ตอนที่ 6 ไม่ตั้งใจใช้ กลับประสบผล
หนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว ต่อให้พื้นที่กว้างใหญ่กว่านี้วันเวลาหนึ่งเดือนสมควรสำรวจได้จนทั่ว พื้นที่ตั้งวิหารทองคำกว้างใหญ่แห่งนี้ถูกอาเค่อและเหล่าซันสำรวจจนทะลุปรุโปร่ง มีเพียงธารน้ำตกที่ไหลตามช่องผนังถ้ำเท่านั้นที่สามารถเป็ช่องทางออกได้
“อาเค่อลองสำรวจรอบๆกันอีกครั้งดีหรือไม่ วันนี้อาจพบทางออกทางอื่น”อาเค่อไม่คิดเสียเวลา เสียแรงโดยเปล่าประโยชน์อีก
“ประมาณเดือนหนึ่งแล้วพวกเราสำรวจจนทั่ว หากมีช่องทางอื่นคงสำรวจพบแล้ว ข้าคิดปีนป่ายขึ้นทางช่องน้ำตก ตรงนั้นต่ำเตี้ยที่สุด หากปืนขึ้นยอดไม้ ใช้เชือกเถาวัลย์สักเส้นเหวี่ยงคล้องก้อนหินตรงนั้นก็น่าจะปีนขึ้นไปได้”เหล่าซันกวาดตามองตำแหน่งที่อาเค่อพูดถึง ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า
“พวกเราทดลองดูเถอะ ข้าจัดเตรียมหาเส้นเชือกเถาวัลย์เอง”พวกมันทั้งสองคล่องแคล่วปราดเปรียวทำงานสอดประสานอย่างรู้ใจ ใช้เวลาไม่นานก็ปืนป่ายถึงยอดไม้ ต้นไม้โบราณนี้ลำต้นตรงสูงตระหง่าน ปลายยอดเป็กิ่งก้านแตกแขนงพุมหนึ่ง ก้านแต่ละก้านมีใบรูปใบพัดขนาดใหญ่เทียบเท่ากระท่อม พื้นที่้ามิได้คับแคบเท่าใด เหล่าซันผลัดกับอาเค่อเหวี่ยงเชือกคล้องไปที่ก้อนหินที่งอกเงยบริเวนช่องน้ำตกของผนังถ้ำ แต่เรี่ยวแรงของเด็กเจ็ดแปดปีมีน้อยนิด พวกมันโยนเชือกเฉียดไปเฉียดมาพลางส่งเสียงร้องโห่ร้องอย่างสนุกสนาน
“อีกนิดเดียวอาเค่อ เมื่อครู่เกือบคล้องได้แล้ว”เหล่าซันลุ้นระทึกจนอดกล่าวมิได้
“เสียทีที่เ้าตัวใหญ่แต่ใช้การไม่ได้ ข้ายังเรี่ยวแรงเยอะกว่าเ้าอีก”อาเค่อเหวี่ยงเชือกเถาวัลย์ไปอย่างแม่นยำดุจจับวาง หลักจากทดลองเหวี่ยงมานับสิบครั้งมันพอจับเคล็ดลับได้บ้าง
“ร้ายกาจยิ่ง ข้าจะปืนขึ้นไปสำรวจก่อน เ้าพักฟื้นเรี่ยวแรงแล้วค่อยๆตามมา”อาเค่อจับจ้องเหล่าซันที่ขันอาสาเข้าไปสำรวจช่องน้ำตกก่อน ท่าปืนป่ายของมันดูคล่องแคล่วต่างจากหนึ่งเดือนก่อนลิบลับ ไม่นานอาเค่อก็ปืนป่ายเส้นเชือกเถาวัลย์ตามไปสมทบ ภายในช่องน้ำตกไม่คับแคบเท่าที่คาดเดาไว้ คลืบคลานมาพักหนึ่งก็เห็นปลายทางที่มีแสงเรืองรองของตะไคร่แสงดาว ตะไคร่เรืองแสงที่อาเค่อตั้งชื่อให้
“เหล่าซันจ้าทำอะไร”เมื่อลดออกมาจากช่องน้ำตก อาเค่อจึงสังเกตุเห็นเหล่าซันยืนตัวแข็งทื่อเป็หิน จับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา นอกจากตะไคร่แสงดาวในบริเวณนี้ยังเต็มไปด้วยเส้นใยสีขาวละเอียด ทั้งนุ่ม ทั้งเรียบลื่นเย็นสบาย
“อย่าได้เคลื่อนไหวเด็ดขาด ที่นี่คือรังของแมงมุมหิน”สิ้นเสียงหวาดกลัวของเหล่าซัน ในเงามืดพลันปรากฏแมงมุมตัวใหญ่กว่าวัว ทั้งตัวปกคลุมด้วยขนแหลมน่าขนลุกกำลังคลืบคลานเข้าหาเหล่าซันอย่างเชื่องช้า
“มารดามันเถอะ แมงมุมหินไม่ใช่สูญพันธ์ไปเนิ่นนานแล้วหรือ ข้าเคยได้ยินเพียงนิทานบอกเล่า”อาเค่อย่อมรู้จักแมงมุมหิน สัตว์ร้ายโบราณนี้เป็อดีตสัตว์เ้าถิ่นในเทือกเขาสามดินแดน แต่ท่านตาบอกกับมันว่าแมงมุมหินสูญพันธ์ไปนานสี่ห้าร้อยปีมาแล้ว
“เ้าไม่เห็นมันอยู่ตรงหน้าหรือ โอย…โชคร้ายยิ่งนักบิดาเคยขู่ข้าว่า หากไม่ยอมรับประทานข้าวใส่ท้องจะให้แมงมุมหินฝังไข่ลงท้องข้าแทน หลังจากไข่ฝักออกมาจะถูกตัวอ่อนกัดกินจนตาย”เหล่าซันแทบร่ำไห้แล้ว แมงมุมหินตาบอดอาศัยเพียงแรงสั่นะเืในการล่าเหยื่อ หากพวกมันยืนนิ่งๆยังพอยืดเวลาตายออกไปได้
“ผิดท่า เมื่อครู่พวกเราตัวเปียกปอนออกจากช่องน้ำตกจึงไม่ถูกใยแมงมุมเหล่านี้ยึดติด หากเสื้อผ้าแห้งก็ไม่รอดแน่แล้ว”พริบตานั้นพวกมันทั้งสองต่างอับจนหนทาง หากเคลื่อนไหวหลบหนีก็ถูกแมงมุมหินตรวจพบ หากไม่ขยับเคลื่อนไหวอีกชั่วครู่เสื้อผ้าแห้งกว่านี้จะถูกใยแมงมุมพันธนาการ ใน่ความเป็ความตายอาเค่อพลันคิดขึ้นประการหนึ่ง
‘สู้’แน่นอนอาเค่อไม่ได้คิดสู้โดยเอาชีวิตเป็เดิมพัน มันเพียง้าสู้เพื่อเปิดช่องทางหนีให้ตนเอง
“เหล่าซัน ข้าจะถ่วงเวลาไว้เองเ้ารีบมุดกลับเข้าช่องน้ำตก”เหล่าซันแม้หวาดกลัวจนขาแทบสั่น อยากหลบหนีกลับเข้าช่องน้ำใจะขาดแต่ก็ไม่้าทิ้งสหายหลบหนี
“จะหนีก็หนีด้วยกัน เ้ามีแผนถ่วงเวลาอะไรรีบใช้ออก”อาเค่อรู้สึกซาบซึ้งใจที่เหล่าซันไม่เคยคิดทิ้งมันหลบหนี หนึ่งเดือนที่ผ่านมานอกจากสำรวจบริเวณโดยรอบวิหารทองคำเพื่อหาทางออกจากสถานที่ปิดตายแห่งนี้ อาเค่อได้ใช้เวลาไปกับการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ครั้งแรกที่มันใช้พลังบางอย่างที่หลอมรวมอยู่ภายในร่างกายต่อสู้กับผู้เฒ่าคนปัจจุบันของหมู่บ้าน มันอยู่ในสภาวะแทบจะสิ้นสติ แต่ยังสามารถจดจำความรู้สึกและภาพเหตุการณ์ได้อย่างเลือนราง แต่ครั้งที่สองตอนที่เผลอใช้พลังควบคุมโลหิตเพื่อปกป้องเหล่าซัน มันสามารถจดจำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากพยายามทดลองฝึกฝนทั้งเดือนมันจึงพอทำความเข้าใจพลังนี้ได้เล็กน้อย ในหนึ่งเดือนมานี้มันสามารถใช้พลังได้สำเร็จเพียงสองครั้ง ถึงแม้ไม่ใจว่าจะสำเร็จในยามเป็ตายเท่ากันเช่นนี้ได้แต่ลองทดสอบใช้ดู
อาเค่อรวบรวมสมาธิติดตามจังหวะการเต้นหัวใจตนเอง ขยายขอบเขตการรับรู้ถึงกระแสโลหิตที่ไหลเวียนภายในร่างกาย โคจรเข้าออกหัวใจเวียนวนไม่รู้จบสิ้น มันััได้ถึงพลังอันคลุ้มคลั่งไร้ที่สิ้นสุด อำนาจสูงส่งน่าเกรงขาม ความกระหายไคร่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทันใดนั้นอาเค่อพลันใช้เล็บกรีดใจกลางมือขวาของตนเองจนโลหิตหลั่งไหล เมื่อโลหิตหยดแรกหยดลงสู่พื้น โลหิตหยดอื่นพลันลอยค้างกลางอากาศผนึกตัวกลายเป็หมุดแหลมสีแดงชาด คลื่นพลังอำนาจที่อาเค่อปลดปล่อยออกมาทำให้แมงมุมหินตื่นตัว มันแยกเขี้ยวพิษพุ่งจู่โจมใส่อาเค่อดุจสัตว์ร้ายในยามััได้ถึงอันตราย
“อาเค่อระวัง”เหล่าซันร้องเตือนอาเค่อที่ยืนนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว ร่างกายของมันขยับตามสัญชาตญาณ ไม่เพียงแต่อาเค่อที่ฝึกฝนการใช้พลัง เหล่าซันเองก็ได้ฝึกฝนยอดวิชาแขนงหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว นอกจากสำรวจวิหารทองคำ เข้าป่าหาผลไม้ประทังชีวิต วันหนึ่งเหล่าซันมักจะไปนั่งชมดูลูกบากศ์ทองคำโปร่งใสที่สลักภาพโบราณอยู่หลายชั่วยาม จึงซึมซับเอาวิธีการเคลื่อนไหวเ่าั้มาปรับใช้ คราครั้งนี้จึงสำแดงประสิทธิภาพออกมา สองก้าวแรกที่มันขยับเคลื่อนไหวดูเชื่องช้ากว่าปกติแต่แท้จริงเป็การหดเกร็งเส้นเอ็นสะสมพลังงาน ก้าวติดตามจึงะเิปะทุพลังงานออก คล้ายลูกธนูที่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเส้นเอ็นแล้วพุ่งตัวออกไป ด้วยความกดดันเหล่าซันเผลอใช้ยอดวิชาอย่างไม่ตั้งใจกลับประสบผล การพุ่งตัวถีบสุดแรงครั้งนี้ทำให้เขี้ยวพิษของแมงมุมหินเบี่ยงเบนพลาดเป้าหมาย
“ถอยไปซะ”อาเค่อที่รอดพ้นจากเขียวพิษอย่างชิวเฉียด บังคับหมุดแหลมพุ่งโจมตี แม้ความรุนแรงและความร็วจะเทียบไม่ได้กับครั้งก่อน แต่ก็เพียงพอที่จะผลักแมงมุมหินกระเด็นถอยหลังไปได้หลายสิบ่ตัว
“ไปเร็ว”เหล่าซันฉวยโอกาสพยุงอาเค่อที่หน้าซีดขาวมุดตัวหนีเข้าช่องน้ำตกในทันที อาเค่อใช้พลังครั้งแรกถึงกับแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทั้งสองคลืบคลานออกชากช่องน้ำตก ปืนป่ายเส้นเชือกกลับถึงพื้นก็ล้มตัวลงนอนพักอย่างเหนื่อยล้า
“เกือบจบสิ้นแล้ว แฮ่กๆ เหล่าซันเ้าร้ายกาจยิ่งกลับเตะแมุมมุมหินตัวใหญ่กว่าวัวจนซวนเซได้”อาเค่อระบายลมหายใจอกด้วยความโล่งใจ อดชื่นชมลูกเตะทรงพลังของสหายตัวน้อยของมันไม่ได้
“พลังควมคุมโลหิตของเ้ายังร้ายกาจกว่า ทุกครั้งที่เ้าใช้มันท่าทางดุร้ายน่ากลัวกว่าแมงมุมหินนับร้อยเสียอีก”ไม่เพียงแต่เหล่าซันเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ ทุกชีวิตที่ประสาทััเฉียบคมย่อมรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอาเค่อได้
หลังจากการสำรวจช่องน้ำตกครั้งที่แล้วพวกมันเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง อาเค่อกับเหล่าซันจึงได้หารือกันใหม่ พวกมันเห็นว่าต่อให้ค้นหาช่องทางอื่นๆไม่แน่ว่าอาจเจอสัตว์ร้ายที่ร้ายยิ่งกว่าแมงมุมหิน มิสู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ฝึกฝนสิ่งต่างๆที่ตนเองทำได้ให้ชำนานขึ้นค่อยออกไปค้นหาทางออกกันใหม่ อย่างน้อยๆเพื่อรับประกันชีวิตของพวกมัน
“อาเค่อ ที่ข้าเข้าใจและนำมาปรับใช้คือรูปภาพการเคลื่อนไหวพวกนี้…..”
“เหล่าซัน ภาพพวกนี้ข้าคิดว่าสามารถนำมาปรับใช้กับวิธีใช้พลังของข้าได้ วิธีการหายใจแบบนี้คล้ายกับ….”
ในแต่ล่ะวันอาเค่อกับเหล่าซันทุ่มเทวิเคราะห์ศึกษารูปภาพ ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนถกเถียง ฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลา พอมีความคืบหน้าส่วนหนึ่งก็ออกสำรวจช่องน้ำตก เจออันตรายก็หลบหนีกลับมา สามารถผ่านวันเวลาไปได้อย่างมีรสชาด พวกมันยังใช้เยื้อจากต้นไม้โบราณจัดทำการดาษจดบันทึกง่ายๆ ปลูกสร้างกระท่อมที่พัก ศึกษาพืชพรรณต่างๆเพื่อใช้ประโยชน์ หลายครั้งที่ต้องเสี่ยงชีวิต พวกมันต่างช่วยเหลือกันและกัน ผ่านพ้นความตายกลับมาได้ทุกครั้ง
“อาเค่อเ้าดูนี่ ไผ่แดงไร้ปล้องเนื้อไม้แน่นแข็งแรง น้ำหนักเบา ทั้งยังยืดหยุ่นเป็อย่างดี กว่าจะตัดมันมาทำเป็คันธนูได้เอ็นเหล็กดำของวิเศษข้าแทบถึงกับทื่อด้านไป”เหล่าซันอวดโอ่คันธนูยาวยาวเท่าความสูงของมันอย่างภูมิใจ ตอนนี้พวกมันอายุได้สิบห้าปีกว่าแล้ว เหล่าซันในชุดเส้นใยที่สร้างขึ้นจากเยื่อของต้นไม้โบราณลักษณะเรียบง่ายไม่ถึงกับเป็คนป่า รวมกับลักษณะท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียวกับคล้ายพรานหนุ่มผู้หนึ่ง
“เส้นเชือกใยแมงมุมหินใช้งานได้ดีหรือไม่”อาเค่อย่อมทราบคุณสมบัติของไผ่แดงไร้ปล้องเป็อย่างดี เป็มันที่ค้นพบคุณสมบัติของต้นไม้ชนิดนี้แล้วบอกต่อเหล่าซันเอง ที่มันสนใจกับเป็เส้นเชือกใยแมงมุมหินที่มันประดิษฐ์คิดค้นขึ้นต่างหาก ใยแมงมุหินทั้งแข็งทั้งเหนียวหนืดยากที่จะตัดขาดได้ ทุกครั้งที่เข้าสำรวจช่องน้ำตกใยแมงมุมหินเป็อุปสักสำคัญที่กั้นขวางพวกมันไว้ อาเค่อจึงสรรหาวิธีการมากมายสุดท้ายก็เจอยางของพืชในป่าชนิดหนึ่ง ต้นไม้ชนิดนี้เป็ไม้เลื้อยปกคลุมดิน เวลาออกดอกจะแทงก้านออกจากกลางลำต้นสูงเกือบเมตรครึ่ง บนก้านมีดอกไม้สีเขียวกลมคล้ายลูกบอลบรรจุด้วยเมล็ดนับพันแต่กลับมีกลืบดอกเพียงสี่กลีบ กลีบดอกทั้งเล็กทั้งบอบบางอยู่ยอดสุดของลูกบอลเมล็ดนั้น อาเค่อใช้น้ำมันที่คั้นออกมาจากเมล็ดจึงสามารถย่อยสลายใยแม่งมุมหินทั้งยังสามารถชะล้างสารเหนียวเหนียวออกไปจากเส้นใยได้จนหมดสิ้น
“ย่อมใช้งานได้ดียิ่ง ธนูนี้สามารถยิงได้รวดเร็วดุจสายฟ้า ข้าถึงกับยกย่องเป็ของวิเศษชิ้นที่สองในชีวิตเลยล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”อาเค่อยิ้มรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ มันเองก็เติบใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกัน ยังบึกบึนยิ่งกว่าเหล่าซันอยู่ส่วนหนึ่ง
“เหล่าซันพวกเราไปวิหารทองคำกัน ถ้าหัวข้อที่ข้าศึกษามีความถูกต้อง พวกเราจะสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน”คำกล่าวของอาเค่อเรียกสติเหล่าซันกลับมา หลังจากสำรวจช่องน้ำตกไปหลายช่องพวกมันก็พบกับความสับสน จำไม่ได้ว่าช่องไหนบ้างสำรวจหรือยังไม่ได้สำรวจ อาเค่อจึงใช้ความรู้ที่มันได้จากท่านตาจัดทำกระดาษจากเนื้อเยื่อไม้มาไว้ใช้จดบันทึกข้อมูลต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
หลังจากล่องแพที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาจนถึงหน้าวิหารทองคำ อาเค่อก็กางกระดาษบันทึกปึกหนึ่งเดินวนรอบเสาร์ทองคำั์ ก้มๆเงยๆวนไปวนมาจนเหล่าซันถึงกับเวียนหัว
“อาเค่อ เ้าจะเดินรอบเสาร์ไปๆมาๆทำอะไร”
“ข้าเปรียบเทียบอักขระพวกนี้ประกอบกับการคาดเดาต่างๆ หากขัดลอกข้อความบนเสาร์ทั้งสองต้นออกมาเชื่อมต่อกัน ในข้อความทั้งหมดเ้าเห็นช่องว่างกี่ช่อง”เหล่าซันมองแผ่นกระดาษที่อาเค่อคลี่ต่อกันไว้ เพ่งสายตานับตามที่อาเค่อบอกก่อนตอบคำถาม
“ทั้งหมดมียี่สิบเจ็ดช่อง ทำไมสังเกตุสิ่งใดออก”เหล่าซันทราบดี อาเค่อมีความสามารถคิดวิเคราะห์ตีความต่างๆอย่างละเอียดรอบคอบ ย่อมสังเกตุอันใดได้จึงชักชวนมันมาที่นี่ ยังชวนเล่นการละเล่นถามตอบกับมัน
“ใช่แล้ว ทั้งตำแหน่งทั้งจำนวนมันตรงกับช่องน้ำตกภายในโถงถ้ำแห่งนี้ หากใช้เดียวกันกับข้อความบนลูกบาศก์ทองคำโปร่งใสเล่า”เหล่าซันดวงตาทอประกายขึ้นวูบหนึ่งคล้ายคิดสิ่งใดได้ มันรีบช่วยอาเค่อนำกระดาษออกมาคัดลอกข้อความบนลูกบาศก์ทองคำโปร่งใสมาคลี่ต่อกัน การสลักข้อความรูปภาพบนลูกบาศก์มีการย้ายตำแหน่งสลับซับซ้อน แต่เมื่อใช้วิธีการถอดความแบบเดียวกันกับเสาร์ทองคำั์ด้านหน้า ในเวลาชั่วน้ำเดือดพวกมันก็ได้ข้อความที่สลักอยู่ในตำแหน่งที่มีช่องว่างแบบเดียวกัน แต่ช่องว่างมีเพียงยี่สิบหกช่อง มีช่องหนึ่งหายไป
“เหล่าซันการวิเคราะห์ของข้าน่าจะถูกเสียเก้าส่วน พวกเราติดอยู่ที่นี่มาครึ่งชีวิตสมควรออกไปกันได้แล้ว”