ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 49 ความเมตตาไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ

     

    ชายหน้าบากแทบไม่เห็นการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสองคน มีเพียงเสียงโลหะที่ปะทะเข้าใส่จนเกิดเสียงดังก้องไปทั่ว นอกจากนี้ยังมีประกายไฟปะทุขึ้นเป็นครั้งคราวด้วย

     

    เขายืนอยู่ข้าง ๆ เสาไฟฟ้าโดยไม่กล้าไหวติง ใบหน้าบิดเบี้ยวของเขาเริ่มแสดงออกถึงความกังวล

     

    เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากที่พี่สองมีความแข็งแกร่งขั้น 9 จะทำให้เขาสามารถเอาชนะเซี่ยฮุยได้อย่างง่ายดาย

     

    แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้กำลังบอกเขาว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด พวกเขาทั้งสองคนคือผู้มีความแข็งแกร่งขั้นสูงสุดของขั้น 9 ทั้งคู่

     

    พี่สองดึงมีดสั้นออกมาใช้งาน ส่วนเซี่ยฮุยก็หยิบนวมออกมา การปะทะกันเมื่อสักครู่เป็นไปอย่างดุเดือดทั้ง ๆ ที่พวกเขายังไม่ได้เรียกใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มี

     

    ตอนนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้

     

    ทางฝั่งของพวกเขาทั้งสองที่ยังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

     

    เซี่ยฮุยใช้มือข้างหนึ่งต้านมีดสั้นที่กำลังจ่อมาที่กลางลำคอของตัวเอง

     

    ตอนที่มีดสั้นและนวมปะทะเข้าใส่กันก็เกิดประกายไฟขึ้นรอบ ๆ ในเวลาเดียวกันก็เกิดเสียงดังเสียดหูด้วย

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น ดวงตาของเขาเกิดประกายขึ้น

     

    อีกฝ่ายเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าการโจมตีด้วยมีดไม่ได้ผล ช่างไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษหลงเหลืออยู่ในตัวเอาเสียเลย

     

    พี่สองยกขาขวาขึ้นและเตะมาที่เป้าของเซี่ยฮุย

     

    ทว่าจู่ ๆ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีเมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยใช้โอกาสนี้ผลักมีดสั้นให้ย้อนมาหาเขา จากนั้นก็ใช้เท้าซ้ายดีดขึ้นจากพื้นและใช้เท้าขวาเป็นศูนย์กลางร่างกาย ก่อนจะหมุนตลบแบบ 360 องศา

     

    วินาทีต่อมา เซี่ยฮุยก็ปรากฏตัวขึ้นทางฝั่งขวามือของพี่สอง

     

    หมัดของเขาซัดเข้าใส่ซี่โครงด้านขวาของพี่สองอย่างแรงโดยไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย

     

    การเผชิญหน้ากับหมัดของเซี่ยฮุยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้พี่สองไม่สามารถต้านการโจมตีของเขาได้

     

    การโจมตีที่เพิ่งจะถูกเซี่ยฮุยขัดขวางไปก่อนหน้านี้ทำให้มีดสั้นในมือซ้ายของวาดเข้าใส่ลำคอของเซี่ยฮุยอีกครั้ง

     

    เนื่องจากการไหวตัวที่เร็วยิ่งกว่า เขาใช้พลังที่มากขึ้นเพื่อจัดการกับเซี่ยฮุย ต่อให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็ต้องจัดการกับเซี่ยฮุยให้ได้

     

    อาการบาดเจ็บของเขาในครั้งนี้ขอแลกกับความตายของคู่ต่อสู้

     

    เยี่ยมเลย!

     

    เซี่ยฮุยแผดเสียงคำรามภายในใจ การโจมตีของอีกฝ่ายเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้พอดิบพอดี

     

    เนื่องจากอีกฝ่ายใช้เวลาพินิจพิเคราะห์อยู่นาน เซี่ยฮุยจึงได้โอกาสนี้และเขาไม่มีทางที่จะปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปโดยเด็ดขาด

     

    ท่าทางของเขายังคงเดิม หมัดของเซี่ยฮุยเพิ่มความเร็วให้สูงขึ้นขณะพุ่งเข้าใส่ซี่โครงช่วงเอวของพี่สอง

     

    “ชิ้ง!”

     

    “ตูม!”

     

    พี่สองมองปลายมีดสั้นของตัวเองที่ปาดโดนลำคอของเซี่ยฮุย ยังไม่ทันที่ความดีใจบนใบหน้าของเขาจะหายไป จู่ ๆ ความหวาดกลัวก็เข้ามาแทนที่

     

    วินาทีนั้นพี่สองรู้สึกได้ถึงแรงปะทะที่ซี่โครงด้านขวา ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงครอบงำร่างกายของเขาจนร่างงอและกระเด็นลอยไปกลางอากาศ

     

    หลังจากร่างของเขากระเด็นลอยออกไปหลายสิบเมตร ก็หยุดลงด้วยการนอนฟุบอยู่ที่พื้น

     

    “พรวด!”

     

    เขาพยายามเงยหน้าขึ้นขณะกระอักเลือดสีแดงสดออกมา พี่สองหันไปมองน้องสามที่กำลังยืนอึ้งอยู่กับที่

     

    เขาจึงตะโกนไปว่า “รีบหนีไป ฝากบอกเจ้าสำนักให้แก้แค้นให้ฉันด้วย”

     

    พูดจบพี่สองก็เอียงศีรษะไปข้าง ๆ และกลายเป็นร่างไร้วิญญาณในทันที

     

    ยังไม่ทันที่ชายหน้าบากจะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด พี่สองก็จากไปเสียแล้ว ตอนที่เขาได้สติกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากที่กำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็รีบก้าวเท้าไปข้างหน้า

     

    “ฉันต้องหนี!”

     

    สมองของชายหน้าบากมีเพียงแค่คำว่าหนีเอาตัวรอดเท่านั้น เขาหมุนตัวกลับไป จากนั้นใต้ฝ่าเท้าของเขาก็เกิดลมวายุขึ้นซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

     

    เพียงชั่วพริบตาเขาก็หนีออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ได้มากกว่าร้อยเมตร

     

    แต่เขาจะหนีรอดจริง ๆ เหรอ?

     

    หลังจากที่พี่สองถูกหมัดซัดใส่จนตาย เซี่ยฮุยก็หันไปมองชายหน้าบากที่กำลังจะหนีออกไปจากที่นี่ เขาจะปล่อยให้อีกฝ่ายหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างไรกัน

     

    กระโดดตลบวายุ!

     

    ร่างของเขากะพริบติดต่อกันหลายครั้ง เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ไล่ตามหลังชายหน้าบากมาติด ๆ

     

    เขาไม่ได้ซัดหมัดเพื่อขัดขวางอีกฝ่ายเพราะกลัวว่าถ้าหากไม่ควบคุมพลังของตัวเอง เขาอาจจะทำให้แหล่งข้อมูลสุดท้ายที่เหลืออยู่ถูกฆ่าตายไปอีกคน

     

    หลังจากที่นำหน้าชายหน้าบากมาได้แล้ว เซี่ยฮุยก็หยุดวิ่งและขวางเส้นทางการหลบหนีของอีกฝ่าย

     

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยเข้ามาขวางเส้นทางหลบหนีของตัวเอง ชายหน้าบากก็ตกใจจนแทบจะทรุดลงไปกองอยู่ที่พื้น

     

    แต่โชคดีที่เขายังมีสติหลงเหลืออยู่ เขาจึงวิ่งหนีต่ออย่างรวดเร็วจนแทบจะเรียกว่าเป็นการหนีอย่างบ้าคลั่ง

     

    เขาใช้สัญชาตญาณของตัวเองในการเปลี่ยนทิศทางการหลบหนีไปอีกด้านหนึ่ง

     

    แต่เพียงแค่อึดใจเดียว เซี่ยฮุยก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าและขวางเส้นทางหลบหนีของเขาอีกครั้ง

     

    “นายคิดจะทำอะไรกันแน่?”

     

    เมื่อเห็นว่าหมดหวังที่จะหนีออกไปจากที่นี่ ชายหน้าบากจึงล้มเลิกความคิดที่จะหนี จากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงกับพื้นและมองเซี่ยฮุยด้วยความสิ้นหวัง

     

    “ใครส่งพวกนายมา?”

     

    เซี่ยฮุยก้มหน้ามองอีกฝ่ายที่ทรุดตัวอยู่ที่พื้น ขณะถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

     

    “บอกไม่ได้ ถ้าบอกฉันตายแน่”

     

    ชายหน้าบากส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน จากนั้นก็อ้อนวอนขอชีวิต “พี่เอ้อก็ถูกนายฆ่าตายไปแล้ว ฉันรับปากนายก็ได้ ฉันจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกเจ้าสำนักแน่นอน”

     

    “นายปล่อยฉันไปสักครั้งเถอะนะ”

     

    “ปล่อยไปสักครั้งเหรอ?”

     

    เซี่ยฮุยยิ้ม “แต่จากท่าทางของพวกนายก่อนหน้านี้ พวกนายเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยให้ฉันมีชีวิตรอดเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

     

    “ไม่ใช่นะ ไม่ใช่แบบนั้น”

     

    ชายหน้าบากปฏิเสธ “ผู้ว่าจ้างต้องการให้พวกฉันจับเป็น พวกฉันจะฆ่านายได้ยังไงกันล่ะ? เมื่อกี้เป็นเพราะนายขัดขืนเราถึงต้องลงมือแบบนั้น เราก็แค่จะจับตัวนายให้กับผู้ว่าจ้างก็เท่านั้นเอง”

     

    ดูเหมือนว่าเขาจะกลัวว่าเซี่ยฮุยไม่เชื่อ ชายหน้าบากจึงหยิบกระดาษยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋าและกางออกมาให้เขาดู

     

    ด้านบนนั้นมีตัวอักษรเขียนอยู่ สรุปใจความสำคัญได้ว่าต้องจับตัวเซี่ยฮุยมาแบบจับเป็นเท่านั้น และไม่ได้มีข้อความระบุไว้ว่าให้ทำร้ายร่างกายเขา

     

    เซี่ยฮุยพยักหน้าเบา ๆ ราวกับเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

     

    หลังจากนั้นเขาก็ถามต่อไปว่า “ในเมื่อนายหยิบหลักฐานชิ้นนี้ออกมาให้ฉันดู ทำไมนายถึงไม่บอกฉันว่าใครคือผู้ว่าจ้างที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้? หรือว่านายยังไม่เชื่อว่าฉันสามารถฆ่าตายให้ตายได้...หืม?”

     

    “ฉันเชื่อ”

     

    ชายหน้าบากพูดด้วยสีหน้าหวาดกลัว “แต่ถ้าฉันบอกนาย ฉันยอมตายยังจะดีเสียกว่า”

     

    “นายคงคิดว่าฉันไม่กล้าทำสินะ...”

     

    “อ๊าก...”

     

    เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของชายหน้าบาก

     

    ตอนที่เซี่ยฮุยกำลังพูด เขาก็ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนแขนที่ยังปกติดีของอีกฝ่ายจนทำให้กระดูกแขนหักไปอีกข้างหนึ่ง

     

    “ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของนายไร้ประโยชน์แล้ว”

     

    เซี่ยฮุยหรี่ตามองอีกฝ่ายและพูดด้วยเสียงเรียบราวกับวารี “ต่อไปก็จะเป็นขาของนาย...”

     

    สิ่งนี้ทำให้ชายหน้าบากขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้เขาไม่เห็นท่าทางลังเลอยู่ในสายตาของเซี่ยฮุยแม้แต่น้อย

     

    “นายมันโหดเหี้ยม”

     

    โอ้โห!

     

    ชายหน้าบากคนนี้กล้าแขวะเขาโดยไม่คำนึงถึงสภาพของตัวเองในตอนนี้เลยสักนิด

     

    เซี่ยฮุยมองออกว่าอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นซื่อบื่อ เพื่อที่จะทำให้เขาเอาตัวรอดจากที่นี่ไปได้

     

    ไร้เดียงสาชะมัด!

     

    เซี่ยฮุยหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คมชัด

     

    เซี่ยฮุยยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นและเหยียบไปที่ขาขวาของชายหน้าบากทันที

     

    “กรอบ”

     

    เสียงกระดูกหักดังขึ้น ขาขวาของชายหน้าบากบิดเบี้ยวผิดรูปทรง เห็นได้ชัดว่าข้อเข่าถูกแยกออกจากกันแล้ว

     

    เสียงร้องโหยหวนของชายหน้าบากดังขึ้นและรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้

     

    “ว่าไง?”

     

    เซี่ยฮุยมองชายหน้าบากที่นอนอยู่ใต้เท้าของเขา จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ถ้านายยังไม่พูดอีก ฉันจะหักขาของนายอีกข้างละนะ”

     

    ไม่รู้ว่าชายหน้าบากไปเอาความอึดมาจากไหน เขายังกดขบฟันแน่นและไม่ยอมตอบคำถามของเขา

     

    เซี่ยฮุยจึงใช้เท้าเหยียบขาซ้ายของอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล

     

    ชายหน้าบากร้องโอดครวญสุดเสียงอีกครั้งอย่างน่าอนาถ แต่เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา

     

    ใบหน้าที่ทุกข์ทรมานของชายหน้าบากทำให้เซี่ยฮุยแอบนับถือเขาอยู่ภายในใจ

     

    เดิมทีเขาคิดว่าคนคนนี้คงจะรักตัวกลัวตายและมีความโลภอยู่ในตัว ตอนนี้แม้ว่าเขาจะถูกหักแขนหักขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทนต่อความเจ็บปวดโดยไม่ปริปากบอกความลับของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

     

    หรือว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคนคนนี้จะน่ากลัวกว่าเขา?

     

    คิดเช่นนี้สายตาของเซี่ยฮุยก็เริ่มกลายเป็นความอึมครึม ถ้าหากเป็นอย่างที่เขาคิด และถูกศัตรูที่น่ากลัวผู้นั้นเพ่งเล็ง คงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้วสิ

     

    มีสองพยางค์ที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาตอนนี้...ซวยแล้ว

     

    “นายแน่ใจนะว่าจะไม่บอกฉัน?”

     

    เซี่ยฮุยหันไปถามชายหน้าบากอีกครั้ง คงเป็นเพราะถูกหักแขนหักขาจนไม่เหลืออะไรแล้ว ชายหน้าบากจึงปากหนักมากขึ้นไปอีก

     

    “ไหน ๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว นายอยากจะใช้วิธีไหนจัดการกับฉันก็เชิญ”

     

    เซี่ยฮุยมองชายหน้าบากที่นอนอยู่บนพื้น เขาพบว่าตอนที่อีกฝ่ายพูดสายตาของเขาแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน

     

    เซี่ยฮุยขมวดคิ้ว สายตาของเขาค่อย ๆ กลับมาเย็นชา

     

    เขามองร่างที่นอนเป็นผักของชายหน้าบาก

     

    ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะอ่านใจเขาออก ชายหน้าบากจึงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “นายจะใช้วิธีไหนมากดดันฉัน ฉันก็ไม่พูด นายฆ่าฉันให้ตายไปเถอะ”

     

    เซี่ยฮุยได้ยินเช่นนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปมมากยิ่งขึ้น......

     

    หลังจากหยุดคิด เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ลงมือต่อ เพราะเขาเห็นแล้วว่าชายหน้าบากพูดเรื่องจริง

     

    ต่อให้เขาลงมือหักกระดูกของอีกฝ่ายจนหมดตัวก็คงไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี

     

    เอาเถอะ!

     

    เขาคงจะจิตใจดีมีเมตตามากไปหน่อย!

     

    หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยฮุยก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ให้นานไปกว่านี้

     

    เขาทำตามที่ชายหน้าบากปรารถนา เซี่ยฮุยกำหมัดแน่นและซัดหมัดเข้าไปที่กลางอกของชายหน้าบากจนหัวใจของเขาแหลกเป็นเสี่ยง ๆ

     

    “ขอบใจ”

     

    ชายหน้าบากเปล่งเสียงออกมาเป็นคำสุดท้ายหลังจากที่อวัยวะภายในทะลักออกมา ในที่สุดเขาก็ถูกสังหารจนตาย

     

    เซี่ยฮุยยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่และมองศพของชายหน้าบากที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า

     

    หลังจากนั้นเขาก็หาที่ฝังศพของพวกเขา

     

    หลังจากเดินกลับมายังที่เกิดเหตุเขาก็ตรวจสอบอีกครั้งว่าไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ที่นี่ เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติเขาก็หมุนตัวเดินออกไปจากที่นี่ทันที

     

    เซี่ยฮุยเดินออกมาได้ไม่นาน ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นบริเวณสถานที่ที่เขาและชายทั้งสองคนต่อสู้กันเมื่อสักครู่ จากนั้นก็มีร่างของเด็กผู้หญิงสวมใส่ด้วยกระโปรงโลลิต้าปรากฏขึ้น

     

    สายตาของเธอจ้องมองรอยเท้าที่อยู่บนพื้น หลังจากเธอกะพริบตาปริบ ๆ อยู่สองสามครั้ง

     

    เธอก็หลับตาลงเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่รอบตัว แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ

     

    ตอนที่เธอลืมตาขึ้น สายตาของเธอก็แอบประกายความผิดหวังออกมา

     

    “หัวหน้าลาดตระเวนคะ ไม่พบอะไรเลยค่ะ...”

     

    ในเวลานี้เอง ผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 5 คนก็เดินเข้ามา หลังจากที่พวกเขามาถึงก็มีหญิงสาวคนหนึ่งยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ให้กับสายน้อยคนนั้นพร้อมกับรายงานความคืบหน้า “พวกเขาออกไปจากที่นี่นานแล้วค่ะ”

     

    สาวน้อยยกมือขึ้นโบกเพื่อบอกให้หญิงสาวคนนั้นหยุดพูด

     

    สายตาของเธอกวาดมองไปรอบ ๆ หลังจากนั้นก็หยุดอยู่ที่หลุมฝังศพที่เซี่ยฮุยเอาร่างของชายหน้าบากและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปฝังไว้

     

    คิ้วของเธอเลิกขึ้น จากนั้นเธอก็โบกมือไปมาเบา ๆ ระลอกคลื่นปรากฏขึ้นจากนั้นดินที่ถูกถมก่อนหน้านี้ก็ลอยขึ้นมาจนเกิดเป็นหลุมลงไปด้านล่าง

     

    ในหลุมทรงกลมนั้นมีความลึก 5 เมตร และมีศพอีกสองศพที่ถูกฝังอยู่ในนั้นซึ่งก็คือศพของชายหน้าบากและพี่สอง

     

    หญิงสาวก้าวเท้าไปด้านหน้าและยกมือขึ้นเพื่อดึงศพทั้งสองให้ลอยขึ้นมาจากด้านล่าง

     

    “หัวหน้าลาดตระเวน คนที่ฆ่าพวกเขาไม่ได้ใช้อาวุธค่ะ”

     

    หลังจากที่หญิงสาวในหน่วยลาดตระเวนตรวจสอบร่องรอยจากศพ เธอก็รีบสรุปผลอย่างรวดเร็ว “ศพแรกรับการโจมตีด้วยพลังทางกายภาพอย่างหนักจนอวัยวะภายในแตกละเอียด ส่วนอีกศพหนึ่งหัวใจแหลกจนแรงปะทะจนตายค่ะ”

     

    “แต่ที่น่าแปลกก็คือศพที่สอง...”

     

    หญิงสาวคนนั้นพูดด้วยความสงสัย “กระดูกทั้งแขนและขาของเขาแหลกละเอียดจนแรงกดอย่างรุนแรง ราวกับถูกทารุณกรรมอย่างสาหัสก่อนตาย”

     

    “ตรวจสอบตัวตนของพวกเขา”

     

    แม้ว่าสาวน้อยที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนจะตัวเล็ก แต่เสียงของเธอกลับทรงพลังเป็นอย่างมาก น้ำเสียงและรูปลักษณ์ภายนอกของเธอช่างไม่เข้ากันเอาเสียเลย

     

    ท่าทางราวกับว่ามีวิญญาณของคนแก่เข้ามาสิงอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิง ทำให้เธอดูแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย

     

    แต่สำหรับคนที่อยู่ใต้คำบัญชาการของเธอทั้ง 5 คนกลับไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับสิ่งนี้

     

    เนื่องจากเด็กผู้หญิงคนนี้มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ตั้งแต่พวกเขาเข้าร่วมกับหน่วยลาดตระเวน

     

    “รับทราบ”

     

    สาวน้อยมองพวกเขาทั้ง 5 คนโดยไม่ได้พูดอะไร เธอยกมือขึ้นมาปิดปากพร้อมกับหาว ความเหนื่อยล้าแอบปรากฏผ่านสายตาของเธอ จู่ ๆ ก็มีร่มกันแดดปรากฏขึ้นในมือของเธอ

     

    “สู้ ๆ นะ”

     

    หลังจากพูดจบเธอก็กางร่มและเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

     

    หลังจากพวกเขาทั้ง 5 คนทำท่าวันทยหัตถ์ให้หญิงสาวคนนั้น พวกเขาก็หันกลับมามองศพทั้งสองศพที่กองอยู่บนพื้น

     

    ผู้หญิงคนนั้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำออกคำสั่ง “รีบทำเวลา ตรวจสอบตัวตนของพวกเขาให้เร็วที่สุด”

     

    “รับทราบ”

     

    หลังจากนั้นพวกเขาทั้ง 5 ก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่และเริ่มทำภารกิจอย่างช่ำชอง

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน