รถม้าจวนฮั่นอ๋องแล่นมาจอดหน้าร้านรุ่ยจิ่งฟาง ซึ่งยามนี้มีสตรีสามคนกำลังรอต้อนรับอยู่
ซูอันหนิงสูดหายใจยาว ลบภาพที่เห็นบนเขาทิ้งไปแล้วเดินลงมาจากรถม้า สตรีออกเรือนแล้วนางหนึ่งเดินเข้ามาประคองนางแทนสาวใช้อย่างสนิทสนม
“หวงจื่อเฟย...ไม่สิ ต้องเรียกท่านหวางเฟยแล้ว” เกาฉีซื่อหัวเราะคิกคักก่อนจะกล่าวต่อว่า “ท่านมาเสียที หม่อมฉันคับข้องใจจะแย่แล้ว ปรึกษาใครก็ไม่เหมือนปรึกษาท่าน”
เฒ่าแก่เนี้ยรุ่ยยอบกายเคารพ รีบเอ่ยเตือนยิ้ม ๆ “เรื่องนั้นพักไว้ก่อนเถิด มาคุยธุรกิจให้เรียบร้อยก่อน เกาฮูหยินจะปรับทุกข์กับหวางเฟยเช่นไร ข้าจะไม่ขัดขวางแม้แต่น้อย ซ้ำยังจะอำนวยสถานที่และของว่างให้ด้วย”
ซูอันหนิงตบหลังมือเกาฉีซื่อซึ่งวางบนท่อนแขนตนเองเบา กล่าวว่า “รุ่ยฮูหยินพูดถูก มาคุยธุรกิจให้เรียบร้อยก่อน ค่อยฟังความทุกข์ใจของเจ้า”
สตรีออกเรือนแล้วทั้งสี่เดินเข้าไปในเรือนด้านหลังของร้าน ครั้งนี้ฮูหยินรุ่ยคือผู้ประสานงานกับร้านเครื่องประทินผิวตระกูลเซียว ซึ่งเป็นสหายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย แม้ร้านตะกูลเซียวจะไม่ใหญ่โต ไม่อาจสู้ร้านอันดับหนึ่งของเมืองได้ แต่ซูอันหนิงกลับชอบร้านเล็ก ๆ เช่นนี้มากกว่า
เมื่อทั้งสี่คนนั่งลง ซูอันหนิงสั่งให้สาวใช้แจกจ่ายกล่องลงรักประดับด้วยเปลือกไข่มุกเป็นรูปผีเสื้อให้กับทุกคน
ซูอันหนิงเปิดฝากล่องออก ด้านในมีตลับกลมแบนขนาดเท่าฝ่ามือวางเรียงกันอยู่ ฝาด้านบนแต่ละตลับมีลวดลายนูนสูงเป็นรูปดอกไม้ต่างชนิดกัน
นางหยิบขึ้นมาทีละตลับ แล้วอธิบายช้า ๆ “นี่คือชาดที่ทำจากดอกไม้ มีทั้งหมดสามกลิ่นสามสี สีแดงบัว...จากกลีบบัว สีชมพู...จากเหมยกุย และสีดอกทับทิม”
นางมองท่าทางตื่นเต้นของฮูหยินทั้งสาม ดวงตาวิบวับของพวกนางทำให้เรื่องขุ่นเคืองที่เพิ่งประสบมาเลือนหายไปชั่วคราว ยามนี้ซูอันหนิงต้องการเพียงให้การค้าของตนเองราบรื่นรุ่งเรืองเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะรักใครชอบใคร นางไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
“ชาดของข้ามีเนื้อละเอียดไม่ต่างจากแป้ง หากต้องการทาปากแค่นำไปผสมขี้ผึ้งเล็กน้อยหยดน้ำค้างลงไปกวนให้เข้ากัน ก็สามารถนำมาทาริมฝีปากได้”
นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยปลายนิ้วเรียวแตะที่ปลายคาง สายตาของฮูหยินทั้งหลายจึงได้เลื่อนมาจับจ้องริมฝีปากราวกับอิงเถาสุกฉ่ำของซูอันหนิง เป็นสีปากที่ดูเป็นธรรมชาติและชุ่มชื่นน่าสัมผัสจริง ๆ
“จะทาแก้ม หรือแต้มเปลือกตาก็ได้เช่นกัน”
ฮูหยินทั้งสามลุกขึ้น เดินเข้ามาดูใบหน้าของพระชายาฮั่นอ๋องใกล้ ๆ ยามที่นางกะพริบตา จะพบว่าเปลือกตามีสีสันราวกับถูกไล่ระบายด้วยสีเฉดสีที่แตกต่างกัน มีมิติและงดงามแปลกตายิ่งนัก
“นี่ทำได้อย่างไรกัน !” เกาฮูหยินอุทาน
ซูอันหนิงจึงได้สาธิต การแต่งหน้าแบบคนยุคใหม่ ให้พวกนางดูทีละขั้น
เมื่อคุยธุรกิจจบ เซียวฮูหยินก็กลับไปพร้อมสินค้าตัวอย่างทันที รุ่ยฮูหยินรับเอาแบบการจับคู่สินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าแล้วจึงจากไป ปล่อยให้เกาฮูหยินได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการปรับทุกข์กับพระชายา
ซูอันหนิงเหลือบมองสีหน้าของเกาฮูหยิน ซึ่งแปรเปลี่ยนไปมาได้ร้อยแปด นางวางถ้วยชาลงแล้วจึงเอ่ยถามว่า “เกาฮูหยินไม่สบายใจเรื่องใดหรือ”
เกาฉีซื่อสะดุ้ง จากนั้นสีหน้าก็หม่นหมอง “หวางเฟย...หม่อมฉันจะหย่า”
ซูอันหนิงเบิกตาโตแทบถลน นางคิดว่าตัวเองแหวกขนบพอแล้ว ยังมีคนเจริญรอยตามด้วยหรือนี่ !
“เหตุใดจะหย่าแล้วเล่า บัณฑิตเกามีสตรีอื่นหรือ”
เกาฉีซื่อถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นเท้าคางตอบ
“ไม่มีเพคะ ขนาดมีข้าน้อยคนเดียวเขายังไม่ไหวเลย จะมีแรงไปแต่งอนุได้อย่างไร”
ซูอันหนิงสำลักจนหน้าแดง เฉินชิงชิงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้แล้วรินชาเพิ่มทันที นางจิบชาไล่ความตกใจลงไป ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “แล้วเหตุใดจึงจะหย่าเล่า”
“หากไม่หย่ายามนี้เดี๋ยวก็ต้องหย่าหลังจากนี้อยู่ดี สามีหม่อมฉันไม่สู้แล้ว ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่นจะมีบุตรได้อย่างไร สามปีห้าปีหากถ้ายังไม่มีบุตรก็ต้องถูกผู้อาวุโสบังคับหย่าอยู่ดี ตอนนี้หม่อมฉันยังสาว ยังสวย หากหย่ากันก็ยังหาใหม่ได้”
ซูอันหนิงอ้าปากค้าง แทบอยากจะยกนิ้วโป้งให้อีกฝ่ายสองข้าง เหตุใดความคิดจึงได้ทันสมัยเพียงนี้
เกาฉีซื่อก็ไม่ต่างจากสตรีส่วนใหญ่ในยุคนี้ หลังจากแต่งงานก็ดูแลเรือนหลังเตรียมตัวมีบุตรสืบสกุล แต่เพราะฉีซื่อเป็นไม่เคร่งครัดธรรมเนียมนัก นางมาจากตระกูลเล็ก ๆ คุ้นชินกับการจับกลุ่มกับหญิงข้างบ้านปักผ้า ฟังสตรีเหล่านั้นนินทาคนโน้นคนนี้เพื่อแก้เหงาเท่านั้น
แต่ฝีมือการปักผ้าของนางยอดเยี่ยมจึงรับงานปักของร้านรุ่ยจิ่งฟางเป็นประจำ ตั้งแต่ซูอันหนิงร่วมธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับรุ่ยจิ่งฟาง เกาฉีซื่อผู้นี้ก็คือช่างปักประจำของนาง พวกนางจึงสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก เหมือนเพื่อนมากกว่านายจ้างลูกจ้างเสียอีก
ถึงอย่างไรเกาฉีซื่อก็ไม่ได้ยึดอาชีพปักผ้าหาเลี้ยงครอบครัว นางเพียงทำเป็นงานอดิเรกเท่านั้น เป็นถึงภรรยาบัณฑิตเกา สหายสนิทที่แทบจะสวมกางเกงตัวเดียวกันกับฮั่นอ๋อง จะยากจนข้นแค้นได้อย่างไร
เพราะเกาฉีซื่อไม่ได้มีกิจการให้ต้องรับผิดชอบ นางจึงว่างมากกว่าเฒ่าแก่เนี้ยทั้งสอง ยามว่างจึงมักจะไปสนทนากับซูอันหนิงบ่อย ๆ สามีเป็นเพื่อนกัน การที่ภรรยาจะคบหากันได้อย่างสนิทใจจึงไม่ยากเย็นอะไร
แต่ซูอันหนิงไม่รู้แม้แต่น้อย ว่าตนเองได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเกาฮูหยินไปนานแล้ว ความคิดที่จะหย่าไม่ได้เกิดขึ้นเองเพราะการตื่นรู้ แต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะเรื่องของหวงจื่อเฟยแซ่ซู เกาฉีซื่อได้ฟังมาจากเกาเฉินผิงผู้เป็นสามีไม่ขาด ยามได้พบตัวจริงจึงยิ่งเลื่อมใสศรัทธา เป็นเหตุให้นางมีหัวก้าวหน้าคิดหย่าร้างตั้งแต่ยังสาวเช่นนี้
ซูอันหนิงฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
แม้นางจะไม่ลงรอยกับสามี แต่ในเมื่อผู้อื่นมีชีวิตคู่ที่ดีอยู่แล้วเหตุใดต้องแยกทางกันง่าย ๆ ด้วย
พระชายาฮั่นอ๋องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง เอ่ยถามเสียงเบา “เขาเป็นแบบนี้มานานแล้วหรือ บางทีหยางอาจพร่องชั่วคราวก็ได้ เกาฮูหยินควรต้องใจเย็น ๆ นะ”
เกาฉีซื่อกะพริบตา นางเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่เคยเลยเพคะ เพิ่งจะเป็นเมื่อคืนที่ผ่านมา”
“คืนที่ผ่านมา...” ซูอันหนิงนิ่งอึ้ง
คืนที่ผ่านมาเกาเฉินผิงมาร่ำสุรากับฮั่นอ๋อง จากนั้นก็ดื่มน้ำแกงสร่างเมาที่ตุ๋นจากดีบัว เขาจะสงบราวกับหลวงจีนก็ไม่แปลก
ซูอันหนิงมองเกาฮูหยินด้วยแววตาขอโทษ รู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่เกาเฉินผิงไม่ได้ไร้น้ำยาจริง ๆ
“ไม่ต้องคิดมากไป เมื่อคืนข้าให้พ่อครัวตุ๋นน้ำแกงสร่างเมาจากดีบัว คงใส่มากไปหน่อยกระมัง อีกไม่กี่วันเจ้าก็ลองดูอีกทีแล้วกัน ถ้าเขาลุกไหวแล้วแต่เกาฮูหยินไม่ยอมท้อง ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ” พูดจบซูอันหนิงก็ลุกขึ้น
พอคิดว่าเกาเฉินผิงถึงกับไม่สามารถปรนนิบัติภรรยารักได้ นางก็อดนึกถึงฮั่นอ๋องไม่ได้ ที่เขาโยนชุยไฉ่เอ๋อร์ออกมาจากห้องเป็นเพราะเขาทำไมได้ หรือเป็นเพราะเขารังเกียจสาวใช้นางนั้นกันแน่
ความคิดนี้ทำให้นางหัวเราะหยันออกมาขณะเดินไปขึ้นรถม้า ทิ้งให้เกาฮูหยินนั่งนิ่งอยู่ในภวังค์ไว้เบื้องหลัง
ไม่รู้เลยว่า ณ มุมหนึ่งของเมืองกำลังทำสิ่ง ที่จะสั่นคลอนชีวิตสงบสุขของพวกนาง
ตรอกยี่ผู
บุรุษร่างสูงเดินนำโดยมีบุรุษร่างเตี้ยและบางกว่าเล็กน้อยเดินตาม ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมและหมวกม่านแพรสีดำปกปิดใบหน้าไว้จนมิด พวกเขาเดินมาหยุดที่ประตูเรือนหลังหนึ่ง จากนั้นเคาะเบา ๆ สามที ไม่นานประตูก็เปิดออก
เสียงบานพับลั่นดังเอี๊ยดอ๊าด หลังประตูคือบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยามนี้มีสภาพอิดโรยเล็กน้อย ดวงตาคล้ำราวกับอดนอนมาหลายคืน เขาหลีกทางให้ผู้มาเยือน ก่อนจะปิดประตูยังไม่ลืมเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง
เมื่อเข้ามาในห้อง ผู้มาเยือนก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที “เล่มต่อไป เจ้าต้องแสดงฝีมือให้มากกว่านี้ เรื่องรักอย่างเดียวคนอ่านเบื่อแล้ว”
บัณฑิตหนุ่มชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงแข็ง “ไม่ได้ หากเขียนล้ำเส้นเกินไปโทษย่อมตกอยู่ที่ข้า”
“แล้วถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะ มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เจ้าเขียนลงไปในนิยายก่อนหน้านี้จะไม่ใช่เรื่องจริง” บุรุษร่างสูงเอ่ยเสียงเย็น
บัณฑิตถามเสียงเบา “แต่ก่อนหน้านี้มันแค่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ข้ายังไม่ได้แตะหัวข้ออ่อนไหว ต่อให้ตรงกับเหตุการณ์จริงมันก็ยังเป็นเรื่องในม่านมุ้งของคนอื่น ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเท็จ”
อีกฝ่ายยกมือขึ้นจัดหมวกเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนชี้แนะ “เรื่องที่พระเอกพบรักกับสตรีคนใหม่ มันก็เป็นเรื่องในม่านมุ้งเช่นกัน”
บัณฑิตชะงัก เงยหน้าขึ้นมองเงาเลือนรางของใบหน้าหลังม่านโปร่งสีดำ แต่เขาไม่กล้าสืบเสาะให้ลึกซึ้ง จึงรีบถอนสายตากลับมาทันทีพลางกล่าวว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“สตรีที่เจ้าเขียนถึงในเล่มก่อน ล้วนมีภูมิหลังไม่ธรรมดาทั้งนั้น สตรีคนใหม่ก็เช่นกัน แต่ความรักของพวกเขาจะต้องถูกโจษจันไปทั่วเมือง”
พูดจบเขาก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม บัณฑิตรับมาเปิดอ่าน เขาจ้องกระดาษแผ่นนั้นครู่ใหญ่ หัวคิ้วค่อย ๆ ขมวด มือที่ถือกระดาษกระตุกแรง
เขาเงยหน้าขวับ เสียงพูดแทบต้องเค้นออกมาจากลำคอ
“นี่มัน...จะดีหรือ หัวข้าอาจหลุดจากบ่าได้เลยนะ”
บุรุษชุดดำลูบชายแขนเสื้อเบา ๆ เขาทิ้งช่วงนานกว่าปกติก่อนพูดด้วยเสียงแหบต่ำ
“บางครั้งความรักก็มักก่อเกิด เมื่อคนสองคนบังเอิญพบกันบ่อย ๆ เจ้าก็แค่เขียนนิยายหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้เจตนาพาดพิงผู้ใดคิดจะเอาผิดเจ้าก็ต้องดูก่อนว่าคนผู้นั้นอยากให้เรื่องราวบานปลายหรือไม่”
ดวงตาของบัณฑิตหนุ่มสว่างวาบ เขาเลียริมฝีปากตอบเสียงต่ำ “ข้าเข้าใจแล้ว”
“เขียนเล่มหกให้จบ จากนั้นออกจากเป่ยจิงไปสักระยะหนึ่ง รอให้เรื่องนิยายสงบลงเจ้าค่อยกลับมาสมัครสอบเคอจวี่”
บัณฑิตหนุ่มลุกขึ้นยืนประสานมือ มุมปากยกยิ้มโดยที่เขาไม่รู้ตัว
บุรุษชุดดำทั้งสองจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเรือนโทรม ๆ หลังหนึ่งที่เริ่มมีเสียงตวัดพู่กันดังขึ้นอีกครั้ง