ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม สารถีผู้บังคับรถม้าของจวนสกุลจื่อพาเจียวอวี๋และอาฟู่มาถึงยังหน้าค่ายทหารนอกเมือง ซึ่งห่างจากเมืองหลวงราวสามสิบลี้ ไม่ไกลจากคฤหาสน์ฤดูร้อนของสกุลจื่อมากนัก
รถม้าจอดเทียบหน้าประตูค่ายทหาร สารถีรีบนำแท่นเหยียบมาวางไว้ เจียวอวี๋ค่อยๆ ก้าวเท้าลงจากรถม้า โดยมีอาฟู่คอยประคองอยู่ข้างๆ นางถอดหมวกผ้าโปร่งออก แล้วยื่นให้อาฟู่รับไปถือไว้
ตามระเบียบ ค่ายทหารยามปกติไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกได้ เพื่อป้องกันสายสืบและหน่วยสอดแนมของฝ่ายตรงข้าม ด้วยเหตุนี้ เจียวอวี๋จึงต้องปลดหมวกผ้าโปร่งออก เพื่อให้ทหารเวรที่เฝ้าประตูมองเห็นชัดเจนว่านางเป็ผู้ใด
“พี่ชาย ข้ามาหาพี่ชายของข้า นามว่าจื่อจางิ่ เป็หัวหน้านายกองประจำอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านจะกรุณาไปแจ้งให้เขาทราบได้หรือไม่” นางเอ่ยถามทหารที่ยืนเฝ้าประตูค่ายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ครั้นเจียวอวี๋ปลดหมวกอำพรางใบหน้าออก ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูต่างพากันจับจ้องหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าขาวผุดผ่องราวหยกสะท้อนแสงแดด ทำให้บรรยากาศรอบข้างราวกับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ
ดวงตาของทหารเวรเผลอเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน ใบหูทั้งสองข้างพลันแดงก่ำ เมื่อได้สติกลับมา เขาจึงตอบนางอย่างอึกๆ อักๆ ถ้อยคำไม่เป็กระบวน เพียงพอจับใจความได้ว่าให้นางรอสักครู่ ก่อนจะรีบวิ่งหายเข้าไปด้านในค่ายอย่างร้อนรน
สักพักจื่อจางิ่วิ่งกระหืดกระหอบออกมา ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นคลีและเหงื่อไคล
“เ้ามาได้อย่างไร?” จื่อจางิ่เอ่ยถาม หลังผละออกจากการฝึกซ้อม เมื่อได้รับรายงานจากทหารเฝ้าประตูค่ายว่ามีสตรีอ้างตนเป็น้องสาวของเขามาขอพบ
เหล่าทหารที่ร่วมฝึกอยู่ก่อนหน้า ต่างพากันยิ้มกรุ้มกริ่ม สบตากันไปมา กะจะถือโอกาสแอบดูหน้าสตรีผู้นั้นให้เห็นกับตา
เจียวอวี๋กำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าจื่อจางิ่กลับสังเกตเห็นว่า ทหารในค่ายหลายคนเริ่มทยอยมายืนอออยู่ไม่ไกล สายตาต่างพากันสอดส่องมายังน้องสาวของตน เขาจึงรีบคว้ามือเจียวอวี๋ จูงนางเดินเข้าไปด้านในค่ายโดยไม่รอช้า
ระหว่างนั้น เจียวอวี๋กวาดตามองสำรวจโดยรอบอย่างรวดเร็ว นอกจากทหารที่มายืนมุงดูนางแล้ว ยังมีทหารอีกส่วนหนึ่งเปลือยท่อนบนสวมเพียงกางเกง กำลังฝึกทวนยาว กระบี่ และดาบ บ้างกำลังฝึกยิงธนู ขณะที่บางส่วนยืนบ้าง นั่งบ้าง กระจัดกระจายอยู่ตามกระโจมทั่วค่าย เห็นได้ชัดว่าค่ายทหารแห่งนี้มีทหารประจำการอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
จื่อจางิ่พานางมานั่งในกระโจมขนาดเล็กของเขา แม้จะเป็หัวหน้านายกองแต่เพราะตำแหน่งไม่ได้สูงและยังไม่มีผลงานเป็ที่ประจักษ์ เขาจึงต้องพักอาศัยร่วมกระโจมกับนายกองคนอื่นๆ เช่นกัน ด้วยบัดนี้เป็เวลาฝึกซ้อมของทหาร สหายคนอื่นจึงไม่อยู่ในกระโจม
จื่อจางิ่นั่งลงบนเตียงแคบติดผนังกระโจมพลางหยิบป้านชาที่นายทหารคนหนึ่งนำเข้ามาให้ ก่อนจะปรายตาแอบมองเจียวอวี๋แวบหนึ่ง แล้วรีบเดินถอยออกไปเมื่อััได้ถึงดวงตาเยียบเย็นด้านข้าง จื่อจางิ่ค่อยๆ รินชาให้น้องสาว เจียวอวี๋นั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ ข้างเตียงนอนไม้พับได้ ที่ดูแล้วคงนอนไม่สบายนัก มือเรียวหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ สายตากลับมาจับจ้องบนใบหน้าของจื่อจางิ่
“พี่ใหญ่เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ อยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่ ท่านแม่เป็ห่วงท่านยิ่งนัก เมื่อไหร่ท่านจะกลับไปเยี่ยมท่านแม่กับท่านย่าเ้าคะ ขนาดท่านยายยังถามถึงพี่ใหญ่ไม่ขาดปาก”
เจียวอวี๋พูดพลางคอยแอบสังเกตร่างกาย หน้าตาผิวพรรณของจื่อจางิ่ตามที่เหลียนซื่อกำชับมามิให้ตกหล่น ดวงตาโตสองข้างรีบเก็บกวาดรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว รวมถึงความเป็อยู่ในกระโจมของพี่ชายเพื่อนำความไปบอกกล่าวกับเหลียนซื่อได้อย่างถูกต้อง
“เ้ากลับไปบอกท่านแม่ว่าข้าสบายดี ไม่ต้องเป็กังวล อาหารการกินอาจไม่เลิศรสเหมือนที่จวน แต่ก็ครบครัน หาได้อดอยากไม่”
ครั้งสุดท้ายที่เจียวอวี๋เจอจื่อจางิ่คือเมื่อปลายปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร แก้มสองข้างตอบลง หนวดบนคางขึ้นรำไร ดูเหมือนว่าร่างกายจะสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งยังมีมัดกล้ามเนื้อตามแขนขา แต่ทว่าผิวกายกลับดำกร้านแดดอย่างเห็นได้ชัด นี่คงเป็ลักษณะของทหารกระมัง ช่างแตกต่างจากภาพบัณฑิตหน้าขาวเมื่อหลายปีก่อนนัก กระนั้นใบหน้ายังคงรูปโฉมหล่อเหลาเช่นเดิม
“เช่นนั้นก็ดีเ้าค่ะ อีกสองสามเดือนจะเข้าฤดูหนาวแล้ว ท่านแม่ฝากรองเท้ากับชุดกันหนาวมาให้ หากพี่ใหญ่ขาดเหลือสิ่งใด หรือ้าสิ่งใดเพิ่มเติม ก็ฝากคำกับข้าได้ ข้าจะไปบอกท่านแม่ให้”
นางพูดพลางลุกขึ้นเดินสำรวจรอบๆ กระโจม ภายในกระโจมนั้นสะอาดสะอ้าน บนโต๊ะเล็กมีกองหนังสืออยู่สี่ห้าเล่ม ข้างเตียงมีดาบและกระบี่ห้อยอยู่ ไม่เห็นถึงความผิดปกติหรือความลำบากใดๆ นางจึงได้วางใจ
“ข้าไม่้าสิ่งใดเพิ่ม ที่นี่ไม่ได้คลาดแคลนเสบียงหรือเครื่องนุ่งห่ม คราวหน้าเ้าไม่จำเป็ต้องมาด้วยตนเอง แค่ส่งบ่าวชายสักคนมาก็พอ เ้าอยู่ที่จวนก็ต้องดูแลท่านแม่กับท่านย่าให้ดี อย่าวิ่งวุ่นไปโรงหมอบ่อยนัก ท่านพ่อจะตำหนิเ้าได้” จื่อจางิ่ทราบดีว่าน้องสาวตนไม่เหมือนกับคุณหนูจวนอื่น นิสัยที่ไม่ชอบอยู่นิ่งหรืออุดอู้อยู่แต่ในเรือน จึงทำให้บิดามารดาพลอยปวดศีรษะกับนางอยู่ร่ำไป แต่ด้วยความรักที่มีต่อนางพวกเขาจึงมิอาจขัดใจได้ มารดาเคยกล่าวว่าเมื่อใดที่น้องสาวออกเรือนไป นิสัยพวกนี้คงจะดีขึ้นเองกระมัง ครั้นได้ยินวาจาตักเตือนจากพี่ชายเจียวอวี๋เพียงฟังหูซ้ายทะลุหูขวา แสร้งพูดรับปากส่งๆ ไปเท่านั้น
“เ้าค่ะ น้องสาวผู้นี้รับทราบแล้วเ้าค่ะ”
พวกเขาสองพี่น้องพูดคุยถามไถ่กันสักพัก จื่อจางิ่จึงเร่งน้องสาวให้กลับจวนก่อนพลบค่ำ เขามายืนส่งนางขึ้นรถม้าที่ประตูค่ายทหาร
ก่อนนางจากไปเจียวอวี๋หยิบขวดยาไล่ยุงและกันแมลงในถุงผ้ายื่นให้จื่อจางิ่ เป็เวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มสองคนควบม้าศึกตัวสูงใหญ่ ผ่านประตูค่ายทหารเข้ามาไม่ไกล หลี่หลิวหยางควบม้าอยู่บนอาชาปราดเปรียวสีดำเงาวาวตัวโปรด ด้านข้างเป็หวังหย่งสหายสนิทของเขา หลี่หลิวหยางกระตุกบังเหียนม้าให้ชะลอฝีเท้า หยุดดูสองพี่น้องอยู่ห่างๆ หวังหย่งเห็นสหายข้างกายหยุดม้าจึงเบนหน้าไปมองตามสายตาของหลี่หลิวหยาง ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“นั่นนายกองจื่อจางิ่มิใช่รึ?”
หลี่หลิวหยางหรี่ตามอง เมื่อเลื่อนสายตาออกจากจื่อจางิ่ไปยังสตรีที่ยืนพูดคุยอยู่ข้างๆ แววตาเฉยชาก็พลันวูบไหว
“สตรีผู้นั้นเป็ใคร ไฉนข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขามีคู่หมายหรือแต่งงานแล้ว ดูสนิทสนมกันยิ่งนัก”
หลี่หลิวหยางถามหวังหย่ง คล้ายมีความคาดหวังบางๆ อยู่ในใจ
“ฮึ เ้าสนใจผู้อื่นด้วยรึ ช่างแปลกนัก” หวังหย่งเอ่ยเย้าสหายก่อนจะกล่าวเสริม
“หัวหน้านายกองจื่อยังมิได้หมั้นหมายกับผู้ใด ข้าได้ยินมาว่า เขามีน้องสาวร่วมอุทรอยู่คนหนึ่ง เหมือนจะชื่อว่าจื่อเจียวอวี๋ ในเซิ่งโจวต่างร่ำลือกันว่านางรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ข้าได้เห็นวันนี้ก็เพิ่งรู้ว่าพวกเขาไม่ได้กล่าวเกินเลยไปแม้แต่น้อย แต่ว่า…”
“แต่อันใด” หลี่หลิวหยางหันไปมองสหาย เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แต่ข้ารู้สึกว่า ข้าคล้ายกับเคยเจอนางมาก่อน ใบหน้างดงามนั้นช่างคุ้นตายิ่งนัก หรือว่าข้าจะเจอนางในฝัน ประดุจดั่งเทพธิดาลงมาจุติ”
หลี่หลิวหยางได้ยินสหายพูดจาเลื่อนเปื้อนเหลวไหล จึงเตะขาของหวังหย่งเข้าไปทีนึง
“ฮึ! เทพธิดาลงมาจุติ!” ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นใส่หวังหย่ง ก่อนจะกระทุ้งท้องม้าวิ่งเข้าค่ายทหารไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
“โอ๊ยย! เ้าเตะขาข้าทำไม ข้ากล่าวเท็จที่ใดกัน ข้าเคยเห็นนางจริงๆ แต่ข้าจำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน” หวังหย่งะโไล่ตามหลังหลี่หลิวหยางที่ควบม้าหายลับตาไปในค่าย