หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    การเลือก

    วันต่อมาเป็นการทดสอบคัดเลือกรอบสุดท้ายลั่วอู่หลินในเวลานี้นั่งเอนกายอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆกับสนามประลองเฝ้ามองดูผู้ฝึกตนที่ตอนนี้กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องเมื่อวานไม่ขาดปาก

     

    มันทำให้ลั่วอู่หลินได้รู้ว่าอัจฉริยะอย่าง หลี่อิง เจียงเทียนหลง เสียวถง และเจียลี่ แท้จริงแล้วเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหยางแห่งนี้ ส่วนหยางเหมยกุ้ยนั้นถือเป็นธิดาของเจ้าเมือง ทั้งนางยังเป็นคู่หมั้นของชายหนุ่มรูปงามหลี่อิงอีกด้วย

     

    "หุหุ เป็นอะไรไปน้องชาย เศร้าใจที่หญิงงามมีคู่หมั้นงั้นหรือ"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวหยอกล้อในทันทีเมื่อได้ยินเรื่องนี้

     

    ลั่วอู่หลินพลันส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ"ท่านอย่าพูดเหลวไหลน่า นางกับข้าไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อย อีกทั้งหญิงงามเช่นนางจะมีคู่หมั้นก็ไม่แปลกอะไร"

     

    เขากล่าวอย่างที่ใจคิด แน่นอนด้วยความงามของหยางเหมยกุ้ยนั้นมีมากเสียจนลั่วอู่หลินมองครั้งแรกยังต้องหลงไหล แม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็นคนดีอะไรแต่ก็ไม่เคยคิดจะเกี้ยวหญิงสาวที่มีคู่แล้วอย่างแน่นอน

     

    "หุหุ เอาเถอะ ทั้งสองคนนั้นบ่มเพาะธาตุไฟพวกเขาน่าจะเข้าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง พี่สาวบอกเลยนะว่าโชคชะตาเรื่องผู้หญิงของเจ้ามันดีเกินไปจริงๆ พยายามเข้าละหนุ่มน้อย"

     

    "เฮ่ พี่สาวกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ"

     

    ลั่วอู่หลินงุนงงกับสิ่งที่นางกล่าว กลับกันตัวของไฉ่เยว่เอ่อร์ก็หายกลับเข้าไปยังด้านในของทะเลแห่งจิตใจเสียดื้อๆไม่ได้อธิบายอะไรให้ลั่วอู่หลินฟัง

     

    ในเวลาเดียวกัน การคัดเลือกก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งแลดูเหมือนจะไม่ได้ง่ายดายกว่าเมื่อวานเสียแล้ว ผู้ติดตามของผู้ตรวจสอบตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงลอยอยู่เหนือสนามประลอง จากนั้นก็ประกาศรายชื่อของทุกคนที่ผ่านการวัดผลเมื่อวานให้ขึ้นไปบนเวทีประลอง ซึ่งทุกคนก็ทำตามก่อนที่เขาจะประกาศวิธีการทดสอบให้ได้ฟัง

     

    "ด้วยเหตุที่สัตว์อสูรในป่าลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนกฏกติกาเสียใหม่ คนที่ทนแรงกดดันของข้าได้ถึงหนึ่งก้านธูปจะถือว่าผ่านการทดสอบและสามารถที่จะเลือกเข้านิกายที่ต้องการได้เลย"เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนพากันหน้าซีดเผือด ชายเบื้องหน้ามีพลังอยู่ในระดับวีรชนแล้วพวกเขาจะไปทนแรงกดดันขนาดนั้นได้อย่างไร

     

    ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะออกปากโวยวายแรงกดดันอันมหาศาลก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายจนผู้ฝึกตนเกือบครึ่งถึงกับทรุดลงไปนั่งคุกเข่าในทันที บางคนที่มีพื้นฐานไม่มั่นคงก็ถึงนอนราบลงพื้นไป

     

    'ระดับแรงกดดันนี้น่าจะอยู่ที่จักรพรรดิขั้นที่สองยังไม่มีปัญหาอะไร'ลั่วอู่หลินยืนนิ่งพลันคิดในใจ ต่อให้จะผนึกพื้นฐานการฝึกตนเอาไว้แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานมัน

     

    ผ่านไปยังไม่ถึงสิบลมหายใจ คนส่วนใหญ่ก็พากันล้มพับ บางคนเร่งปราณออกมาต่อต้านแต่มันก็ช่างไร้ประโยชน์เมื่ออยุ่ต่อหน้าแรงกดดันที่มากกว่าอย่างท่วมท้น

     

    "หืมเด็กคนนั้นยังยืนนิ่งอยู่ได้?"ผู้ตรวจสอบหลินชิงหลวนแห่งตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่เพียงนางเท่านั้นแต่อีกสามตำหนักที่เหนือก็พากันไม่เชื่อในสายตา ตอนนี้ระดับของแรงกดดันมาถึงจักรพรรดิขั้นที่สี่แล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ได้เหมือนกับเหล่าอัจฉริยะอีกห้าคนทั้งที่ระดับเพียงกษัตริย์ขั้นที่ห้าแล้วจะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร

     

    'โอ้ ข้าต้องแสดงเสียหน่อยสินะ ต้องทำท่าทีให้ยากลำบากเข้าไว้'ชายหนุ่มคิดในใจ เขาค่อยแสร้งค่อยๆทำสีหน้าไม่ค่อยผู้ดีกำหมัดแน่นพร้อมกระตุ้นพลังความร้อนของแสงเพื่อทำให้เหงื่อค่อยๆไหลโทรมกายและค่อยๆนั่งคุกเข่าลงราวกับจะทันไม่ไหว อีกทั้งยังไม่วายกัดปากตนเองให้เลือดไหลเพื่อให้ดูสมจริง

     

    'เห้อๆการแสดงของเจ้าเด็กนี่นับวันยิ่งน่ากลัว'ไฉ่เยว่เอ่อร์อดบ่นออกมาไม่ได้

     

    เวลาผ่านไปสองเค่อ(สามสิบนาที)ลั่วอู่หลินก็ค่อยๆกำหมัดของตัวเองแน่นจนเลือดออกพร้อมกับทำหน้าที่สุดแสนจะทรมานออกมา ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเองเหล่าอัจฉริยะก็พากันทรุดลงเหงื่อไหลเต็มใบหน้าเช่นเดียวกันเพราะแรงกดดันตอนนี้มาถึงระดับจักรพรรดิขั้นที่ห้าและยังมีแววจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

     

    "ข้าจะไม่มายอมแพ้ตรงนี้"

     

    "บูม!!"

     

    เหล่าอัจฉริยะพากันปลดปล่อยพลังปราณออกมา ลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยนั้นแน่นอนว่าเป็นปราณเพลิง เจียงเทียนหลงระเบิดปราณปฐพีออกมา เสียวถงเป็นปราณธาตุสายฟ้าที่น่ายำแกร่ง และสุดท้ายคือเจี่ยลี่ที่ปราณของนางนั้นคล้ายครึงกับลู่ฟางหนิงภรรยาของลั่วอู่หลินเมื่อก่อนนั่นคือปราณบุปผา

     

    ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเหล่าอัจฉริยะปลดปล่อยปราณออกมาแล้วเพื่อความแนบเนียนเขาก็ทำเช่นเดียวกัน แสงสีทองเปร่งประกายออกจากร่างและกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับระฆังสีทองจางๆออกมาครอบกายลั่วอู่หลินเอาไว้ ใช่! มันคือทักษะระฆังทองคุ้มกายที่เขาพึ่งจะศึกษามาและด้วยความที่ยังไม่ชำนาญแสงมันจึงออกจะจางไปเสียหน่อยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

     

    "ปราณแสง!!"ผู้ตรวจสอบทั้งสี่ตำหนักลุกพรวดขึ้น ต้องบอกก่อนว่าปราณธาตุแสงนั้นลักษณะพิเศษของมันคือเยี่ยวยาและเสริมกำลังไม่ว่าจะให้ตนเองหรือมิตรสหายซึ่งมันเป็นประโยชน์อย่างมาก คนที่ได้ถือครองปราณนี้หากแข็งแกร่งพอจะถูกขนานนามว่านักบุญซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สูงพอสมควรสำหรับเผ่าพันธ์มนุษย์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาเห็นแล้วจะตกใจ

     

    ในเวลานี้เหล่าผู้คนพากันมองมายังลั่วอู่หลินไม่เว้นแม้แต่เหล่าอัจฉริยะที่กำลังยากลำบากกับการต้านแรงกดดันเองก็ตาม แม้แต่ผู้ตรวจสอบยังลุกขึ้นพรวดพลาดจะไม่ให้พวกเขาหันไปมองได้อย่างไร

     

    "วาบ"

     

    เมื่อเวลาแห่งการทดสอบสิ้นสุดลง ตอนนี้จากผู้ฝึกตนพันคนเหลือเพียงไม่ถึงห้าร้อยคนเท่านั้น และทุกคนต่างอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนักหากให้พักผ่อนพวกเขาสามารถหลับได้ภายในไม่ถึงสามลมหายใจ

     

    ผู้ตรวจการเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็พลันดึงหยกบางอย่างออกจากแหวนมิติ ก่อนที่จะกระจายมันด้วยพลังปราณออกไปให้กับคนเกือบหน้าร้อยคนที่ผ่านการทดสอบอย่างแม่นยำ

     

    "หยกที่พวกเจ้าได้ไปนั้นให้ใช้ปราณชื่อตนเองลงไป เมื่อข้าเรียกอีกครั้งให้พวกเจ้ามารวมกลุ่มกันตามทิศต่างๆตามตำหนักที่เจ้าเลือก ทิศเหนือคือตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง ทิศใต้คือตำหนักวายุอัสนี ทิศตะวักตกคือตำหนักดวงดาว และสุดท้ายคือทิศตะวันออกตำหนักอสูร ตอนนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้"เมื่กล่าวจบทุกคนก็เขียนชื่อของตัวเองเอาไว้ในหยกทันทีเพื่อป้องกันการแย่งชิงและสูญหาย ก่อนที่จะพากันออกไปพักบริเวณโดยรอบ

     

    ซึ่งตัวของลั่วอู่หลินเองก็ไปนั่งลงยังกิ่งไม้เดิมที่เขาเคยอยู่พร้อมยังแสร้งบาดเจ็บเหลือคณานับ หากไม่บอกว่าเป็นการแสดงคงไม่มีใครสามารถเดาออกได้ว่าชายคนนี้แค่แสร้งทำ

     

    หลังจากผ่านมาสักพักชายคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นใจกลางสนามประลองอีกครั้งและเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกันในทันที ในเวลานี้แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เลือกตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง ตำหนักวายุอัสนี ตำหนักอสูร และตำหนักดวงดาว ตามลำดับแต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ตำหนักหนึ่งจะอยู่ประมาณหนึ่งร้อยกว่าคน

     

    ส่วนเหล่าอัจฉริยะนั้นก็เป็นไปตามคาดหลี่อิงและหยางเหมยกุ้ยมาอยู่ในกลุ่มของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง เจียงเทียนหลงอยู่ตำหนักอสูร เสี่ยวถงอยู่ตำหนักวายุอัสนี และสุดท้ายคือเจี่ยลี่นางไปอยู่ที่ตำหนักดวงดาว

     

    และเป็นที่แน่นอน ลั่วอู่หลินก็เดินไปยังที่กลุ่มของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นว่าสองอัจฉริยะกับเด็กประหลาดหนึ่งคนมาอยู่ตำหนักของตนเองผู้ตรวจสอบอย่างหลินชิงหลวนอดไม่ได้ที่จะยิ้มแก้มปริอย่างพึงพอใจ การได้ศิษย์ที่ยอดเยี่ยมกลับนิกายเช่นนี้การมาของนางนับว่าได้กำไรอย่างแท้จริง

     

    เหล่าผู้ตรวจสอบเมื่อบรรลุเข้าหมายแล้วพวกเขาก็ไม่รอช้า พวกเขาลอยขึ้นไปบนท้องนภาก่อนที่จะเรียกพาหนะออกมาจากแหวนของตนที่ใส่เอาไว้ เพียงชั่วพริบตาเรือเหาะขนาดใหญ่สี่ลำปรากฏขึ้น มาที่ใจกลางเมือง

     

    ลั่วอู่หลินเห็นแล้ววก็พลันดวงตาเป็นประกายเรือลำนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรือเหาะของราชวงศ์ลั่วเสียอีก ทั้งยังดูเหมือนจะวิเศษกว่า

     

    "แยกย้ายกันขึ้นไปเรือซะ เมื่อขึ้นกันครบแล้วพวกเราจะไปในทันที"กล่าวจบเหล่าผู้ตรวจสอบและผู้ติดตามก็ลอยขึ้นเรือเหาะไป ซึ่งเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างก็พากันตามขึ้นไปเช่นกันจะมีเพียงอัจฉริยะทั้งห้าเท่านั้นที่ไปร่ำลาตระกูลครู่ใหญ่และตามขึ้นไป

     

    ส่วนลั่วอู่หลินน่ะหรือด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาขึ้นไปเป็นคนแรกๆด้วยซ้ำ ในตอนนี้กำลังเดินไปมาไปทั่วเรือเพื่อจะดูว่ามันมีอะไรที่แปลกใหม่บ้าง ซึ่งมันก็ทำให้เขาต้องผิดหวังเพราะนอกจากรูปร่างที่ใหญ่โตแล้วนั้นเรือลำนี้กลับไม่ได้มีเเปลกใหม่พิศดารแม้แต่นิดเดียว

     

    "วาบ"

     

    "ฟู่"

     

    เมื่อศิษย์ทุกคนขึ้นมายังบนเรือแล้ว ม่านพลังที่ใช้ต้านแรงลมก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเรือเหาะที่พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วประดุจเส้นเเสงเส้นหนึ่งก็ไม่ปาน

     

    ด้านในเรือเหล่าศิษย์ทุกคนพากันนั่งฟื้นฟูพลังกันอย่างบ้าคลั่ง การรับแรงกดดันเมื่อครู่ทำให้พวกเขาแทบจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อต้านทานมันจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องฟื้นฟูพลังให้กลับคืนมาโดยเร็ว แน่นอนว่าลั่วอู่หลินก็ต้องแสร้งฟื้นฟูพลังเช่นเดียวกันเพื่อไม่ให้แตกต่างจากคนอื่น

     

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน