“นายว่ายังไงนะ” ซูเหยียนถามเสียงเข้มไม่มั่นใจว่าเมื่อครู่ได้ยินว่าอะไร
“ผมกับซือเย่เราเคยแต่งงานกันมาแล้วครับ”เื่ราวในอดีตก่อนที่ทั้งคู่จะได้โอกาสกลับมาถูกเล่าออกไป
“ผมขอโทษครับที่ดูแลซือเย่ไม่ได้”ฉิงิลงไปคุกเข่าก่อนจะคำนับซูเหยียน ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ
“ลุกขึ้นเถอะเื่ที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าให้โอกาสครั้งที่สองที่ได้มาต้องมาทนทุกข์กับมันเลย”
ซูเหยียนยอมรับว่าสิ่งที่ได้ฟังจากปากของฉิงินั้นเหลือเชื่อแต่ก็มีอะไรบางอย่างบอกว่านี่คือเื่จริง ทั้งท่าทีของซือเย่ต่อฉิงิก็ราวกับอยู่ด้วยกันมานานนั่นด้วยทำไมแค่นี้จะมองไม่ออกไม่งั้นคงไม่พูดเื่แต่งงานออกไปเพื่อหยั่งเชิงทั้งคู่หรอก ใช่ว่าตนไม่เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยพลาดจนทำให้ลูกสาวคนเดียวของตนต้องไปเจออะไรที่โหดร้ายแต่เมื่อตรงหน้าตอนนี้ยังมีซือเย่อยู่นั่นนับได้ว่าพระเ้าให้โอกาสแล้ว
“เื่ตระกูลเกาไม่ต้องห่วง แล้วเื่ที่จะออกจากตระกูลน่ะ มีแผนว่ายังไงลองเล่าให้ฟังได้มั้ย”
“ผมคิดว่าแค่การปฏิเสธเื่หมั้นกับตระกูลชิงคุณพ่อก็คงใช้เหตผลนั้นกดดันให้ผมออกจากตำแหน่งได้แล้วผมไม่อยากกลับไปที่นั่นครับ ยังไงท่านก็คงดีใจจะได้ผลักชีเซินขึ้นได้เลย”
“จากที่นายเล่ามาชีเซินไม่ได้เรียนบริหารมาไม่ใช่เหรอ” ซูเหยียนถาม
“ครับ แต่คุณพ่อคงโน้มน้าวผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆได้ไม่ยากยังไงชีเซินก็ออกงานสังคมบ่อยอยู่แล้ว”ใช่ั้แ่เรียนจบมาฉิงิไม่เคยได้ออกงานร่วมกับผู้เป็พ่อเลยซักครั้ง ได้แต่ทำงานในบริษัทหรือติดตามไปคุยงานบ้างเท่านั้นต่างจากชีเซินที่ผู้เป็พ่อพาออกงานร่วมกับน้ารั่วซีไม่ว่าจะงานการกุศลหรืองานเจรจาธุรกิจใดกลับไม่มีใครเคยเห็นเกาฉิงิบุตรชายคนโตแม้แต่ครั้งเดียวจนมีข่าวลือว่า บุตรชายคนโตของตระกูลเกานั้นเป็ผู้ชายที่ไม่ได้เื่เกาเทียนฉีเลยไม่กล้าพาออกงานซึ่งตรงข้ามกับความเป็จริง
“รู้จักบริษัททีฟามั้ย”
“บริษัทที่เป็เ้าของห้างสรรพสินค้าทีที่กำลังมีข่าวขาดทุนเตรียมขายกิจการเหรอครับ”
“อืม ใช่ คิดว่าทำให้กลับมาไหวมั้ย”ซูเหยียนมองว่าที่ลูกเขย
“หมายถึงให้บริหารเหรอครับ” ฉิงิใ แม้จะมีข่าวเื่ขาดทุนออกมาแต่ห้างสรรพสินค้าทีที่อยู่มานานถึงจะบอกว่าขาดทุนแต่บริษัทระดับทีฟามีหรือจะยอมให้สถานการณ์แบบนี้อยู่นาน
“ใช่ ทำยังไงก็ได้ให้กลับมามีกำไรและแซงหน้าห้างสรรพสินค้าจี” ฉิงิขนลุกวูบ ห้างจีคือห้างสรรพสินค้าของตระกูลเกา
“ผมจะทำให้ได้ครับ” ฉิงิไม่ได้แค่รับปากแต่ตั้งใจและจะทำให้ได้!
“ดี เดี๋ยวให้ซือเย่เรียกนายทะเบียนมาจดทะเบียนกับซือเย่เลยแล้วเปลี่ยนชื่อเป็ หลิวฉิงิซะเสร็จแล้วก็กลับไปเคลียที่ตระกูลให้เรียบร้อยจะออกมาหรือจะยังไงทำให้เด็ดขาด แล้วก็เตรียมตัวเข้าไปที่บริษัททีฟาร์เดี๋ยวฉันบอกทางนั้นไว้ไป ไปกินข้าวกันได้แล้ว ป่านนี้ซือเย่ชะเง้อหาแย่”ซูเหยียนเอ่ยแล้วเดินมาตบที่บ่าก่อนจะเดินนำไปยังห้องอาหาร
ฉิงิไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับความอบอุ่นและใจดีของหลิวซูเหยียนคิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง จากที่กังวลว่าสุดท้ายจะโดนไล่ให้เลิกกับซือเย่เพื่อความปลอดภัยกลับกลายเป็ว่าซูเหยียนยอมรับการตัดสินใจและพร้อมที่จะส่งเสริมให้ตัวเค้าเองได้ยืนด้วยตัวเองโอกาสที่แม้แต่พ่อแท้ ๆ ยังไม่เคยยื่นมาให้ แถมยังมองด้วยสายตาที่เอื้ออาทร พอแล้วจริงๆ ทำไมนะ ทำไมต้องไล่ไขว่คว้าอยากได้ความรักจากคนแบบนั้นกัน เกาเทียนฉี หวังว่าครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันมันจะยังพอหลงเหลือความสัมพันธ์ในฐานะพ่อกับลูกบ้างแม้สักนิดก็ยังดี
“ลูกรักฉิงิใช่มั้ย” อี๋เหวินถามพลางคนซุปในหม้อส่วนคนครัวที่ได้ยินคำถามก็ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
“รักค่ะแม่ พี่ิคือชีวิตของหนูเลย”เธอไม่รู้หรอกว่าความรักเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่ หรือ เพราะอะไรรู้ตัวอีกทีการที่ได้เห็นฉิงิและได้ทำอาหารให้ ได้ปรึกษากันเวลามีปัญหาได้คอยดูแลกันเวลาไม่สบาย เธอรู้สึกเหมือนเธอได้อยู่ในที่ปลอดภัยของตัวเอง
“แม่ดีใจนะที่ทันได้เห็นเราเป็ฝั่งเป็ฝาแม่จะได้สบายใจว่ามีคนมาดูแลลูกแทนแม่แล้ว”ซือเย่เดินเข้าไปกอดแม่จากทางด้านหลังสะท้านในใจว่าโอกาสครั้งนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองตกเป็เบี้ยล่างของใครอีกแล้ว
“อะแฮ่ม สองแม่ลูกคู่นี้มัวแต่กอดกัน ถึงว่าอาหารเย็นเลยยังไม่เสร็จสักที” ซูเหยียนเดินเข้ามาแซวภรรยาและลูกสาวตัวเอง
“เสร็จแล้วล่ะค่ะคุณ มัวแต่คุยกันเลยยังไม่ได้ตักใส่ถ้วย เด็กๆ” อี๋เหวินผละออกจากเตาก่อนจะเรียกให้คนครัวมาจัดการซุปใส่จาน
“เดี๋ยวฉันกับลูกขอล้างมือแล้วจะตามไปค่ะ คุณพาฉิงิไปรอได้เลย” ซูเหยียนพยักหน้าแล้วเดินออกไป
มื้ออาหารเย็นวันนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็กันเอง และร่าเริง
ฉิงิที่เพิ่งเคยพบพ่อตาแม่ยายก็ยังสนุกสนานและเป็กันเองมากขึ้น
“พ่อคะซือเย่พาพี่ิไปนอนด้วยนะคะ” ซือเย่เอ่ยขอ
“ได้สิ พรุ่งนี้พ่อกับแม่มีไปงานเลี้ยงน่าจะกลับดึกหน่อยเราสองคนทานข้าวเย็นไปเลยไม่ต้องรอนะ”
“ได้ค่ะพ่อ ยังไงหนูขอตัวก่อนนะคะ รักพ่อกับแม่ค่ะ”ซือเย่เดินเข้าไปกอดและหอมแก้มพ่อกับแม่ก่อนจะคว้าแขนฉิงิเดินออกมา
“จะพาพี่ไปไหม หืม” ฉิงิที่อยู่ ๆก็โดนดึงออกมาถามขึ้นแต่ก็ยังอมยิ้มกับท่าทางที่เด็กลงของภรรยา
“พาพี่ิไปดูบ้านน้อง!” ซือเย่ตอบแต่ฉิงิกลับงงมากกว่าเดิม
“คุณหนู รถพร้อมแล้วครับ”การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทันทีที่ซือเย่เดินออกมา
“ไปกันค่ะ”ซือเย่ลากฉิงิให้ขึ้นไปบนรถกอล์ฟขนาดเล็กก่อนจะเดินขึ้นมาแล้วขับออกไปจากบริเวณหน้าคฤหาสน์อย่างอารมณ์ดี
ซือเย่ขับออกมาตามทางก่อนจะเลี้ยวเข้าไปทางแยกด้านหนึ่งที่ตอนแรกนั่งรถผ่านมาไม่ได้สังเกตผ่านอุโมงค์ต้นไม้สองข้างทางที่ดูแล้วร่มรื่นและสวยงามราวกับหลุดมาอีกโลกไม่นานก็เจอเข้ากับรั้วสีขาวสวยพร้อมกับป้อมยามอีก 1 จุด
“ยินดีต้อนรับกลับครับคุณหนู”ยามหน้าประตูเอ่ยทักทายเมื่อซือเย่ขับรถผ่านภายในเป็คฤหาสน์ขนาดเล็กกว่าหลังที่ทั้งคู่เพิ่งจากมาแต่ก็ยังใหญ่กว่าบ้านคนรวยทั่ว ๆ ไป
“ยินดีต้อนรับนะคะ นี่บ้านของซือเย่เอง”เ้าตัวยิ้มให้ก่อนจะดึงให้ฉิงิเดินตามลงมา
“คุณหนู” พ่อบ้านหนุ่มที่อายุไม่น่าต่างจากซือเย่และฉิงิในชุดสูทเรียบร้อยเดินเข้ามารับทันที
“พี่ฉี นี่พี่ฉิงิค่ะ แฟนซือเย่เอง”ซือเย่แนะนำฉิงิให้กับพ่อบ้านส่วนตัว
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฉิงิ กระผมพ่อบ้านฉีเป็พ่อบ้านส่วนตัวของคุณหนูครับ”พ่อบ้านฉียิ้มให้อย่างเป็มิตรและยินดีที่คุณหนูอันเป็ที่รักของเค้าได้มีครอบครัวเป็ของตัวเองดูแล้วคงรักกันไม่น้อยเพราะั้แ่เข้ามาคุณหนูมีแต่รอยยิ้ม
ซือเย่แนะนำฉิงิให้กับการ์ดและแม่บ้านทุกคนในคฤหาสน์ก่อนที่จะพาเ้าตัวขึ้นมาบนห้องนอนคฤหาสน์หลังนี้มีเพียงสองชั้นครึ่งโดยบริเวณชั้นสองจะเป็ห้องนอนของซือเย่ที่กินบริเวณไปครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งถูกแบ่งเป็ห้องรับรองแขกขนาดกลางสำหรับเพื่อน ๆ ที่มาพัก 2 ห้องกับห้องหนังสือที่ซือเย่มักเข้าไปนั่งทำงานโดยตรงกลางของชั้นจะมีบันไดที่วนขึ้นไปยังดาดฟ้าที่มีห้องรับรองขนาดใหญ่พร้อมทั้งสระว่ายน้ำกึ่งในร่มที่สามารถจัดงานเลี้ยงขนาดหลายสิบคนได้สบายๆ
“พี่ิมีอะไรขาดเหลือบอกพี่ฉีได้เลยนะคะ พี่ฉีเป็ลูกชายลุงหลิวถ้าจำไม่ผิดน่าจะโตกว่าพี่ิไม่กี่ปี”ซือเย่เดินเข้ามาในห้องนั่งลงบนเตียงขนาดใหญ่พิเศษที่สั่งทำก่อนที่ฉิงิจะเดินตามมานั่งข้างๆ
“พี่กลัวว่าจะฝันไปเลย ที่ได้กลับมาอยู่ตรงนี้กับเรา”ฉิงิเอื้อมมือมากอดซือเย่แน่น
“พี่ิน้องก็กลัว แต่มาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่ฝันแล้วล่ะค่ะ”
ครืดด
ยังไม่ทันที่จะได้คุยอะไรกันต่อโทรศัพท์มือถือของฉิงิก็สั่นขึ้นมาซะก่อน
“ฮัลโหล”
‘บอสครับ ตอนนี้บอสอยู่ไหน เกิดเื่แล้วครับ’เสียงของเหวินเปาเลขาของฉิงิดังลอดมาอย่างร้อนรน
“ใจเย็น ๆ เกิดอะไรขึ้นไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วหรอว่าวันนี้กับพรุ่งนี้ไม่เข้าบริษัท”
‘วันนี้คุณชายเซินมาที่บริษัทเพื่อเบิกเงินค่าจัดเลี้ยงต้อนรับคู่ค้าจากต่างประเทศครับ’
“ก็บอกไปสิว่าเดี๋ยววันมะรืนจะเข้าไปเซ็นให้”ฉิงิตอบอย่างเหนื่อยใจ
‘ไม่ทันครับ คือเป็กลุ่มที่มาถึงวันนี้เื่เลยไปถึงท่านประธานท่านโกรธมากจึงมีคำสั่งพักงานบอสลงมาทันทีครับ’เหวินเปาตอบกลับเสียงเบาราวกับรู้ว่าประโยคนี้จะทำร้ายใจคนฟัง
“อ่า ไม่มีเอกสารเร่งด่วนค้างไว้แล้วใช่มั้ยล่ะ งั้นก็ไม่เป็ไร”
‘บอสโอเคนะครับ ตอนนี้บอสอยู่ไหนให้ผมไปหามั้ย’
“โอเคดี ไม่เป็ไร อยู่นอกเมืองน่ะเดี๋ยวไว้พรุ่งนี้จะโทรหาอีกทีแล้วกันแค่นี้ก่อนนะ”ไม่รอให้ปลายสายตอบรับฉิงิก็กดวางแล้วโยนมือถือไปทิ้งไว้บนโซฟาปลายเตียง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ เรากลับไปคืนนี้เลยมั้ย”ซือเย่ถามอย่างเป็ห่วง
“ชีเซินมาเบิกเงินค่าจัดเลี้ยงแต่ผมไม่เข้าบริษัทเบิกไม่ได้ตอนนี้คุณพ่อเลยสั่งพักงานผม”
“แค่เบิกเงินไม่ได้ทำไมถึงต้องพักงานล่ะ”
“เหมือนจะเป็งานเลี้ยงตัวแทนบริษัทคู่ค้าที่บินมาจากต่างประเทศเค้ามาถึงวันนี้น่ะ”
“แล้วทำไมเพิ่งมาเบิกวันนี้ล่ะคะปกติงบพวกนี้ต้องเบิกล่วงหน้าหรือไม่ก็ต้องสำรองออกไปก่อนแล้วค่อยมาเบิกย้อนหลังนี่”ตระกูลเกาก็เป้นบริษัทขนาดใหญ่เื่แบบนี้ไม่ควรพลาดสิ
“ใช่ แต่ชีเซินไม่เคยทำแบบนั้นน่ะสิ ปกติมีอะไรก็มาหาพี่เลยไม่ยอมทำเอกสารไม่ผ่านขั้นตอนปกติเพราะได้เร็วกว่า ครั้งนี้พอพี่ไม่อยู่ก็เลยเป็เื่”
“ไม่เป็ไรนะพี่ิ” แย่มากแล้วต้องทำเื่แบบนี้บ่อยขนาดไหนกันดีแล้วที่พี่ิเลือกที่จะตัดแล้วก้าวออกมา
“พี่โอเค ก็ดีเหมือนกันจะได้หาทางเฟดตัวเองออกมาง่าย ๆ” ใช่ตอนแรกเขาก็กังวลว่าจะทำยังไงถึงจะเอาตัวเองออกมาจากงานของบริษัทได้ดูเหมือนพระเ้าคงไม่ทอดทิ้งเสียทีเดียว
ต่อให้อยู่เซ็นเบิกให้แล้วยังไงสุดท้ายชีเซินก็เอาความดีความชอบทั้งหมดไปอยู่ดีทั้งที่คนติดต่อและคุยรายละเอียดเบื้องต้นคือตัวเค้าเองคิดแล้วก็ได้แต่หัวเราะให้กับความโง่และไม่ทันคนของตัวเองในอดีตที่โดนหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซือเย่และฉิงิเข้าไปอาบน้ำเสร็จกำลังจะเตรียมเข้านอนโทรศัพท์ของฉิงิก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮัลโหล”
‘เฮ้ นายหายไปไหนน่ะ ทำไมปล่อยให้น้องชายนายมาเอาหน้าแบบนี้แถมไม่รู้เื่งานอะไรสักนิด ถ้าฉันไม่มาเองบริษัทนายชวดแน่แถมจะโดนขึ้นบัญชีดำกับบริษัทคู่ค้าอีก’
“มีเื่นิดหน่อยน่ะ อีกอย่างฉันไม่เห็นรู้เื่เลยว่านายจะมาวันนี้” น้ำเสียงแปลกใจของฉิงิทำเอาปลายสายงง
‘ได้ไง ก็เลขาฉันเป็คนติดต่อกับเลขานายเนี่ย’
“เลขา? ชื่ออะไร”
‘ก็ที่ชื่อโจชัวไง’
“เลขาฉันชื่อเหวินเปา..”เมื่อพูดจบฉิงิก็เดาเื่ราวออกทันที โจชัวคนสนิทของชีเซิน
‘เวรแล้วนี่ฉันติดต่อกับใครไปเนี่ย เออ เื่นั้นช่างมันก่อนแต่น้องชายนายพูดไม่รู้เื่เลย พอเข้าเื่งานก็พูดวกไปวนมาอะไรก็ไม่รู้นี่หุ้นส่วนฉันเองก็ไม่พอใจแล้ว จะให้ฉันทำยังไง’
“เอาที่นายเห็นสมควรเลย อีกเดี๋ยวฉันคงลาออกแล้วล่ะ”ฉิงิหันมายิ้มให้ซือเย่ที่มองมาอย่างเป็ห่วง
‘เกิดอะไรขึ้น นายอยู่ไหน’
“ไม่ได้อยู่ในเมือง นายจะอยู่กี่วันเดี๋ยวนัดเจอกันสักวันก็ได้”
‘เอางี้ เดี๋ยวจะมีไปคุยกับบริษัทลูกต่อ ไว้่เย็นของสักวันมาเจอกันหน่อย’
“ได้ เดี๋ยวนัดกันอีกทีว่ายังไง” บอกลากันอีกสองสามประโยคก็กดวางสาย