ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

หักหน้า

เมื่อเหล่าผู้ชมเห็นว่าจักรพรรดิเฟิงชิงหยางปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเหล่าแม่ทัพและผู้ทรงพลังนับสิบคน ทำให้เหล่าผู้ชมทั้งหมดต่างก็โล่งใจอย่างมาก เพราะอย่างน้อยๆจักรพรรดิเฟิงชิงหยางก็ได้ปรากฏตัวแล้ว

อีกอย่างความแข็งแกร่งของมหาอำนาจทั้งหมดอยู่ในระดับเซียนนภาขั้นกลางเท่านั้น ซึ่งจักรพรรดิเฟิงชิงหยางเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นกลาง ซึ่งเขาสามารถรับมือกับยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นกลางได้อย่างไม่มีปัญหา

และต้องไม่ลืมว่าที่นี้คือเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเฟิง ซึ่งมีค่ายกลสังหารและค่ายกลป้องกันต่างๆที่ทรงพลังวางเอาไว้ ถ้าหากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆเกรงว่าจะเป็นทางฝั่งของมหาอำนาจทั้งสี่ที่ต้องเสียเปรียบ

หนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นกลับมายืนคู่กันก่อนที่จะเงยหน้ามองดูบนท้องฟ้าด้วยความสนใจ

“ ท่านพ่อรู้เรื่องที่พวกนี้จะมาแล้วใช่ไหม? ” หนานเทียนอวิ๋นถามขึ้น

หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ พวกมันมาก็เพราะพวกเรานั้นแหละ ” 

หนานเทียนอวิ๋นไม่ได้แปลกใจและเลิกสนใจด้วยซ้ำจากนั้นเขาก็ถามต่อว่า “ ท่านพ่อจะกลับเมืองรุ่งอรุณเลยไหมหรือว่าจะไปที่ไหนกันต่อ? ” 

หนานหมิงกุมคางพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ เอาเป็นว่าให้เจ้าตัวแสบน้อยตัดสินใจแล้วกัน ” 

หนานเทียนอวิ๋นก็ได้ไม่ว่าอะไรถ้าหากเป็นน้องสาวของเขาเป็นคนตัดสินใจ

บนท้องฟ้าเหนือสนามประลอง

จักรพรรดิเฟิงชิงหยางกวาดสายตามองดูเหล่ามหาอำนาจทั้งสี่ก่อนที่จะถามขึ้นด้วยท่าทีเย็นชาว่า “ พวกเจ้าคิดว่าการที่จู่ๆบินเหนือเมืองของข้าสามารถทำได้ง่ายๆงั้นหรือ?! ” 

ไม่ว่าใครก็ต้องไม่พอใจที่จู่ๆจะมีคนไม่ทำตามกฏที่ตัวเองวางเอาไว้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะมาจากกองกำลังมหาอำนาจก็ตาม และอีกอย่างนี้ก็คือเมืองหลวงต้าเฟิงซึ่งมีค่ายกลต่างๆพร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา 

“ แล้วทำไม? เจ้าคิดว่าลำพังเพียงแค่เจ้าคนเดียวจะมีปัญญาทำอะไรได้? ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะต่อสู้ข้าหลิวเฉวียนหวงก็พร้อมที่จะต่อสู้กับเจ้า ” ผู้นำเผ่าคนเถื่อนอย่างหลิวเฉวียนหวงที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นกลางพลันหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ 

ถึงอย่างไรเผ่าคนเถื่อนและอาณาจักรต้าเฟิงก็มักจะต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่กันอยู่แล้ว เพราะแบบนี้ถ้าหากมีโอกาสที่จะสร้างปัญหาให้กับอาณาจักรต้าเฟิง ทำไมหลิวเฉวียนหวงถึงไม่ทำกันล่ะ?

สำหรับมหาอำนาจคนอื่นๆพวกเขาเพียงแค่เหลือบมองจักรพรรดิเฟิงชิงหยางเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นสายตาอันไม่แยแสของพวกเขาก็บ่งบอกถึงคำตอบแล้วว่า ข้าจะบินมาแล้วเจ้าจะทำไม? 

จักรพรรดิเฟิงชิงหยางหรี่ตาลงพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุขึ้นอย่างจริงจังและรุนแรง

หลิวเฉวียนหวงเลิกคิ้วก่อนที่จะหยิบเอาขวานคู่ใจออกมาพร้อมต่อสู้ สำหรับเขาแล้วการต่อสู้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เขาชื่นชอบที่สุด แถมการต่อสู้ท่ามกลางเมืองหลวงต้าเฟิงก็จะสร้างปัญหาให้กับจักรพรรดิเฟิงชิงหยางได้เป็นอย่างดี

ทันใดนั้นชายชราผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากด้านหลังของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางก่อนที่จะจับไหล่ของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางและเดินออกมาด้านหน้าก่อนที่จะยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะชี้นิ้วไปยังหลิวเฉวียนหวง

“ ท่านบรรพชน? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางตกใจเล็กน้อยเพราะท่านบรรพชนกำลังทะลวงพลังอยู่ไม่ใช่หรือ แต่เมื่อท่านออกมาแล้วแสดงว่าท่านสามารถทะลวงขั้นได้สำเร็จ

ทันใดนั้นสีหน้าของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี

ทันใดนั้นหลิวเฉวียนหวงก็เบิกตากว้างและรีบยกขวานขึ้นมารับการโจมตีจากชายชราผู้นั้นทันที

“ สารเลวเฟิงเทียนจู!! ” หลิวเฉวียนหวงคำรามด้วยความโกรธและหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย

มหาอำนาจทั้งหมดต่างก็มองไปยังเฟิงเทียนจูด้วยแววตาจริงจังเช่นกันเห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้จักเฟิงเทียนจูเป็นอย่างดี

ชายชราผู้นี้คือเฟิงเทียนจู เรียกได้ว่าเป็นบรรชนของราชวงศ์เฟิงและยังเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์เฟิงอีกด้วย ความแข็งแกร่งระดับเซียนนภาขั้นสูง และนี้คือความลับที่ราชวงศ์เฟิงสามารถล้มล้างราชวงศ์เก่าได้และขึ้นมาแทนที่นั่นเอง

ในอดีตเมื่อประมาณหกร้อยปีก่อนเฟิงเทียนจูเป็นเพียงแค่เซียนปฐพีขั้นสูงเท่านั้น เขารู้ตัวเองดีว่าถ้าหากไม่ออกไปเสี่ยงโชควาสนา ชาตินี้ก็คงติดอยู่ในระดับเซียนปฐพีขัั้นสูงอยู่แบบนี้ 

เมื่อคิดได้เช่นนี้เฟิงเทียนจูจึงออกจากตระกูลเฟิงและเสี่ยงโชคเป็นเวลากว่าสองร้อยปีก่อนที่จะกลับมายังตระกูลเฟิงด้วยความแข็งแกร่งระดับเซียนนภาขั้นปลาย และเขาก็สนับสนุนตระกูลเฟิงในการล้มล้างราชวงศ์เก่าและขึ้นมาแทนที่นั่นเอง และด้วยเวลาที่ผ่านมากว่าสี่ร้อยปีทำให้ตอนนี้เฟิงเทียนจูทะลวงจากยอดฝีมือขั้นกลางกลายเป็นยอดฝีมือขั้นสูงแล้ว

ส่วนเฟิงชิงหยางก็คือทายาทสายตรงของเฟิงเทียนจู และด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นและความสามารถที่เหนือกว่ารุ่นเดียวกันมาก เฟิงเทียนจูจึงสนับสนุนเฟิงชิงหยางเป็นพิเศษ เพราะแบบนี้เขาจึงกลายเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นปลายที่แข็งแกร่งดั่งทุกวันนี้

และด้วยการที่เฟิงเทียนจูเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นปลายในตอนนั้นทำให้เขาสามารถต้านทานยอดฝีมือจากมหาอำนาจอื่นๆที่คิดที่จะสร้างปัญหาในตอนที่ตระกูลเฟิงกำลังจะกลายเป็นราชวงศ์เฟิง เพราะแบบนี้กองกำลังมหาอำนาจทั้งหมดจึงรู้จักเฟิงเทียนจูเป็นอย่างดี

“ เฟิงเทียนจูกลายเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูงแล้ว? ” ผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราชกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ เห็นได้ชัดว่าการเก็บตัวหลายร้อยปีของมันทำให้มันพัฒนาขึ้นจริงๆ ” ผู้อาวุโสสี่กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน 

แม้ว่าจะเป็นดั่งนันแต่ในฐานะของวังยมราชพวกเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวเฟิงเทียนจูแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาก็มียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูงเช่นเดียวกันและแถมยังมีมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ 

ส่วนสามมหาอำนาจที่เหลือ พวกเขาต่างก็แสดงสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็มียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูงอยู่ในกองกำลังเช่นเดียวกัน 

แต่สำหรับเผ่าคนเถื่อนที่พวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นปลายเพียงคนเดียว พวกเขาเริ่มที่จะแสดงสีหน้าจริงจังมากกว่ามหาอำนาจอื่นๆ

แม้ว่าจะมียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นปลายเพียงคนเดียวแต่ด้วยรูปร่างที่โหญ่โตและพละกำลังอันมหาศาลทำให้พวกเขายังต้านทานยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูงได้ เพราะแบบนี้ทำให้อาณาจักรต้าเฟิงยังคงคานอำนาจกับเผ่าคนเถื่อนอยู่ เพราะอาณาจักรต้าเฟิงก็มีเพียงแค่จักรพรรดิเฟิงชิงหยางเพียงคนเดียวที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนภาขั้นปลาย แต่ทว่าตอนนี้อาณาจักรต้าเฟิงมียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูงแล้วทำให้พวกเขาต้องคิดจริงจังเกี่ยวกับการต่อสู้ของพวกเขาและอาณาจักรต้าเฟิง

ตอนนี้สภาพของหลิวเฉวียนหวงเหมือนกับขอทานด้วยสภาพที่ได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากเฟิงเทียนจูไม่ได้คิดที่จะลงมืออย่างจริงจังเพียงแค่สั่งสอนหลิวเฉวียนหวงเท่านั้น

ตอนนี้คนเถื่อนคนอื่นๆจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที

“ สารเลวเฟิงเทียนจู นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางได้สำเร็จ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะสามารถหยิ่งผยองได้ ” หลิวเฉวียนหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับกินโอสถเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

“ เจ้าคิดว่าที่นี้คือเผ่าคนเถื่อนอย่างงั้นเรอะ? แล้วก็พวกเจ้าถ้าหากไม่อยากถูกข้าสั่งสอนก็ลงไปข้างล่างเสียไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนพวกเจ้าหรอกนะ ” เฟิงเทียนนจูกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ 

มหาอำนาจทั้งหมดมองหน้ากันก่อนที่จะบินลงไปข้างล่างแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม

แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กลัวเฟิงเทียนจู แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อาณาจักรต้าเฟิงพวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะเฟิงเทียนจูได้ จึงทำให้มหาอำนาจทั้งหมดทำตามที่เฟิงเทียนจูกล่าว และอีกอย่างต้องรู้ว่าเฟิงเทียนจูนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ แม้กระทั้งตอนที่เขาอยู่ในระดับเซียนนภาขั้นปลายก็สามารถต่อสู้กับเซียนนภาขั้นสูงได้อย่างสูสีแล้ว

“ ยินดีกับท่านบรรพชนด้วยที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นสูงได้สำเร็จ ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ ยินดีกับท่านบรรพชนด้วย ” เหล่าขุนนางและแม่ทัพที่ติดตามจักรพรรดิเฟิงชิงหยางมาก็รีบกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพและยินดีทันที เพราะถ้าหากอาณาจักรต้าเฟิงแข็งแกร่งพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวกองกำลังมหาอำนาจรอบๆ

เฟิงเทียนจูยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ ไปกันเถอะ ข้าเองก็อยากที่จะเห็นปรมาจารย์ค่ายกลรุ่นเยาว์ทั้งสองท่านแล้ว ” เฟิงเทียนจูกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น

เมื่อเหล่ายอดฝีมือจากมหาอำนาจทั้งหมดและกลุ่มของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางลงมาที่สนามประลองพวกเขาก็มองไปยังหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นทันที 

หนานหมิง หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายด้วยแววตาสบายๆ แต่ทางด้านของเฉาเหลียงและปรมจารย์ค่ายกลคนอื่นๆ พวกเขาพากันแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา

เหล่ายอดฝีมือจากสี่มหาอำนาจและเฟิงเทียนจูต้องการที่จะดูว่าปรมาจารย์รุ่นเยาว์ทั้งสองมีหน้าตาอย่างไร แต่เมื่อพวกเขามองไปยังทั้งสองก็ไม่สามารถตรวจสอบพลังของทั้งสองได้ ทำให้เหล่ายอดฝีมือทั้งหมดต่างก็รู้สึกสงสัย

แม้กระทั้งเฟิงเทียนจูเองก็ยังต้องขมวดคิ้วแน่นเพราะแม้แต่เขาก็ไม่สามารถตรวจสอบพลังของปรมาจารย์รุ่นเยาว์ทั้งสองได้

แต่ไม่นานพวกเขาก็คิดได้ว่าไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะมีค่ายกลปกปิดพลังอยู่ก็เป็นได้ เพราะถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกลย่อมสามารถสร้างค่ายกลที่สามารถปกปิดพลังได้อยู่แล้ว 

“ ข้าเฟิงเทียนจูบรรพชนแห่งราชวงศ์เฟิงขอต้อนรับปรมาจารย์รุ่นเยาว์ทั้งสอง ” เฟิงเทียนจูกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ แม้ว่าเขาจะเป็นยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสูง แต่ความสามารถของปรมาจารย์ค่ายกลลี้ลับขั้นกลางนั้นเหนือกว่าพวกเขามากแล้ว และต้องไม่ลืมว่าทั้งสองตอนนี้เป็นเพียงรุ่นเยาว์เท่านั้นถ้าหากในอนาคตทั้งสองก็น่าจะไปถึงขั้นกลางหรือไม่ก็อาจจะไปถึงขั้นนิรันดร์ก็ได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงให้ความเคารพกับทั้งสองเป็นอย่างมาก

“ ลู่ซาน ” หนานหมิงแนะนำตัวสั้นๆ

“ หมิงเล่ย ” หนานเทียนอวิ๋นจึงกล่าวตาม

สำหรับยอดฝีมือพวกเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋น เพราะนี้คือเรื่องปกติที่อัจฉริยะระดับนี้จะมีความหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีอยู่บ้าง

“ พวกเจ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่พวกเจ้าเลย ตอนนี้ข้าจะกลับแล้ว ” หนานหมิงกล่าวอย่างไม่สนใจ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าคนเหล่านี้มาเพราะเขาและหนานเทียนอวิ๋น แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาอยู่แล้ว และอีกอย่างงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ก็จบลงแล้ว ทำให้เขาไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่อาณาจักรต้าเฟิงอีกต่อไป

เมื่อได้ยินที่หนานหมิงกล่าว แววตาของเหล่ายอดฝีมือก็ฉายแววไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ได้แต่ทำเป็นไม่สนใจกับคำกล่าวของหนานหมิง

“ เดี๋ยวก่อนปรมาจารย์ลู่ ถ้าหากท่านเข้าร่วมกับวิหารแสงสุริยันของข้า ข้าจะมอบตำแหน่งระดับสูงให้กับท่าน ” ผู้อาวุโสใหญ่ของวิหารแสงสุริยันรีบกล่าวขึ้นมาทันที

ทางด้านของหลิวเฉวียนหวงแห่งเผ่าคนเถื่อนและผู้อาวุโสใหญ่ของสำนำบัวหยกสวรรค์ก็รีบแนะนำตัวและกล่าวเชิญหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นทันที

หนานหมิงเลิกคิ้วก่อนที่จะส่ายหน้าว่า “ ข้าไม่สนใจและต่อให้ข้าสนใจข้าก็ไม่สนใจกองกำลังของพวกเจ้าอยู่แล้ว ” 

“ ข้าเองก็เช่นกัน ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวขึ้น

คิ้วของเหล่ายยอดฝีมือทั้งหมดพลันขมวดทันที

“ ปรมาจารย์ทั้งสองไม่คิดสักหน่อยหรือว่า… ” หลินเฉวียนหวงรีบกล่าวขึ้นปล่อยกลิ่นอายของเซียนนภาขั้นกลางออกมาจางๆ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาไม่พอใจอย่างมากที่หนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นปฏิบัติต่อเขาแบบนี้ เพราะในฐานะของผู้นำเผ่าคนเถื่อนเขาย่อมมองศักดิ์ศรีและหน้าตาเหนือสิ่งอื่นใด

หนานหมิงเหลือบมองไปยังหลิวเฉวียนหวงก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ข้าจะไม่กล่าวคำซ้ำแต่ถ้าหากเจ้ากล้าที่จะลงมือก็ให้ลงมือเลย เพราะว่าวันนี้ในปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้า ” 

คำกล่าวของหนานหมิงทำให้หลิวเฉวียนหวงชะงักก่อนที่จะจ้องมองไปยังหนานหมิงด้วยแววตาจริงจัง มือของเขากำแน่นจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน แต่หลังจากที่ผ่านไปกว่าสิบลมหายใจเขาก็พ่นลมหายใจคำโตก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ กลับ! ” 

เพียงไม่นานเผ่าคนเถื่อนทั้งหมดก็หายตัวไปจากสนามประลองเป็นที่เรียบร้อย

หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังหนานหมิงก่อนที่จะเลิกคิ้วเล็กน้อยเพราะถ้าหากเป็นเขา เขาคงจะลงมือสั่งสอนเจ้าพวกที่ไม่รู้ความนี้ไปแล้ว ไม่เหมือนกับหนานหมิงที่ปล่อยให้พวกมันกลับไปได้

หนานหมิงมองไปยังมหาอำนาจที่เหลืออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกล่าวว่า “ ไปกันเถอะ ”

หนานเทียนอวิ๋นจึงเดินตามหนานหมิงไปโดยที่ไม่ได้สนใจกับมหาอำนาจที่เหลือ

ฉากนี้ทำให้ยอดฝีมือของสามมหาอำนาจและคนของจักรพรรดิเฟิงชิงหยางรู้สึกสงสัย เพราะดูเหมือนว่าปรมาจารย์หมิงเล่ยจะฟังคำกล่าวของปรมาจารย์ลู่มากเลยทีเดียว

“ ท่านอาจารย์ ปรมาจารย์ทั้งสองรู้จักกันงั้นหรือ? ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยามถามขึ้น

หวังเจ๋อฉินส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ ปรมาจารย์ลู่ซานและปรมาจารย์หมิงเล่ยเป็นพ่อลูกกันน่ะ ปรมาจารย์ลู่ซานเป็นพ่อส่วนปรมาจารย์หมิงเป็นลูก ข้าคิดว่าทั้งสองคนปลอมตัวกันมาแข่งขันน่ะ ” เสียงของเฉาเหลียงดังขึ้น

ซึ่งคำกล่าวนี้ทำให้ยอดฝีมือทั้งหมดในสนามประลองถึงกับนิ่งอึ้ง เพราะพวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วปรมาจารย์ทั้งสองคนนี้เป็นพ่อลูกกัน

 

คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน