บทกวีผลาญฟ้า

    บทที่ 1 ตอนที่ 31 : อสูรพยัคฆ์ขาว

    ตอนที่ 31 อสูรพยัคฆ์ขาว


     

    “อาจารย์!” หยุนเสวี่ยเฟิงร้องเรียก ทว่าในตอนนี้อสูรพยัคฆ์ขาวมิได้หยุดอยู่กับที่ เมื่อมันจัดการเป้าหมายสองในสามได้ จึงเหลือเพียงชายหนุ่มที่หลบอุ้งเท้าได้อย่างหวุดหวิด


     

    โฮก!


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามลั่นพร้อมกับวาดอุ้งเท้าอีกข้างเข้าโจมตีชายหนุ่ม แต่หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ตั้งสติทันการ ก็ได้หลบฉากออกไปอย่างทันท่วงที


     

    เพล้ง!


     

    ครั้งนี้อุ้งเท้าขนาดใหญ่กลับกลายเป็นพลังธาตุน้ำ เศษน้ำแข็งแตกกระจายเป็นลิ่ม เมื่ออุ้งเท้านั้นกระทบเข้ากับก้อนหินที่อยู่ด้านข้าง


     

    “เหตุใดเจ้าจึงโจมตี?!” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถาม อสูรพยัคฆ์ขาวตนนี้มีระดับพลังวิญญาณที่ห้าสิบ จึงไม่ต้องคาดเดาว่ามันจะมีสัมปชัญญะหรือไม่!


     

    โฮก!


     

    พยัคฆ์ขาวไม่สนใจอันอัน มันอ้าคมเขี้ยวยาวและกว้างเข้าหาชายหนุ่มตัวจ้อยร่อย แต่ในขณะที่คมเขี้ยวจะเข้าถึงชายหนุ่มนั้น คลื่นกระแสสายฟ้าสีแดงกลับปะทุออกจากร่างหยุนเสวี่ยเฟิง


     

    “ภูติสายฟ้า!”


     

    แซ่..


     

    คลื่นกระแสสายฟ้าระเบิดแผ่ออกมาเป็นวงกว้างกว่าสองเมตร เจ้าพยัคฆ์ขาวกลับรั้งคมเขี้ยวออกมาได้ทันท่วงที


     

    “ย๊าก!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงไม่สนใจที่จะกล่าวถามอันใดอีกแล้ว พัดกระบี่หยุนเฟิงถูกเรียกออกมาพร้อมทั้งแผ่กระแสพลังออกมาเป็นคมกระบี่ยาวกว่าสองศอก ‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’


     

    เคร้ง เคร้ง!


     

    คมกระบี่ถูกตวัดซัดออก ท่วงท่าเพลงกระบี่ดับตะวันทวีความรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่อสูรพยัคฆ์ขาวกลับต้านรับอย่างง่ายดายด้วยกรงเล็บอันแหลมคมของมัน!


     

    “เจ้าหน้าสาว เราสู้มันไม่ได้!” ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงใช้กระบวนท่าเพลงกระอยู่นั้น เซียวเฉิงเฟยเมื่อตั้งหลักได้มันก็เรียกดาบใหญ่ของมันออกมาทันที


     

    “ย๊าก!”


     

    เซียวเฉิงเฟยกู่ร้องลั่น มันดีดตัวทะยานวาดคมดาบใบใหญ่เข้าสมทบหยุนเสวี่ยเฟิง


     

    เคร้ง!


     

    เสียงดังอึกกระทึกพร้อมกับประกายไฟวาบขึ้น อสูรพยัคฆ์ขาวกลับใช้คมเขี้ยวของมันรับการโจมตีของดาบใหญ่ไว้ได้!


     

    หนุ่มหน้าแก่กว่าวัยแม้จะเตือนหยุนเสวี่ยเฟิง แต่มันก็รู้ดี การหนีมิใช่ว่าจะหนีได้ง่ายๆ การที่มันเข้าร่วมวงต่อสู้นี้จึงเป็นหนทางเดียวที่จะหาโอกาสหนีได้


     

    ‘หากว่ามันชะงักสักครู่หนึ่ง!’


     

    เซียวเฉิงเฟยกัดฟันพร้อมกับฝืนเร่งเร้าพลังกายให้สูงขึ้น ดาบใบใหญ่พลันเริ่มสั่นไหวแล้วค่อยๆดันคมเขี้ยวให้ถอยไป


     

    ย้อนตัดกลับมาทางด้านกังหยง หลังถูกโจมตีจากกรงเล็บขนาดใหญ่ มันรีบลุกขึ้นตั้งหลัก มุมปากของมันมีโลหิตไหลย้อยลงมา ‘บาดแผลภายในหรือ?’


     

    กังหยงสำรวจร่างกายครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งใดในร่างกายที่ได้แตกหัก มันก็เริ่มอัญเชิญห้วงกวีออกมาห้าดวง พร้อมกันนั้นก็สั่งส่งมอบห้วงกวีออกไปทันที


     

    “พ่อหนุ่มดาบใหญ่!” กังหยงตะโกนก้อง ห้วงกวีทั้งห้าดวงพลันถูกถ่ายเทไปยังเซียวเฉิงเฟยที่กำลังฟาดฟันคมดาบเข้าหาอสูรพยัคฆ์ขาว


     

    “รั้งมันไว้ประเดี๋ยว!” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อพบว่าเซียวเฉิงเฟยเข้ามาต้านรับแทน มันก็ดีดตัวออกมาแล้วกล่าวอัญเชิญห้วงกวีด้วยความเร่งรีบ


     

    แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะได้เริ่มอัญเชิญห้วงกวีแบบไม่ต้องเอ่ยกล่าวแล้วแต่มันยังคงไม่คุ้นชิน เมื่อพบเจอสถานการณ์จริงกลับคล้ายว่ามันจะลืมเลือนไปชั่วขณะ เวลายิ่งกระชั้นชิดนี้ปากเจ้ากรรมกลับพูดออกไม่เป็นคำ สุดท้ายแล้วมันจึงอัญเชิญได้เพียงห้วงกวีขั้นที่หก


     

    “ห้วงต้องสาป!” หยุนเสวี่ยเฟิงกางฝ่ามือออกไป ห้วงกวีจำนวนหกดวงก็แล่นเข้าหาอสูรพยัคฆ์ขาวอย่างรวดเร็ว


     

    โฮก!


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวที่อยู่ๆพลังกายและพลังวิญญาณของมันกลับลดฮวบลง มันก็คำรามออกมา พร้อมกันกับที่เซียวเฉิงเฟยหมุนบิดกายแล้วกระโดดขึ้นไปเบื้องบน


     

    “ดาบทะลายหิมะ!”


     

    ด้วยระดับพลังวิญญาณที่เพิ่มมาเป็น35 กอปรกับการโจมตีในช่วงเวลาอันเหมาะเจาะ ดาบใบใหญ่ถูกสับลงกลางหน้าผากอสูรพยัคฆ์ขาวอย่างถนัดถนี่


     

    เพล้ง!


     

    ดาบใบใหญ่เมื่อกระทบเข้ากับเป้าหมายพลันปรากฏลิ่มน้ำแข็งและไอหมอกแผ่กระจายไปรอบๆ


     

    ตู้ม!


     

    เสี้ยวพริบตาต่อมา หัวอันใหญ่ของอสูรพยัคฆ์ก็กระแทกพื้นเพราะแรงกดอันมหาศาล


     

    “ฮ่า ฮ่าๆ” เซียวเฉิงเฟยหัวเราะลั่น แต่แล้วสิ่งที่มันไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นทันใด กรงเล็บขนาดใหญ่กลับวาดคมเข้าหามันในระยะเผาขน


     

    แคว๊ก!


     

    “อ๊าก..” เซียวเฉิงเฟยใบหน้าถอดสี กรงเล็บใหญ่อันแหลมคมถูกวาดผ่านลำตัวของมัน เสื้อผ้าอาภรณ์ขวาดวิ่นปลิวตามแรงพร้อมกับสายโลหิตที่สาดกระเซ็นออกมา


     

    ‘มันโจมตีสวนกลับ!’ (COUTER ATTACK!! เดี๋ยวๆ นี่บรรยายแนวจีนๆอยู่)


     

    “เจ้าหน้าแก่!” หยุนเสวี่ยเฟิงใจเต้นโครมคราม มันดีดตัวพุ่งเข้ารับร่างชายหนุ่มเอาไว้ในทันที


     

    “ข้าไม่เป็นไร อึก!” เซียวเฉิงเฟยแม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่ามันกลับกระอักเลือดออกมา หยุนเสวี่ยเฟิงเหลือบตามองบาดแผลบนตัวชายหนุ่มคราหนึ่ง เมื่อพบว่ามิได้ลึกถึงอวัยวะภายใน มันก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง


     

    แต่ในเวลาเช่นนี้ การกระทำที่หันเหเพียงเสี้ยวเดียว ใช่ว่าจะไม่มีผลอันใด สัตว์อสูรพยัคฆ์ขาวที่ได้โจมตีสวนกลับก่อนหน้าได้ลุกขึ้นแล้ว!


     

    กรร.. โฮก!


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามเมื่อมันเงยหน้าขึ้นมา ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของมันกลับเป็นชายพเนจรกังหยง! เพชรฆาตสีขาวดวงตาสัตว์ป่าไม่รั้งรอให้เหยื่อวิ่งหนี มันกระโจนเข้าหาพร้อมกับวาดกรงเล็บที่มีเลือดเซียวเฉิงเฟยติดอยู่


     

    “ไม่!” หยุนเสวี่ยเฟิงแม้จะเห็นเหตุการณ์แต่ก็ไม่ทันการแล้ว


     

    “อ๊าก!!”


     

    ชายพเนจรผู้ไร้พลังวิญญาณถูกกรงเล็บใหญ่วาดเข้าเชือดเฉือน แต่คล้ายว่าระยะที่มันยืนอยู่จะเป็นจุดที่อยู่ด้านใกล้กรงเล็บใหญ่จึงเลยออกไปด้านหลัง แต่ถึงกระนั้นชายวัยกลางคนกลับต้องถูกฝ่าเท้าใหญ่ซัดกระแทกด้วยแรงอันมหาศาล


     

    ตู้ม!


     

    “อั๊ก!” ร่างขางชายพเนจรปลิวกระเด็นเข้าหาผนังดินด้านข้างช่องเขา พร้อมกันนั้นสายโลหิตก็พรั่งพรูออกมาจากปาก


     

    “อาจารย์!!” หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าถอดสี มันรีบหิ้วปีกเซียวเฉิงเฟยแล้วจึงพุ่งทะยานเข้าหาร่างของกังหยงโดยไม่สนใจอสูรพยัคฆ์ขาว


     

    เจ้าอสูรพยัคฆ์ขาวนั้น ด้วยระดับพลังวิญญาณของมันที่สูงถึงระดับห้าสิบ แม้ว่าจะถูกลดทอนลงถึง6ระดับ แต่ก็มิได้หมายความว่าสติสัมปชัญญะของมันจะลดลง ในตอนนี้ความคิดอ่านของมันคล้ายว่าจะเทียบเท่ามนุษย์ทั้วไปเสียด้วยซ้ำ


     

    ‘มันรั้งรอ?!’


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเข้าถึงตัวกังหยง ก็ได้เหลือบมองอสูรพยัคฆ์คราหนึ่ง บัดนี้ร่างสีขาวขนาดใหญ่ได้ยืนเชิดใบหน้าขึ้นคล้ายว่ามันกำลังแสดงท่าทีของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร


     

    “เจ้าอยากประลองใช่หรือไม่?” มิรู้ว่าเหตุอันใด หยุนเสวี่ยเฟิงกลับรู้ถึงความคิดของอสูรพยัคฆ์ขาว และในขณะเดียวกันอสูรพยัคฆ์ขาวตนนี้ก็คล้ายจะเข้าใจสิ่งที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเช่นกัน


     

    “พอจะลุกไหวหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงรีบหันไปกล่าวถามทั้งสอง เซียวเฉิงเฟยเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ มันจึงกล่าวว่า “ข้าไหว”


     

    “แต่ข้าไม่ไหว..” กังหยงน้ำเสียงอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เซียวเฉิงเฟยจึงอาสาแบกชายวัยกลางคนขึ้นมา แม้ว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าแก่กว่าวัยจะสาหัสกว่า แต่ด้วยความที่มันมีพลังธาตุคอยเข้ารักษาอยู่เรื่อยๆ อาการบาดเจ็บจึงค่อยๆดีขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าผู้พเนจรไร้ซึ่งพลังวิญญาณกลับมีอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ


     

    “ยิ่งช้ายิ่งไม่เป็นการดี เจ้ารีบพาอาจารย์ออกไปรักษา ข้าจะต้านมันไว้!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวอย่างร้อนใจ มันมองสลับไปมาระหว่างชายทั้งสองกับอสูรพยัคฆ์ขาวที่ยืนรออย่างปลอดโปร่ง


     

    กรร...


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามต่ำ คล้ายจะสื่อความหมายว่า ‘เวลาหมดแล้ว’ ในขณะเดียวกันมันก็เริ่มโคจรพลังวิญญาณให้ปะทุออกมา


     

    ครืน..!


     

    พยุหะพลังวิญญาณก่อกำเนิดเคลื่อนหมุนวนรอบร่างสีขาว คลื่นพลังปราณธาตุไฟและน้ำเริ่มปรากฏออกมาสลับกันวูบวาบ


     

    ‘มันใช้พลังสองธาตุ!’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มตระหนักถึงธาตุทั้งสองในตัวอสูรพยัคฆ์ ในเวลากระชั้นชิดนี้ความร้อนใจยิ่งทำให้มันทำสิ่งต่างๆอย่างยากลำบาก ด้านหนึ่งต้องประคองเซียวเฉิงเฟยที่แบกกังหยงขึ้นมา อีกด้านต้องหวาดระแวงการโจมตีระรอกใหม่ที่กำลังจะมาในไม่ช้า


     

    โฮก!


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามลั่นปลดปล่อยคลื่นพลังเสียงสนั่นปานฟ้าดินสะเทือน คลื่นเสียงนี้แม้ว่าจะค่อยๆกว้างขึ้นแต่กลับคล้ายว่าถูกเปล่งออกมาทับซ้อนกันหลายชั้น โดยทิศทางรัศมีของคลื่นที่แผ่ขยายออกไปนั้น ได้ครอบคลุมทางหนีของเหยื่อเอาไว้หมดแล้ว!


     

    “พวกเจ้าหนีไปก่อน!” หยุนเสวี่ยเฟิงตะโกนลั่น พลันนั้นคลื่นอัดกระแทกจากพลังวิญญาณก็ถาโถมเข้ามา


     

    “เสี้ยวเพลิงดับตะวัน!”


     

    ย๊าก!!


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องคำรามพร้อมกับตวัดวาดคมปราณกระบี่ออกไปเบื้องหน้า พลันนั้นเสี้ยวเพลิงสีดำก็พุ่งเข้าปะทะคลื่นกระแทก


     

    ‘ข้าต้องต้านเอาไว้!’ ชายหนุ่มกัดฟันแน่นพร้อมกับเร่งเร้าพลังวิญญาณเสริมเข้าไปในเสี้ยวเพลิงทมิฬที่ฟาดฟันออกไป


     

    เปรี้ยง!


     

    เสี้ยวเพลิงสีดำเข้าปะทะคลื่นพลังเสียงเกิดเป็นแสงวูบวาบ รัศมีของคลื่นพลังนั้นกลับถูกเสี้ยวเพลิงแหวกออกไปด้านข้าง ทว่าด้วยลักษณะของเคล็ดวิชาเสี้ยวเพลิงนี้ เมื่อได้ใช้ออกไปแล้วมันจะคงรูปได้เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น!


     

    “ยังไม่รีบไปอีก!” หยุนเสวี่ยเฟิงตะคอกขณะยื้อรั้งคลื่นกระแทกเอาไว้ หากว่ามันปล่อยมือจากพัดกระบี่ในท่าวาดคมแล้ว เสี้ยวเพลิงทมิฬจะหายไปในทันที!


     

    “เจ้าต้องรอดให้ได้!” เซียวเฉิงเฟยกัดฟันแน่น พร้อมกันนั้นก็ดีดตัวทะยานพาร่างของกังหยงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


     

    “ย๊าก!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องสุดเสียง พัดกระบี่หยุนเฟิงในมือคล้ายว่าจะสื่อเชื่อมโยงกับเสี้ยวเพลิงที่ซัดออกไป เมื่อเสี้ยวเพลิงถูกตีกลับมา พัดกระบี่ก็จะถูกดันกลับมาเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็เร่งเร้าพลังวิญญาณขึ้นอีกครั้งแล้วดันมันกลับไป


     

    ครืน..!


     

    การยื้อยั้งด้วยพลังนี้เกิดขึ้นเพียงพอต่อการหลบหนีของเซียวเฉิงเฟย เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงพบว่าสหายได้ออกจากบริเวณนี้แล้ว มันก็เริ่มกล่าวบทกวีขึ้น ทว่าเมื่ออยู่คนเดียว มีหรือที่มันจะใช้ออกเพียงขั้นที่หก!


     

    “หมู่เมฆมืดบดบังจันทร์แล้วอย่างไร

    สายวาตะพัดกระหน่ำแล้วอย่างไร

    ความหนาวเหน็บเกาะกินแล้วอย่างไร

    เพียงพบพานมัจจุราชสีขาวข้าไม่เกรง

    เพียงพบพานความตระหนกข้าไม่หวั่น

    เพียงพบพานเสียงคำรามข้าไม่กลัว

    ใช่ว่าข้าจะมรณาด้วยกรงเล็บเจ้า

    ใช่ว่าข้าจะสิ้นลมเพราะคลื่นลมเจ้า

    ใช่ว่าข้าจะยอมจำนนแทบเท้าผู้ใด

    แม้นว่าข้าจะด้อยพลัง...ใช่ว่าข้าจะมอบความตายให้เจ้ามิได้!”


     

    “ย๊ากกก..!”


     

    พรึบ!


     

    ดวงแสงห้วงกวีสีแดงฉานปรากฏขึ้นรอบกายโดยมีวงแหวนทั้งสี่ซ้อนทับด้านใน หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องสุดเสียงผลักดันพัดกระบี่ในมือออกไปเบื้องหน้า เสี้ยวเพลิงดับตะวันที่ยื้อยั้งก็ได้ผลักดันคลื่นเสียงให้กลับไป และในชั่วพริบตานั้นเอง


     

    โฮก!


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวร้องคำรามสุดเสียงผลักดันคลื่นพลังอีกระรอกเข้าสมทบคลื่นพลังปราณก่อนหน้า!


     

    เปรี้ยง!


     

    พลังทั้งสองสายที่ยื่อยั้งกันกลับระเบิดออกไปรอบบริเวณ เส้นสายพลังปราณปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ


     

    ครั้นเมื่อปรากฏการณ์ตระการตาจางหายไป กลับปรากฏภาพของหนึ่งสัตว์อสูรและหนึ่งบุรุษยืนประจันหน้ากัน


     

    ดวงตาของหยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้ทอประกายแสงสีโลหิตท่ามกลางความมืด มันสะบัดวาดพัดกระบี่หยุนเฟิงให้มาอยู่ในท่าตั้งเพลงกระบี่ดับตะวัน ส่วนอสูรพยัคฆ์ขาวกลับยังคงยืนแน่นิ่งเชิดใบหน้าขึ้น มันมองลงมายังชายหนุ่มคล้ายจะดูแคลนว่าอ่อนด้อยกว่ามัน


     

    เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงได้อัญเชิญห้วงกวีระดับสิบมาแล้ว พลังวิญญาณของมันก็พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับสี่สิบสอง ส่วนเจ้าอสูรพยัคฆ์ขาวยังคงมีระดับพลังวิญญาณที่44 เนื่องมาจากผลของห้วงต้องสาปที่หยุนเสวี่ยเฟิงใช้ก่อนหน้า


     

    ในเวลานี้ระดับพลังวิญญาณของทั้งคู่ต่างกันเพียงสองระดับ หากจะคิดคำนวนความต่างแล้ว ปริมาณพลังของทั้งสองจะต่างกันเพียงสองส่วนเท่านั้น!


     

    กรร..


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวคำรามเสียงต่ำ มันไม่คาดฝันแม้แต่น้อยว่าชายตรงหน้าจะลดทอนระดับชั้นความต่างของพลังลงได้เช่นนี้ มาดว่าผู้อัญเชิญห้วงกวีทั่วไปเพียงเพิ่มระดับพลังของตนเท่านั้น มิได้ลดระดับพลังของคู่ต่อสู้เช่นนี้ ด้วยเหตุนี้มันจึงเลือกโจมตีกลุ่มของหยุนเสวี่ยเฟิงที่มีระดับเพียงสามสิบต้นๆ ทว่าในตอนนี้ได้กลับกลายเป็นตัวมันที่ได้เดินเข้ามาหาที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเสียเอง


     

    “ข้าจะมอบความพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเรียบ มันย่างสามขุมเข้าหาอสูรพยัคฆ์โดยมิกลัวเกรงทางด้านราชาผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ด้วยความหยิ่งผยองที่มีนั้น มีหรือที่มันจะหลบหนี ในเมื่อระดับของมันยังสูงกว่าถึงสองขั้น เช่นนั้นแล้วสิ่งชี้วัดล้วนแต่ต้องใช้ความสามารถของตนล้วนๆ


     

    ซ่า...


     

    หยาดฝนมากมายเริ่มเทลงมาจากฟากฟ้า แม้ว่าอากาศจะเย็นชุ่มฉ่ำเพียงใด แต่กลับมิสามารถลดทอนความร้อนลุ่มภายในจิตใจของชายหนุ่มและสัตว์อสูรได้ และในขณะนั้น ขณะที่ทั้งสองก้าวเดินเข้าหากันอย่างเชื่องช้า


     

    เปรี้ยง!


     

    ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าก็ได้เกิดขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้เริ่มต่อสู้แล้ว!


     

    “ย๊าก..” หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้อง หยาดฝนที่ไหลผ่านเส้นผมและดวงตาไม่ได้ทำให้มันระคายเคืองแม้แต่น้อย ร่างบางดีดทะยานพุ่งเข้าหาอสูรพยัคฆ์ขาวอย่างมิกลัวเกรง!


     

    ‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’


     

    “ภูติสายฟ้า!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ลังเลที่จะใช้เคล็ดวิชาและเพลงกระบี่พร้อมกัน คลื่นกระแสสายฟ้าพลันแตกออกรอบกายอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับพัดกระบี่ในมือที่ตวัดวาดออกเป็นเพลงกระบี่อันรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด


     

    เคร้ง เคร้ง!


     

    แม้ว่าอสูรพยักฆ์ขาวจะแผ่พลังปราณเข้าต้านรับคลื่นสายฟ้าเอาไว้ได้ แต่คมปราณกระบี่ที่ยิ่งมายิ่งรวดเร็วกลับสามารถหลุดรอดการปัดป้องของมันเข้ามาได้เป็นครั้งคราว


     

    “เร็วกว่านี้!” หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้อง เมื่อพบว่าคมปราณกระบี่ได้เชือดเฉือนเป้าหมายได้บ้างแล้ว!


     

    ยี่สิบคมและสามสิบคมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตามแขนขาของพยัคฆ์ขาวเริ่มมองเห็นบาดแผลอยู่เลือนราง น้ำฝนที่เทลงมาฉโลมเส้นขนสีขาวกลับทำให้รอยเลือดบนตัวของมันเด่นชัดขึ้น แววตาของราชันแห่งป่าเขาเริ่มกลับกลายเป็นกระวนกระวาย แต่แล้วโอกาสของมันก็มาถึง เพลงกระบี่ดับตะวันได้จบลงแล้ว!


     

    โฮก!


     

    พยัคฆ์ขาวคำรามลั่น พร้อมกันนั้นที่อุ้งเท้าใหญ่ตะปบเข้าหาชายหนุ่มทันที ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงที่จับจังหวะไว้อยู่แล้วนั้นได้ดีดตัวถอยห่างออกมา


     

    แคว๊ก..!


     

    !!


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงม่านตาเบิกกว้าง  มันแน่ใจแล้วว่าหลุดรอดจากกรงเล็บพ้นแล้ว แต่กลับมิได้เป็นไปอย่างที่มันคิดอาภรณ์บริเวณช่วงกลางลำตัวถูกเชือดเฉือนออกไป หยาดน้ำฝนที่เกาะบนตัวไหลปนเหงื่อซึมเข้าสู่บาดแผลตื้นพาให้รู้สึกแสบ


     

    ‘มันใช้คมปราณ!’


     

    หนุ่มน้อยร่างบางตาเบิกกว้าง แม้ว่าจะเจ็บแสบบริเวณช่วงกลางลำตัวแต่มันก็มิได้ใส่ใจ หากว่าในตอนนี้ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ แสดงว่าบาดแผลมันมิได้ร้ายแรงอันใด!


     

    เมื่อสองเท้ายันลงพื้นแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็บิดกายหมุนตัวโบกวาดพัดกระบี่เป็นวงกลม และในชั่วขณะจะครบรอบนั้นชายหนุ่มก็พลันเร่งเร้าพลังวิญญาณขึ้นกระทันหัน


     

    “เสี้ยวเพลิงดับตะวัน!”


     

    คมเสี้ยวเพลิงถูกใช้ออกในระยะประชิด ม่านตาของสัตว์ร้ายพลันหดวูบลงสะท้อนคมเสี้ยวทมิฬที่มาถึงตรงหน้า!


     

    โฮก!


     

    เปรี้ยง!


     

    เสี้ยวพริบตาเดียวเท่านั้นที่อสูรพยัคฆ์ขาวใช้คลื่นพลังเสียงเข้าต้านรับไว้ได้ทัน กระแสพลังทั้งสองสายปะทะกันดังสนั่นช่องเขา ไอหมอกน้ำมากมายอันเกิดจากแรงปะทะได้กระจายออกไปโดยรอบ


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกระโดดตีลังกากลับหลังสามรอบก่อนจะมาหยุดยืนบนโขดหินใหญ่ เมื่อกลุ่มไอหมอกได้เริ่มจางหายก็ปรากฏภาพของอสูรพยักฆ์ขาวที่ใบหน้าครึ่งซีกของมันกำลังถูกเพลิงสีดำเผาไหม้


     

    ‘ไม่สำเร็จ?!’ หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วหรี่ตา


     

    อสูรพยัคฆ์ขาวเบื้องหน้ายืนเชิดหน้าขึ้น มันมิได้ใส่ใจกับเพลิงที่ลุกไม้บนใบหน้าแม้แต่น้อย ดวงตาของมันทอแสงเรืองรองทะลุผ่านม่านเพลิงสีทมิฬ จ้องมายังมนุษย์ผู้สร้างความเสียหายให้แก่มัน


     

    กรร..


     

    ราชันแห่งป่าเขาคำรามต่ำ มันพ่นลมหายใจเพียงคราเดียว เพลิงสีทมิฬบนใบหน้าพลันถูกกระแสพลังวิญญาณผลักดันให้จางหายไปในธาตุอากาศ เผยให้เห็นว่าขนสีขาวบนใบหน้ามันนั้นได้ถูกแผดเผาไปบางส่วนเท่านั้น


     

    ‘จะทำอย่างไรดี?’ ดวงตาหยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มฉายแววหวาดหวั่น ขณะนี้พลังวิญญาณของมันเกือบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหตุที่ชายหนุ่มมิได้เข้าโจมตีซ้ำก็เป็นเพราะมันจะใช้ช่วงเวลานี้ถอยห่างออกมาเพื่อโคจรฟื้นฟูพลังวิญญาณและพลังธาตุขั้นแรกเริ่มในตัว ในใจก็ได้แต่คิด หากว่าพลังธาตุไฟและมืดในตัวของมันมิใช่ระต่ำแล้วล่ะก็..


     

    ‘เสี้ยวเพลิงดับตะวันมิได้สมบูรณ์’ ความคิดวาบขึ้นมาในหัว เคล็ดวิชานี้เป็นไม้ตายก้นหีบของมันแล้ว ทว่าด้วยแก่นพลังธาตุระดับต่ำที่มีอยู่ ทำให้มันใช้ออกได้เพียงห้าในสิบส่วนของอานุภาพที่แท้จริงของมัน


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งคิดถึงข้อบกพร่องในเคล็ดวิชา ความรู้สึกท้อแท้ก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นวาบหนึ่ง ทว่าในเมื่อบัดนี้ตัวมันคล้ายสุนัขจนตรอกแล้ว ยังจะมีสิ่งใดต้องกังวลอีก พัดกระบี่หยุนเฟิงในมือถูกกระชับให้แน่น ดวงตาเริ่มกลับกลายเป็นแน่วแน่อีกครั้ง เตรียมตัวเตรียมใจรับศึกในระรอกต่อไป!


     


     

    ย้อนกลับไปในเวลาหัวค่ำ เฝิ่นเฟิงได้พาหวังซิ่วอิงนั่งบนหลังพร้อมกับออกวิ่งสำรวจกลุ่มผู้เดินทางที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ด้านปากทางเข้าช่องเขา


     

    เมื่อหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรได้เข้ามาใกล้ในระยะแล้ว ทั้งสองก็เก็บงำพลังวิญญาณแล้วค่อยๆปีนป่ายไปตามเงาใต้ร่มไม้ครั้นเมื่อมาถึงในระยะที่คาดไว้ หวังซิ่วอิงก็ใช้กล่องส่องทางไกลที่ยืมมาจากเซียวเฉิงเฟยในการสอดแนม


     

    “พวกมันทำสิ่งใดกัน?” หวังซิ่วอิงกล่าวเลื่อนลอย ภาพที่นางเห็นคือกลุ่มผู้เดินทางนี้กำลังกระบางอย่าอันน่าประหลาดแม้ว่าจะเป็นช่วงหัวค่ำแล้ว แต่กลุ่มนี้ยังคงมิได้ตั้งที่พักแรม แม้ว่าหมู่เมฆฝนจะเริ่มก่อตัวแล้ว แต่ก็หาได้มีกระโจมถูกตั้งขึ้นแม้แต่หลังเดียว


     

    หวังซิ่วอิงเลื่อนสายตาไปเรื่อยๆจนมาพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังนั่งบนท่อนไม้ ชายผู้นี้อายุน่าจะแก่กว่านางเพียงสามหรือสี่ปี ผมสีทองยาวประบ่า อาภรณ์ที่มันสวมใส่ดูมีสง่าราศีไม่ต่างจากผู้สูงศักดิ์ในราชวังค์ มือด้านหนึ่งกำลังยกไหสุราขึ้นมาดื่ม ส่วนมืออีกข้างถือกระบี่สีขาวลวดลายวิจิตร


     

    “เป็นมัน! มันมาแต่เมื่อใด?!”


     

    หวังซิ่วอิงนั้นมั่นใจอยู่หลายส่วน ในตอนกลางวันนั้นกลุ่มคนเหล่านี้มิได้มีชายผู้นี้อยู่ด้วยแน่แท้ และหากว่ามันได้อยู่มาก่อนแล้ว ด้วยลักษณะของมัน ไม่มีทางที่จะหลุดรอดสายตาของหวังซิ่วอิงไปได้


     

    บุรุษในชุดสูงศักดิ์ยังคงดื่มสุราไม่หยุดหย่อน มันมิรู้เลยว่าบัดนี้ได้มีคนกำลังสอดแนมอยู่ พลันนั้นเบื้องหน้าที่ชายหนุ่มนั่งกลับมีเงาจำนวนห้าสายปรากฏขึ้นมาจากธาตุอากาศ อาภรณ์ของคนทั้งห้าที่ปรากฏขึ้นนั้น คล้ายว่าจะอยู่ในความทรงจำของหวังซิ่วอิง


     

    “เครื่องแบบสำนักวิญญาณสวรรค์หรือ?!” เมื่อเห็นเช่นนั้นดวงตาหญิงสาวกลับสั่นไหว คล้ายว่านางมีความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับสำนักนี้


     

    ห้าคนที่อยู่ในเครื่องแบบสำนักวิญญาณสวรรค์สนทนากับชายหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงได้แยกย้ายกลับกลายเป็นเงาหายไปอีกครั้ง บุรุษในชุดสูงศักดิ์นิ่งเงียบดื่มสุราอีกสักพักก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังคณะเดินทาง จากนั้นจึงชี้นิ้วสั่งการบางอย่าง และทันใดนั้นเองเหล่าคณะเดินทางนี้ก็พร้อมใจกันชักอาวุธขึ้นมาก่อนจะเดินเข้าไปด้านในช่องเขา


     

    “ไม่ได้การแล้ว..ไปเร็วเฝิ่นเฟิง!” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ขึ้นขี่หลังเจ้าหยางถัวทันที


     

    สายน้ำไม่คอยท่า เวลาไม่คอยใคร หวังซิ่วอิงแม้ว่าจะใช้เส้นทางอีกด้านหนึ่งของช่องเขา แต่ดูจากทิศทางที่กลุ่มคณะเดินทางได้เข้าไปแล้ว สมควรจะเข้าถึงตำแหน่งหยุนเสวี่ยเฟิงในไม่ช้า


     

    “ขอให้ข้าไปทันเถอะ! เข้าเข้าเฝิ่นเฟิง!”


     

    “แม๊ะห์!” เฝิ่นเฟิงกูร้องก่อนจะเร่งเร้าพลังวิญญาณขึ้นอีกขั้น ใต้เท้าสั้นของมันคล้ายว่าจะมีลูกไฟผนึกอยู่

     

    จบตอน.

    ขออภัยในความล่าช้าครับงานเข้าพอดีก็เลยไม่มีเวลาตรวจแก้

    ตอนต่อไปขอเป็นวันเสาร์ช่วงสายนะจ๊ะ ถ้าชอบก็คอมเม้นต์&แชร์ กันด้วยเด้อ จะได้มีกำลังใจปั่น อิอิ