก แม้จะเห็นหน้าได้ไม่ชัดแต่เสี่ยวจื่อก็มั่นใจว่าจะต้องหล่อเหลาไม่แพ้จื่อหลงเลยทีเดียว ท่วงท่าในการกวัดแกว่งกระบี่ดูองอาจแต่ก็งดงามทั้งยังดูอบอุ่นและอ่อนโยน เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการปกป้อง ยามที่ร่ายรำกระบี่คู่กันก็คล้ายกับเป็นคู่รักที่สอดคล้องกลมเกลียวกันเป็นอย่างดีในมือของเสี่ยวจื่อร่างเซียนถือกระบี่สีขาวสวยงาม ส่วนในมือของร่างเทพหนุ่มคนนั้นก็ถือกระบี่สีดำที่ดูคล้ายกันภาพนี้ดูงดงามชวนฝัน… แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างประหลาดฉับพลันนั้นเสี่ยวจื่อก็พลันปวดหัวขึ้นมาจนอยากจะร้องเรียกให้เฟยหลงได้เข้ามาช่วยเหลือ แต่เพราะเห็นว่าเฟยหลงกำลังตั้งอกตั้งใจต่อสู้กับปีศาจงู หากตนเอ่ยเรียกก็อาจจะเป็นการขัดจังหวะทำให้เฟยหลงพลาดท่าได้ ทำให้ต้องจำใจทนปวดหัวกับภาพความทรงจำไม่ปะติดปะต่อนั้นอย่างเงียบเชียบและยาวนาน หยดน้ำตามากมายไหลบ่าออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่ทันรู้ตัว ทั้งยังไม่แน่ใจว่าที่ร่ำร้องออกมานั้นเป็นเพราะเหตุใด จะว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดทรมานก็ไม่น่าใช่เพราะเสี่ยวจื่อไม่ได้รู้สึกเจ็บจนอยากจะร้องไห้ แต่คล้ายกับเศร้าใจอย่างมากมากกว่า จึงได้พยายามหยุดคิดเพื่อหวังให้ทุกอย่างยุติลง แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่สำเร็จโชคดีที่วัฏจักรชีวิตของพืชนั้นตรงเวลานัก ยามที่ตะวันคล้อยกลายเป็นยามราตรี พืชน้อยอย่างเสี่ยวจื่อก็ไม่อาจฝืนทนถ่างตาอยู่ได้อีกจึงได้เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้นเอง…
    เฟยหลงเองก็กำลังได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ตลอดการต่อสู้ นอกเหนือจากการลักลอบจดจำเคล็ดลับวิชากระบี่จากปีศาจงูแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่เขาสงสัยก็คือเรื่องเสี่ยวจื่อ แรกๆ เขาก็ได้ยินเสียงร้องเย้วๆ ให้กำลังใจจากเจ้าต้นไม้โง่มาตลอดเวลาที่ต่อสู้ แรกๆ ก็รำคาญ แต่พอผ่านไปนานเข้าก็ชิน เมื่อเข้าช่วงหลังของการต่อสู้แล้วเสียงของเสี่ยวจื่อหายไป เฟยหลงจึงได้คิดว่าแปลกจนต้องรีบหันไปมอง ก็ทำให้ได้เห็นว่าเจ้าต้นไม้โง่ของเขาหลับไปแล้ว… หลับไปทั้งที่ยังไม่ถูกฝัง นอนแอ้งแม้งเอียงกระเท่เร่อยู่แบบนั้นเอง… ให้มันได้อย่างนี้สิ! หุ้ย!!ตอนแรกเฟยหลงก็เป็นห่วงเสี่ยวจื่อ เพราะอีกฝ่ายเป็นต้นไม้ กลัวว่าถ้าไม่จับปลูกเอารากทิ่มดินให้ดีอาจจะเป็นอันตรายได้ แถมเจ้าตัวดีก็ให้ความสำคัญกับวัฏจักรในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้รากดูดน้ำใช้ใบสังเคราะห์แสงมากเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต หากวันนี้ไม่ทำไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง จึงได้รู้สึกพะว้าพะวังห่วงเสี่ยวจื่อก็ห่วง ห่วงฝึกวิชาก็ห่วงจนร่ำๆ อยากจบการต่อสู้อยู่หลายรอบ แต่นึกขึ้นได้ว่าเสี่ยวจื่อเคยเล่าให้ฟังว่าซาโม่เหมยกุ้ยความจริงแล้วเป็นไม้อวบน้ำตายยากเพราะกักเก็บน้ำและอาหารไว้ในลำต้นกับรากตันๆ นั่นเยอะแล้ว จึงไม่เป็นปัญหาหากถูกอดน้ำอดอาหารหลายวัน แต่ถ้าอยู่ในที่ชื้นแฉะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะซาโม่เหมยกุ้ยไม่ชอบน้ำแฉะๆ อาจจะเน่าได้ง่ายเมื่อไม่มีเรื่องเสี่ยวจื่อให้ต้องกังวลแล้วเฟยหลงก็ทุ่มเทสมาธิลากยาวไปที่การฝึกปรือเพลงกระบี่อย่างเต็มที่จนใกล้ข้ามวันเห็นว่ากระบวนเพลงที่ปีศาจงูใช้เริ่มฉายซ้ำวนไปวนมาคล้ายกับหมดสิ้นวิชาใหม่แล้ว อีกทั้งตัวเขาเองก็เริ่มเหนื่อยล้าจากการสู้ ทั้งยังมีบาดแผลบาดเจ็บไม่รุนแรงหลายจุดทั่วร่างในจังหวะที่แสร้งทำยอมอ่อยให้ปีศาจงูได้ย่ามใจ หากฝืนลากยาวไปกว่านี้อีกคงกลายเป็นเขาเสียเองที่จะพลาดท่าถูกฆ่าเอาได้ยามใกล้รุ่งสางเฟยหลงจึงได้ตัดสินใจยุติการต่อสู้และรุกเร้าเตรียมปิดฉากและสังหารเข้าปีศาจงูนั้นให้สิ้นซากชั่วขณะก่อนตายปีศาจงูรู้ว่าตนคงไม่อาจหนีพ้นไปได้แล้วทั้งยังแค้นเคืองเฟยหลงอย่างมากตามนิสัยช่างอาฆาตจึงได้คืนร่างกลับกลายเป็นงูยักษ์และระเบิดร่างตนให้สารพัดพิษที่อยู่ในร่างกระจายออกไปทั่วป่า หวังให้ทั้งเฟยหลงและเสี่ยวจื่อได้ตายตกไปพร้อมกัน ทั้งยังไม่ต้องการให้เฟยหลงได้กินร่างและพลังปราณบำเพ็ญของมันให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีกด้านของเสี่ยวจื่อนั้นมีเกล็ดย้อนมังกรของเฟยหลงเป็นเกราะคุ้มกายอยู่จึงไม้ถูกพิษทำให้เป็นอันตรายเลยแม้แต่น้อย จึงยังนอนหลับได้อย่างสบายอกสบายใจไม่ต้องรับรู้ปัญหาความยุ่งยากใดๆ ในขณะนี้ เฟยหลงจินตนาการภาพได้เลยว่าหากเสี่ยวจื่อเป็นเด็กก็คงจะกำลังนอนหลับตาพริ้มสบายใจเฉิบแล้วอ้าปากกรนครอกๆ จนน่าเกลียดเป็นแน่….ต่างจากด้านเฟยหลงที่ตอนนี้ลำตัวได้ถูกพิษกรดของปีศาจงูกัดกร่อนไปที่หลายจุดในร่างกายแม้จะมีเกล็ดมังกรคุ้มกายอยู่ทำให้ไม่ได้รับอันตรายจากพิษไปถึงภายใน แต่เกล็ดธรรมดาก็ไม่อาจเทียบชั้นได้กับเกล็ดย้อนที่มีเพียงหนึ่งเดียวทำให้แม้เกล็ดมังกรจะกันพิษได้ทุกชนิดไม่ให้ไหลเวียนในร่างกายแต่ก็ยังต้องรับผลพวงเป็นแผลพุพองตามร่างกายบ้าง แต่เฟยหลงได้สังเกตแล้วว่าในช่วงแผ่นหลังที่นับว่าเกล็ดแข็งแรงกว่าความเจ็บปวดจะน้อยกว่า แต่ช่วงแผ่นท้องที่เกล็ดอ่อนบางกว่าความเจ็บปวดก็มากกว่า นั่นแปลว่าหากเขาได้โตขึ้นจนร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้วก็อาจจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลยแม้แต่น้อยแต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตนั่นแหละนะ… เพราะตอนนี้เขายังเด็กอยู่ ถึงได้ยังต้องเจ็บตัวอยู่นี่ไง…เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้ว เฟยหลงก็ฝืนลากสังขารเปื่อยๆ ของตนเองไปแบกยกเอาเสี่ยวจื่อกลับเข้าไปในเขตปลอดภัย ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะขุดหลุมปลูกเสี่ยวจื่อกลับลงไปในดินให้ดีเหมือนตอนก่อนออกไป แต่เพราะว่าตอนนี้เขาเองก็เหนื่อยมากจนไม่อาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่ใช้แรงได้แล้ว ทำให้สุดท้ายแล้วก็ทิ้งตัวนอนหลับไปอย่างอ่อนเพลียโดยมีต้นไม้เสี่ยวจื่ออยู่ในอ้อมกอดเช่นนั้นเอง….ชั่วขณะที่เฟยหลงเข้าใจว่าตนได้หลับฝันไปนั้น อยู่ๆ ก็พบกับฝันดีอันแสนงดงามตื่นหนึ่ง…มีนางไม้แสนงดงามตนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องจ้า เอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบาแต่น้ำเสียงช่างอ่อนหวานนัก ก่อนที่จะจับประคองศีรษะของเขาให้ขึ้นไปวางบนตักเล็กๆ นั่นแล้วลูบไล้ตามร่างกายไปพร้อมกับร้องเพลงขับขานท่วงทำนองที่ไพเราะดั่งเสียงสวรรค์ทำให้เฟยหลงยิ่งรู้สึกนอนหลับสบายอีกทั้งความเจ็บปวดที่กระจายตามจุดต่างๆ ของร่างกายก็พลันสลายหายไปเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน‘นางไม้แสนสวย… เป็นใคร… มาจากที่ไหนกันนะ….’
    _________

    ขอบคุณคอมเมนต์ค่า >_<