[บันทึกตำนานแวมไพร์เหมันต์]
ตามประวัติของแวมไพร์ตนนี้แล้ว เขามีชื่อจริงว่า แวมไพร์เหมันต์ครับ และ เขามีนิสัยโอบอ้อมอารี และชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งฟังดูตลก
แต่คือเื่จริงเพราะเขาไม่เคยกัดคอของมนุษย์เลยั้แ่เกิดมา เหมันต์แตกต่างจากแวมไพร์ตนอื่น อายุของเขารวม ๆ แล้วประมาณสามร้อยปีได้ และประวัติที่น่าสนใจอีกเื่หนึ่งของเขาคือ...
ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ เขายังคงเฝ้ารอคอยคนรักของเขาเสมอ ซึ่งเหมันต์กับคนรักได้พลัดพรากจากกันเมื่อสามร้อยปีก่อน
ในขณะที่เกิดาระหว่างเผ่าแวมไพร์ กับเผ่าปีศาจสุนัขขาว ในระหว่างรบกันกับศัตรูอย่างดุเดือด เหมันต์ก็ได้พลัดหลงกับคนรักของเขานับั้แ่นั้นมา จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ก็ผ่านมานานถึงสามร้อยปีแล้ว และเหมันต์ก็ไม่ได้เจอกับคนรักของเขาอีกเลยั้แ่เกิดาครานั้น...
...จบเื่ย่อแวมไพร์หลงยุค...
หอพักชาย-ห้องปกรณ์
ชานนท์นั่งอ่านหนังสือบันทึกลับของแวมไพร์เหมันต์ให้ปกรณ์ฟังก่อนนอนอยู่บนเตียงนุ่มในห้องพักของปกรณ์ ซึ่งชานนท์ก็จะชอบมาขลุกอยู่ในห้องของปกรณ์เป็ประจำ และยังอ่านหนังสือให้เพื่อนรักของเขาฟังแบบนี้ก่อนนอนทุกคืน เพราะพวกเขาทั้งคู่เป็เพื่อนสนิทของปกรณ์มาั้แ่เด็กแล้ว เนื่องจากว่าพกวเขาเป็เพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงทำให้พวกเขาทั้งคู่สนิทกันมาก จนเรียกได้ว่า....ไปไหนไปกัน ที่ไหนมีปกรณ์ที่นั่นจึงมีชานนท์เสมอ
และที่มากไปกว่าความสนิทสนมแล้ว ปกรณ์กับชานนท์ยังเรียนด้วยกันมาั้แ่เด็ก ๆ เลย จนกระทั่งตอนนี้พวกเขาโตแล้ว แต่ก็ยังเรียนด้วยกันอยู่เหมือนเดิม โดยตอนนี้พวกเขาเรียนอยู่คณะแพทย์ปีสี่
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะเดินไปเรียนพร้อมกันเสมอในทุกๆ เช้าของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และพวกเขาก็จะเดินกลับหอพักพร้อมกันแทบทุกวัน ยกเว้นว่าวันไหนที่ปกรณ์ต้องกลับบ้านไปหาแม่ของเขาเท่านั้น
และคืนนี้หลังจากที่ชานนท์อ่านหนังสือเื่แวมไพร์เหมันต์ให้ปกรณ์ฟังได้เพียงหนึ่งหน้า ปกรณ์ก็รีบยกมือขึ้นเบร็กคนอ่านโดยการชิงถามแทรกขึ้น
"เดี๋ยว ๆ "
ชานนท์วางหนังสือลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจดจ้องที่ใบหน้าของเพื่อนสนิทพร้อมกับขมวดคิ้วเป็ปมด้วยความสงสัย และทันใดนั้นปกรณ์ก็รีบซักถามชานนท์ออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า
“นนท์? นายสนใจเื่แวมไพร์ั้แ่เมื่อไหร่เหรอ? "
"ฉันก็ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับแวมไพร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอ? "
"ก็รู้...แต่ไม่คิดว่านายจะชอบมากจนต้องเอามาอ่านก่อนนอนแบบนี้ไง">”
ชานนท์ไม่ได้ตอบโต้อะไรปกรณ์อีก และเขายังเอื้อมมือไปหยิบหนังสือตำนานแวมไพร์ขึ้นมาเปิดอ่านในใจทีละหน้าอย่างตั้งใจโดยไม่สนใจปกรณ์อีกเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งเมื่อปกรณ์เห็นว่าชานนท์ดูจะหมกมุ่นเื่แวมไพร์มากเกินไป ปกรณ์จึงแกล้งชวนชานนท์คุยเพื่อดึงความสนใจของชานนท์ออกจากตำราแวมไพร์ที่ปกรณ์คิดว่า...มันช่างไร้สาระสิ้นดี
“แล้วหนังสือเล่มนี้นายไปเอามาจากไหนเหรอ? แล้วทำไมฉันไม่เคยเห็นนายอ่านมาก่อนเลยล่ะ? "
"เล่มนี้เหรอ? "
ชานนท์ชูหนังสือในมือขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้วถามปกรณ์อีกครั้ง และปกรณ์ก็พยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบ จากนั้นชานนท์ก็เล่าให้ปกรณ์ฟังอย่างละเอียดว่า
“พอดีบังเอิญเจอตอนที่ไปค้นหางานวิจัยเมื่อวันก่อนน่ะ ก็เลยหยิบติดมือมา แต่ที่จริงก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก เพราะไม่ค่อยชอบหน้าปกมันสักเท่าไหร่"
"ก็นั่นล่ะเขาเรียกว่าสนใจ ทำไมต้องพูดอ้อมค้อมด้วยล่ะ ชอบก็บอกชอบสิ ใครจะว่าอะไรล่ะ"
ปกรณ์พูดเหน็บชานนท์ออกไปเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเหลือบมองดูปกหนังสือที่ชานนท์ถืออยู่อย่างสนใจ ซึ่งนั่นก็สร้างรอยยิ้มให้กับชานนท์ไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนที่ชานนท์จะพูดเหน็บปกรณ์กลับมาเบา ๆ
"แต่จากที่เราอ่านให้นายฟังเมื่อกี้ก็...ดูเหมือนนายก็สนใจไม่น้อยเลยนะ"
"มันก็น่าสนใจนะ แต่ฉันว่ามันน่ากลัวเกินไป"
ปกรณ์พูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาคางพลางใช้ความคิดเกี่ยวกับเื่น่ากลัวนี้ไปต่าง ๆ นานา และทันใดนั้นชานนท์ก็ถือหนังสือแวมไพร์เดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ ปกรณ์จนหัวไหล่ชนกัน ก่อนที่เขาจะพูดเสียงยานคางออกมาเพื่อกวนปกรณ์
"แล้วนายจะไปกลัวทำไมล่ะ? ในเมื่อประวัติหน้าแรกเขาก็เขียนบอกไว้แล้วว่า...เหมันต์เป็แวมไพร์นิสัยดี นายไม่ได้ฟังที่เราอ่านเหรอ? เหอะ เหอะ เหอะ"
ปกรณ์ขยับตัวออกห่างจากเพื่อนจอมกวน ก่อนที่เขาจะเพ่งมองดูปกหนังสือในมือของชานนท์อีกครั้ง พร้อมกับชี้ไปที่ปกหนังสือในมือของชานนท์
"แต่ว่า...หนังสือเล่มนี้ที่นายกำลังอ่านอยู่นั่นน่ะ มันไม่มีที่มาที่ไป มันไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนนั่นก็แปลว่ามันเชื่อถือไม่ได้ เวลาอ่านหนังสือ นายหัดใช้สมองคิดตามหน่อยสิ อย่าดีแต่อ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว เฮ้อ...เื่แค่นี้ก็ต้องให้บอก"
ปกรณ์บ่นพึมพำออกมาอย่างยาวเหยียด จนชานนท์ถึงกับต้องก้มลงไปเปิดดูหนังสือหน้าสุดท้ายเพื่อไล่อ่านหารายละเอียดที่ปกรณ์อ้าง ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าปกรณ์นิ่ง
"เออ! ใช่ ๆ มันไม่มีอ้างอิงจริงด้วยว่ะ แล้วนายรู้ได้ไงว่าไม่มีอ่ะ? "
“ซิกเซ้นส์ไง”
“ว้าว...พระเ้าจ๊อดนายยอดมากปกรณ์”
"และฉันยังรู้สึกว่า...หนังสือของนายเล่มนี้...มีเนื้อหาบางส่วนในหน้าแรกขาดหายไป"
"ว้าว...คุณหมอกรณ์ นายยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย อ่ะ ว้าว...สมองของนายมันต้องดีขนาดไหนวะเนี่ย นายถึงสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ขนาดนี้เนี่ย"
ชานนท์ชมเพื่อเปราะ และยังยิ้มหวานตามสเต็ปของคนแอบปลื้มอีกด้วย และปกรณ์ยังรู้สึกเขินขึ้นมาเมื่อโดนเพื่อนชม จนเขาต้องสะบัดมือไล่เพื่อนกลับห้องไปและถอนหายใจเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
“เฮ้อ! ”
“ก็นายเก่งอ่ะ นายฉลาดปราดเปรี่ยง ฉันน่ะปลื้มนายที่สุดเลยอ่ะ”
ชานนท์ยังคงชมเพื่อนรักเปราะ พร้อมกับโปรยยิ้มหวานเพื่ออ่อยปกรณ์อย่างต่อเนื่อง จนปกรณ์ต้องเอ่ยปากไล่ชานนท์กลับห้องไปเพื่อดับฝัน
"อย่าพูดมากนักเลยน่า นายรีบกลับห้องนายได้แล้วไป ฉันง่วงแล้ว แล้วก็ปิดไฟให้ฉันด้วยนะ"
"ได้เลยคร้าบ...กรณ์? งั้นฉันกลับห้องแล้วนะ นายก็รีบนอนล่ะ...ฝันดีครับ"
ชานนท์โปรยยิ้มหวานบาดใจส่งให้กับปกรณ์ผู้ที่เป็ทั้งเพื่อนรักและผู้ที่กุมหัวใจของเขา ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปปิดไฟให้กับปกรณ์ และยังไม่ลืมที่จะบอกปกรณ์อีกครั้งว่า
"ฝันดีนะตัวเอง"
ชานนท์เดินยิ้มออกจากห้องของปกรณ์ แล้วเขาก็กลับห้องของตัวเองไปซึ่งห้องของเขาก็อยู่แค่ฝั่งตรงข้ามของห้องปกรณ์นี้เอง...
ห้องปกรณ์
หลังจากชานนท์ออกจากห้องไปแล้ว ปกรณ์ก็ยันตัวลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะบิดเอี้ยวตัวไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าตามร่างกาย จากนั้นเขาก็ลุกออกไปยืนรับอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำคืนอยู่ที่ริมระเบียงห้องของเขา
ปกรณ์เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สุกสกาวสดใส และเขาก็เพ่งมองไปยังดวงจันทร์ที่กำลังเปล่งแสงประกายดุจทองเหลืองอร่ามพาดผ่านลงมายังพื้นอย่างตั้งใจ
“ทำไมคืนนี้พระจันทร์ถึงดูสุกใสและสวยกว่าทุกคืนนะ”
ปกรณ์ยืนทอดสายตามองดูพระจันทร์สลับกับมองดูกลุ่มม่านเมฆที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ทว่าเมื่อปกรณ์เพ่งมองดูนาน ๆ กลับทำให้เขาสังเกตเห็นว่า...คืนนี้แสงจันทร์จะมีสีแดงหม่นหมองเล็กน้อย แต่มันก็มากพอที่จะให้คนมองนั้นขนลุกซู่ซ่าขึ้นมาได้ไม่ยาก
“ทำไมจู่ ๆ ถึงรู้สึกหนาวจัง”
ปกรณ์ถามตัวเองเบา ๆ ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาลูบตามแขนของตัวเอง เพื่อดับความกลัว... แต่ถึงมันจะน่ากลัวแค่ไหน ปกรณ์ก็ยังชอบมองพระจันทร์ค่ำคืนนี้อยู่ไม่น้อยเลย เพราะว่าสำหรับปกรณ์แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะน่ากลัว แต่มันก็น่าค้นหาและดูมีเสน่ห์มากอย่างประหลาด
ปกรณ์ยังคงเฝ้ามองดูพระจันทร์อยู่ที่ริมระเบียงห้องนอนของตัวเองต่อไปด้วยความหลงใหล จากนั้นเขาก็ทอดสายตาไล่มองตามแสงจันทร์ที่ทอประกายลงไปตามพื้นดินอย่างเพลิดเพลิน
และเมื่อเขามองตามแสงจันทร์ออกไปเรื่อย ๆ ด้วยความหลงใหล พลันสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับคน ๆ หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้านล่างทางฝั่งตรงข้ามกับระเบียงห้องของเขา
ซึ่งคน ๆ นั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ด้านล่างไม่ห่างไกลจากระเบียงห้องของเขามากนัก เพราะห้องของเขาเองอยู่ชั้นที่ 4 และถ้ามองจากชั้นที่สี่ลงไป เขาจะ สามารถมองเห็นรูปร่างของคน ๆ นั้นได้อย่างชัดเจนมากจนสามารถบอกได้เลยว่า...คน ๆ นี้คือผู้ชาย แต่เขาจะเห็นหน้าของคนลึกลับนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่
“ดึกดื่นป่านนี้แล้วเขามายืนทำอะไรตรงนี้นะ”
ปกรณ์ถามใจตัวเองออกมาเบา ๆ พร้อมกับพยายามจดจ้องมองไปที่ใบหน้าของชายคนนั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ลงไปถามดูเลยดีไหมนะ? เผื่อว่าเขาอาจจะ้าความช่วยเหลืออะไรจากเราก็ได้นะ? หรือว่า...บางทีเขาอาจจะไม่สบาย แล้ว้าหมอ ้ากูเหรอ? เออ...ก็กูเรียนหมอนี่หว่า ถ้าเขาไม่สบาย เขาก็ย่อม้ากูสิ”
ปกรณ์พูดกับตัวเอง ก่อนที่เขาจะมองลงไปด้านล่างเพื่อพินิจพิเคราะห์สถานการณ์อยู่พักใหญ่ แต่ชายคนนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเขายังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม
ปกรณ์ยืนจ้องมองชายคนดังกล่าวจนกระทั่งชายคนนั้นหันมามองสบตากับเขาเข้าอย่างจัง...
ตึ่ง!
“กูใหมดเลย เฮ้อ!”
ปกรณ์ยกมือขึ้นมาทาบหน้าอก ก่อนจะเผลอประสานสายตาของเขาไปยังชายหนุ่มลึกลับอยู่เนิ่นนานดั่งต้องมนต์ เพราะชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนนั้นมีดวงตาที่เป็ประกายสุกใสน่าหลงใหลมาก และด้วยความที่ปกรณ์เป็คนช่างสังเกต ก็ทำให้เขาสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มลักลึบคนนั้นไร้ซึ่งเงาเฉกเช่นมนุษย์อย่างเรา ๆ
“มนุษย์ไร้เงาเหรอ? มีด้วยเหรอวะ? เคยได้ยินแต่ไอ้นนท์มันบอกว่า...”
ปกรณ์ปรึกษากับตัวเองเบา ๆ ก่อนที่เขาจะหยุดคำพูดของเขาเอาไว้กลางคันเพราะความกลัว และในจังหวะนั้นแสงจันทร์ก็ทอแสงลงมาตกกระทบกับใบหน้าของชายหนุ่มเข้าพอดี จึงทำให้ปกรณ์สามารถมองเห็นเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มลึกลับที่ได้บ้าง ถึงแม้จะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอทำให้เขารู้ว่า...ชายหนุ่มลึกลับมีรูปจมูกที่โด่งเป็สันรับกับริมฝีปากเรียวได้รูปอย่างสมส่วน จนสามารถเรียกได้เลยว่า
“โห...คนอะไรจะหล่อเทพขนาดนี้วะเนี่ย...ปากนั่นก็...ดี จมูกนั่นก็...ดี ดวงตานั่นก็...ดี ผิวพรรณนั้นก็...ดี องค์ประกอบทุกสัดส่วนบนใบหน้านั้นก็...ดี ดีมากจนไม่มีที่ติเลยแม้แต่นิดเดียว”
ปกรณ์พร่ำเพ้อยกยอชายหนุ่มลึกลับอยู่บนระเบียงห้องของตัวเองอย่างลืมตัว แต่พลันเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า...ชายหนุ่มคนนี้ไร้เงา เขาจึงดึงสติของตัวเองออกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าหลงใหลนั้น ก่อนที่เขาจะพยายามเพ่งมองหาเงาของชายหนุ่มต่อไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ
“แปลกจัง...เขาไม่มีเงาจริง ๆ ด้วย”
ปกรณ์บ่นพรึมพรำ ก่อนจะดึงสายตาออกจากชายลึกลับ และหันกลับมาก้มลงมองสำรวจเงาของตัวเอง ซึ่งเขาก็พบว่าเขาเองมีรูปเงาตามปกติเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป
“คนปกติต้องมีเงา แล้วถ้าคนไม่มีเงาก็แปลว่าไม่ปกติเหรอ? แต่...เขาก็ดูปกติเหมือนเรานี่หว่า แล้วทำไมไม่มีเงาเหมือนเราวะ? หรือว่า...เขาจะไม่ใช่คน? แต่ถ้าไม่ใช่คน...แล้วเขาจะเป็อะไรได้...นอกจาก...แวมไพร์”
ปกรณ์พยายามเพ่งสายตามองกลับไปดูชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้งเพื่อค้นหาคำตอบที่เขาสงสัย แต่ถึงกระนั้นปกรณ์ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเงาสะท้อนจากร่างกายของเขาคนนั้นเลย ถึงแม้ว่าแสงจันทร์จะสว่างสดใสราวกลางวันก็ตาม
“แวมไพร์ไร้เงาคือเื่เหลวไหลทั้งเพ แวมไพร์ไม่มีอยู่จริงหรอก นนท์มันโกหก ไม่จริง เขาไม่ใช่แวมไพร์ เขาคือคนปกติเหมือนเรา แต่ที่เขาไม่มีเงา เพราะเราตาฝาดไปเองต่างหากล่ะ”
ถึงแม้ว่าปกรณ์จะบอกตัวเองว่าเขาตาฝาด แต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย และทันใดนั้นปกรณ์ก็ตัดสินใจฮึดอีกครั้ง ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มลึกลับที่ยืนนิ่งอยู่ด้านล่าง พร้อมกับประสานสายตากับเขาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ทว่า...ปกรณ์ก็ต้องยืนนิ่งดั่งต้องมนต์อีกครั้งเมื่อชายหนุ่มจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา ซึ่งสายตาของเขานั่นมั่นคงและคมกริบดั่งใบมีดก็ไม่ปาน สายตาคู่นั้นช่างน่าเกรงขามจนคนโดนจ้องยังต้องกะพริบตาถี่อยู่หลายครั้ง แต่ถึงแม้ว่าสายตาของชายหนุ่มจะน่าเกรงขามเพียงใด ปกรณ์ก็ไม่อาจละสายตาไปไหนได้เลย เพราะดวงตาคู่คมนั้นเต็มไปด้วยความงดงามและน่าค้นหาแฝงอยู่ภายใต้ความกลัวนั้น...
ซันด๊อก