วันที่ 80 เกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาเช้ามืดของวัน
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
หลายวันหลังจากที่ทำการทูตกับเผ่าอาร์โธร์โพดา
หลายวันหลังจากที่เหนื่อยยากกับการวางแผนและร่างนโยบายสงครามหลังจากนี้
ในที่สุดฉันก็เคลียร์งานเสร็จเสียทีดอง…
เหนื่อยสุด ๆ ไปเลยละดอง
“งานทูตไม่ใช่ของถนัดของฉันจริง ๆ นั่นละดอง”
ฉันบ่นไปพลาง ดื่มชาภูติไปพลาง
“ซูด~ อ๊า~”
ชาภูติ ชาที่ต้มจากดอกไม้นานาพันธุ์จนส่งกลิ่นหอม
รสขมโดยธรรมชาติในเนื้อชานั้นจะช่วยขับรสหวานหอมให้โดดเด่นอร่อยมากยิ่งขึ้น
ของชั้นยอดเลยดอง~
เมื่อหลายสิบวันก่อนนี้มีจดหมายจากเผ่าอาร์โธร์โพดาส่งมาถึงพวกเรา
แน่นอนว่าตอนแรกก็รู้สึกลังเล แต่จากเหตุการณ์ที่มีพายุถล่มป่ากับผลลัพธ์ของสงครามที่น่าจะทำให้มนุษย์เล็งเป้ามาที่พวกเรา ฉันเลยยินดีที่จะตอบรับสร้างพันธมิตรขึ้นมา
คราวนี้ฉันตัดสินใจลงมือลุยเองโดยไม่ผ่านสภาแล้ว เพราะเจ้าพวกบ้านั้นใช้การไม่ได้เลยสักคนเดียว
ดีลอนนิก โรส ดิไลออน เอพีเซียร์ ลิลลี่ ไอพวกงี่เง่า…
สั่งให้ถล่มฐานเผ่ามนุษย์ เจ้าพวกบ้านี่ก็จัดหนักชุดใหญ่แบบไม่สนคลังแสง หรือทิศทางของสงครามในอนาคตกันเลยสักนิดดอง
คิดว่าโกเลมยักษ์หนึ่งร้อยตัวมันสร้างง่ายเรอะ? รู้มั้ยว่าสินแร่ที่ใช้สร้างมันหมดแล้วนะดอง!
แต่เจ้าบ้านั้นก็ไม่สนแล้วเอาโกเลมยักษ์ไปใช้ทุกตัวโดยที่ฉันไม่รู้ดอง
แถมไม่รู้ว่าเอาไปใช้อีท่าไหนถึงพังทั้งหมดหนึ่งร้อยตัวด้วยดอง
“มนุษย์มันเก่งเอาเรื่องนะพรม~”
มันอธิบายแบบนี้แล้วรีบหายหัวหนีไปเลยดอง. ..
คิดว่าฉันจะเชื่อหรือดอง? อย่างมันคงเอาไปใช้บุกโง่ ๆ จนพังหมดทุกตัวนั่นละดอง
นอกจากปวดหัวเรื่องที่หนึ่งในไพ่ตายพังหมดไม่เหลือ ยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องที่พวกสามสหายติ๊งต๊องก่อเอาไว้
ในวันนั้นที่เห็นทอนาโดภูติพัดเข้าป่า ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าไอทอนาโดบ้านั้นเป็นฝีมือของใคร
แล้วยังจะมาอ้างว่า [ภัยตามธรรมชาติ] แล้วเผ่นตูดแนบหายหัวไปอีก
พอเอาเรื่องไปรายงานประธานาธิบดีลิลลี่ คุณเธอก็บอกว่า “ปล่อย ๆ ไอเถอะ เครียดไปเดียวจะเส้นเลือดแตกเอานะ ยัน~”
สภาเองก็ดูกลับมาทำตัวเฉื่อยชาสบายอารมณ์กันอีกครั้ง เพราะเห็นว่าสองศึกที่ผ่านมาชนะขนาดลอย
พูดตามตรงว่าฉันโกรธมากดอง
ฉันเลยจัดการเก็บภาพลับของลิลลี่ไปทำเป็นกับดักภูติในป่าซะเลย
พูดถึงกับดักภูติ ดูเหมือนว่าเมื่อหลายวันก่อนจนถึงวันนี้จะตรวจพบผู้บุกรุกด้วยละดอง
กล้องที่แอบติดเอาไว้ทั่วป่าได้แจ้งให้ฉันรู้ว่ามีเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งกำลังลอบเข้ามา
แต่หลังจากคิดถึงแผนการหลังจากนี้ ฉันจึงยินดีที่จะปล่อยพวกมันไป
ฉันสั่งการปิดกับดักถึงตายทั้งหมดลง แล้วปล่อยให้พวกมันสำรวจได้ตามใจชอบดอง
แต่เนื่องจากนึกสนุก เลยเหลือกับดักสำหรับการเล่นผจญภัยเอาไว้แทน
พูดตามตรงว่าการดูพวกมนุษย์ติดกับดักปั่นประสาทเหล่านั้น ช่างบันเทิงเริงใจยิ่งนักดอง
สาเหตุเดียวที่ฉันไว้ชีวิตพวกมัน ก็เพื่อให้พวกมันมาเห็นตอนที่ฉันกำลังทำการทูตกับเผ่าอาร์โธร์โพดา
ป่านนี้เจ้าพวกมนุษย์คงน่าจะเดาได้แล้วว่าตัวเองกำลังจะโดนรุมนะดอง
ถ้ารู้ว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์สองรุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวหลังจากนี้น่าจะเป็นไปได้อยู่สามทิศทาง
หนึ่งคือเรียกกองกำลังทั้งหมดกลับไปป้องกันเมืองเต็มอัตราศึก
สองคือบุกโจมตีด้วยระเบิดที่ใช้ถล่มเผ่ายักษาเพื่อรีบปิดเกมส์พวกเรา
แต่น่านฟ้าของพวกเราใช่ว่าจะบุกเข้ามาได้ง่ายหรอกนะดองและพวกมนุษย์ก็น่าจะรู้จุดนี้ดีด้วย
เพราะมีเครื่องบินสอดแนมไม่รู้กี่ลำของพวกมันที่ถูกสอยร่วงไปแล้ว ดังนั้นถ้าไม่หน้ามั่นมาก พวกมันก็น่าจะรักษากำลังเอาไว้ไม่มาเสียเปล่ากับพวกเราหรอก
ดังนั้นทิศทางที่สามจึงจะเป็นไปได้มากที่สุด
นั่นคือการพยายามแทรกแทรงทางการทูตของเผ่าเรากับเผ่าอาร์โธร์โพดา
สถานการณ์ที่หากเกิดเป็นสงครามสามขั้วอำนาจ เป็นใครก็คงไม่อยากถูกรุมนั่นละดอง
ดังนั้นการสร้างพันธมิตรเพื่อลดความสูญเสียของกองกำลังฝ่ายตัวเองย่อมที่จะดีกว่า
เพื่อป้องกันสถานการณ์ถูกสหบาทา พวกมนุษย์จะต้องรีบมาติดต่อมาทางพวกเรา
เพราะจากที่ฉันรู้ เผ่ามนุษย์ยังไม่มีคนไหนที่พูดภาษาของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้ ดังนั้นพวกเขาจะต้องเป็นฝ่ายที่เข้าหาพวกเราก่อนแน่นอน
พวกเขาคงต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อขอสงบศึกกับพวกเรา เพื่อที่จะสามารถทุ่มกำลังทั้งหมดไปเฝ้าระวังเผ่าอาร์โธร์โพดาเอาไว้
แถมถ้าหากเป็นไปได้ดี เรื่องราวอาจจะซับซ้อนมากขึ้นจนทำให้ทั้งสามเผ่าต้องมาจัดโต๊ะเจรจาสงบศึก
คงไม่มีคนบ้าที่ไหนอยากก่อสงครามแล้วต้องมาคอยระแวงว่าจะถูกแทงข้างหลังหรอกนะดอง
นอกจากว่าเผ่านั้น ๆ จะคิดว่าตัวเองมีอำนาจพอทำลายสมดุลนั้นได้ จึงจะเริ่มเหิมเกริมเปิดฉากก่อสงครามโลก
ซึ่งจากที่หน่วยสืบลับได้รายงานกลับมา อาวุธของพวกมนุษย์ไม่น่าจะมีพอรับมือทั้งสองเผ่าพร้อมกันได้
ดังนั้นไม่ว่ายังไงการเจรจาสงบศึกก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอนดอง
และหลังจากที่มนุษย์เปิดโต๊ะเจรจา ฉันก็จะใช้โอกาสนั้นสร้างกองทัพโกเลมยักษ์ขึ้นมาใหม่เพื่อเตรียมส่งไปถล่มทุกเผ่า
อาวุธรบสำหรับบุกของพวกเราก็มีแต่โกเลมนี่แหละดอง ถึงจะมีเหลือโกเลมขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ถ้าจะบุกหวังเอาชัยชนะ มันก็ต้องโกเลมยักษ์นี่แหละดอง
เพราะคงหวังพึ่งประสิทธิภาพการรบจากพวกบ้านั้นไม่ได้นะดอง...
อีกอย่าง ถ้าสามารถสร้างโต๊ะเจรจาสงบศึกได้ งานของพวกสายลับที่สั่งให้ลอบเข้าไปทำลายคริสตัลก็จะง่ายขึ้นอีกแยะดอง
ตอนนี้ที่ฉันต้องทำมีเพียงแค่รอเวลา---
“รายงานฉุกเฉินครับเอสเทอ! ดุย~”
“... มีอะไรหรือดอง? ”
“พวกมนุษย์มันยกทัพบุกพวกเราแล้วครับ! ดุย~”
อ่าว? ไม่สนเปิดโต๊ะเจรจาแล้วหรือดอง!?
บางทีอาจจะเป็นเพราะกำลังโดนดูถูกจากพวกมนุษย์ก็เป็นไปได้ดอง
จะว่าไปตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราเผ่าภูติยังไม่เคยจริงจังกับการรบเลยสักครั้งนี่นะดอง
งั้นถือโอกาสนี้ใช้เป็นยาขนาดแรงกระตุ้นพวกมันหน่อยก็ดีนะดอง~
“แจ้งไปทุกหน่วยให้ออกรบ จงปกป้องผืนป่าและเมืองหลวงด้วยชีวิตซะดอง! ”
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
“ส่งกองทัพเสริมมาจริง ๆ ด้วยแฮะ”
“พอรายงานไปว่าพวกภูติกับมนุษย์มดน่าจะสร้างพันธมิตรกัน เบื้องบนเลยสั่งให้รีบปิดเกมส์เผ่าภูติเลยไง”
“แล้วทำไมถึงเป็นเผ่าภูติละครับคุณทอม? ”
“ทางกองทัพคงคิดว่าพวกภูติจัดการง่ายกว่าพวกมนุษย์มดละมั้ง? ก็ขี้เล่นซะขนาดนี้นะ”
คุณทอมพูดกับผมด้วยสีหน้าตายด้าน พร้อมกับคีบแมลงสาบที่กำลังไต่เสื้อทิ้งไป
ตอนนี้จิตใจของกองทัพนาโตได้แข็งแกร่งดุจเสริมใยเหล็กไปแล้ว
จะแมลงสาบหรืออะไรก็ตาม ไม่กลัวอีกต่อไปแล้วละ…
พวกเราเริ่มทำการสำรวจป่าต่อหลังจากวันที่พบการเจรจาที่น่าสงสัยของเผ่าภูติกับมนุษย์มด
และหลังจากสำรวจป่าท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ในที่สุดพวกเราก็ค้นพบเมืองหลวงของพวกภูติเป็นผลสำเร็จ
ในทะเลป่านั้นมีเมืองย่อยของพวกภูติอยู่เป็นจำนวนมาก
เมืองย่อยเหล่านั้นมีหุ่นโกเลมถูกสร้างวางเรียงรายไปทั่ว มันมีสภาพคล้ายฐานทัพหรือโรงงานมากกว่าจะเป็นเมืองสำหรับอยู่อาศัย
และพอเดินทะลุทะเลป่าออกมาทางสุดขอบตะวันออก พวกเราก็พบกับผืนทะเลสาบที่กว้างใหญ่
ที่ใจกลางทะเลสาบนั้นมีสิ่งก่อสร้างของพวกภูติลอยตัวอยู่
มันเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ราวกับหลุดมาจากอนาคต
เพียงแค่มองเห็นก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นเมืองหลวงของพวกภูติ
เมืองของพวกภูติจะสร้างเป็นสถาปัตยกรรมทรงกลมรีรูปไข่ และใช้อุปกรณ์ที่มีรูปร่างคล้ายวงแหวนในการลอยตัวสูงเหนือพื้นดินหรือผืนน้ำ
วงแหวนนั้นจะคอยแผ่ม่านโปรงแสงที่เป็นบาเรียปกคลุมทั้งเมืองเอาไว้
พวกผมสามารถรู้สึกได้ว่ามันเป็นบาเรียที่หนาและแข็งแกร่งกว่าที่เคยเห็นในเมืองของเผ่ายักษ์
กระแสลมร้อนที่ระบายจากวงแหวนเหล่านั้น กำลังเป่าลงผิวทะเลสาบจนกระเพือมเป็นรัศมีวงกลมวิ่งตัดกันสวยงาม
ช่างเป็นเมืองที่งดงามตระการตา ราวกับเป็นขุมทรัพย์แห่งอัญมณีทรงไข่สีขาวบริสุทธิ์
“จากกองกำลังเสริมถึงกองทัพนาโต โปรดระบุพิกัดเป้าหมายให้ที”
“ได้”
เสียงสื่อสารจากกำลังเสริมได้ดึงให้ผมกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน
พวกเราในปัจจุบันนี้กำลังกระจายตัวไปทั่วทะเลป่าเพื่อเตรียมยิงพิกัดฐานทัพไปให้ฝูงบินทำลายเป้าหมาย
ส่วนลุ่มของผมกับคุณทอมจะรับผิดชอบตำแหน่งที่คาดว่าจะเป็นเมืองหลวงภูติ
ซึ่งก็คือพื้นที่ทะเลสาบขนาดยักษ์ตรงหน้านี้นั่นเอง
เครื่องบินขับไล่ [เฉิงตู เจ-20 (ต่างโลก) ] จำนวนหนึ่งร้อยลำ
เครื่องบินขับไล่สัญชาติจีนที่มีระบบล่องหน (Stealth) ถูกเปิดตัวใช้ประจำการในปี 2017
มันคือยานสีเทาอันน่ากลัวที่ทางจีนสร้างมาเพื่อโต้ตอบกับเครื่องบินขับไล่ [เอฟ-35] ของอเมริกา
มันมีอาวุธกับเชื้อเพลิงที่บรรทุกมากกว่ารวมไปถึงพิสัยทำการรบที่สูงกว่า [เอฟ-35] อย่างมาก
รูปทรงของยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดมุมสะท้อนของการสะท้อนคลื่นเรด้า
ระบบล่องหนที่ยากแก่การตรวจสอบตำแหน่ง
ตัวยานที่ยาวถึง 20.4 เมตร ปีกกว้าง 13.5 เมตร หนัก 19.391 ตัน (ยังไม่ได้บรรทุกอาวุธ)
พลังขับเคลื่อนที่มากกว่า 2.5 มัค หรือประมาณ 3,062.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สามารถไต่ระดับเพดานบินได้ถึง 66,000 ฟุต
อาวุธที่มีหลากหลายตั้งแต่ PL-10 short range AAM, PL-12 Medium Range AAM,PL-15 BVR long range AAM, PL-21 Long Range AAM, LS-6 Precision-guided bomb ไปจนถึงระเบิดภาคพื้นดินที่ใต้ตัวถังยานถึงสี่ลูก
นอกจากอาวุธเหล่านี้แล้ว ยะมะโตะยังได้นำโมเดลต้นแบบยานรบจีนมาพัฒนาด้วยวัสดุต่างโลก พร้อมกับติดตั้งปืนพลังงานโพตอนเพิ่มลงไปด้วยกันอีกสองกระบอก รวมไปถึงมีระเบิดต่อต้านภูติติดตั้งเสริมเข้าไป
จะกล่าวว่ามันคือเครื่องบินขับไล่ที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ในตอนนี้ก็คงจะไม่กล่าวเกินเลยนัก
ส่วนระเบิดต่อต้านภูตินั้นคือระเบิดที่พัฒนามากจาก EMP
ระเบิด EMP หรือ Electromagnetic Pulse ระเบิดที่ใช้เพื่อปลดปล่อยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปเป็นวงกว้าง
มันสามารถทำลายและปิดการทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ช่วงเวลาหนึ่งหรือไม่ก็อาจจะถาวรไปเลย
จากการที่ยะมะโตะสำรวจศึกษาจากศพของเผ่าภูติที่เก็บมาจากสงครามพันธมิตรเมื่อนานมาแล้ว ทำให้เขาค้นพบถึงความลับของเวทมนต์เผ่าภูติ
เขารู้แล้วว่าพวกภูติใช้อวัยวะปีกที่เรืองแสงในการสร้างสนามพลังงานควบคุมโมเลกุลโดยรอบ แล้วเล่นแร่แปรธาตุจนเกิดสิ่งมหัศจรรย์ราวเวทมนต์ขึ้นมาได้
ยะมะโตะได้ค้นคว้าและตรวจสอบคลื่นความถี่ของพวกภูติ จนค้นพบคลื่นความถี่ [X] ที่สามารถแทรกแทรงการทำงานของปีกเผ่าภูติเป็นผลสำเร็จ
หากยิงระเบิดต่อต้านภูติออกไป พวกเขาก็จะสามารถปิดผนึกการแปรธาตุ หรือก็คือสามารถปิดผนึกการใช้เวทมนต์ของพวกภูติได้นั่นเอง
นี่คือหลักประกันของยะมะโต๊ะซึ่งทำให้มั่นใจว่าสามารถเอาชัยชนะมาจากพวกภูติได้แน่นอน
ถัดจากเครื่องบินขับไล่หนึ่งร้อยลำก็คือฝูงบินไร้คนขับ [รีปเปอร์-ต่างโลก] จำนวนสองหมื่นลำ
ฝูงบินที่เคยกวาดล้างเผ่าปักษาจนย่อยยับได้ถูกผลิตเพิ่มจำนวนด้วยอัตราความเร็วอันน่ากลัว
แถมด้วยความที่ไม่ต้องฝึกนักบินให้เสียเวลา รวมไปถึงมีขนาดยานบินที่เล็กกว่ามาก จึงทำให้ประกอบได้อย่างรวดเร็วและประหยัดทรัพยากรณ์
โรงงานของเผ่ามนุษย์ที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน จึงสามารถผลิตออกมาได้ถึงหนึ่งหมื่นลำภายในเวลาไม่กี่วันอย่างที่เห็น
[VT-4-ไร้คนขับ (ต่างโลก) ] รถถังตีนตะขาบจำนวนสองหมื่นคันที่ถูกพามาด้วยฝูงรีปเปอร์
จากการออกแบบพัฒนามาควบคู่กัน จึงทำให้เจ้าเครื่องจักรสังหารตัวนี้สามารถเกาะติดฝูงรีปเปอร์
ไปดำเนินภารกิจระยะไกลพร้อมกันได้
อาวุธไร้จิตใจทั้งสองอย่างนี้ถูกควบคุมด้วยมนุษย์กับสมองกล AI
หากเจอสภาวะที่ขาดการเชื่อมต่อกับผู้ควบคุมหลัก พวกมันก็จะยังสามารถดำเนินภารกิจล่าสังหารต่อไปได้
แถมมันยังสามารถเรียนรู้วิธีต่อสู้ เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด มีระบบเขียนโปรแกรมทับเพื่อป้องกันการถูกแฮก
ไม่ต้องการอาหาร ไม่ต้องการน้ำ ไม่ต้องการอากาศ ไม่มีซึ่งความเมตตาและอารมณ์
สามารถเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันและกันได้ตลอดเวลา ประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพชนิดที่แม้แต่เผ่าอาร์โธร์โพดายังต้องอาย
กลุ่มหุ่นยนต์สังหารเหล่านี้คือผลงานที่ยะมะโตะภาคภูมิใจ และอาจนับเป็นอาวุธสังหารที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ได้พยายามสร้างขึ้นมา
นอกจากกองทัพหัวใจเหล็กไหลจำนวนรวมสี่หมื่นกับฝูงเครื่องบินขับไล่อีกหนึ่งร้อยลำแล้ว พวกมนุษย์ยังได้นำเครื่องบิน [บี-2 สปีริท] จำนวนหนึ่งลำพ่วงมาด้วย
มันคือไพ่ตายของพวกเขา
เครื่องบินระดับสูงของอเมริกาที่เปิดตัวในปี 1988 [เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง] ซึ่งบรรทุกนิวเคลียร์มาจนเต็มลำ
ยานบินที่ต้องใช้ถึงสองนักบิน ยาว 21 เมตร ปีกกว้าง 52.4 เมตร สูง 5.18 เมตร ออกแบบเพื่อหลบเลี่ยงเรด้า ทำความเร็วได้ถึง 630 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถไต่ระดับเพดานบินได้ถึง 50,000 ฟุต
เจ้ายานบินที่ขนนิวเคลียร์มาเต็มลำนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายคริสตัลและเมืองของเผ่าภูติให้สิ้นซากเหมือนที่มนุษย์ทำกับเผ่ายักษา
แน่นอนว่ามันคือนิวเคลียร์ชุดสุดท้ายที่พวกมนุษย์มี เพราะไม่อาจหาทรัพยากรณ์มาทำมันได้อีกต่อไป
แต่ยะมะโตะได้ยืนยันว่าเขาค้นพบ [พลัง] ที่มากกว่านิวเคลียร์แล้ว ดังนั้นศูนย์บัญชาการจึงกล้าที่จะส่งไพ่ตายออกมาใช้เพื่อสังหารเผ่าภูติให้หมดไม่เหลือซาก
มนุษย์ไม่คิดที่จะทำศึกยืดเยื้ออีกต่อไป ไม่คิดที่จะเดินเกมส์ทางการทูตเพื่อซื้อเวลาเหมือนที่เอสเทอคาดการ
มนุษย์มีพลังมากกว่าที่เอสเทอคิด พวกเขามีพลังและความจองหองมากกว่าที่เอสเทอคาดเดา
และเผ่ามนุษย์ต้องการเพียงสิงเดียวเท่านั้น ซึ่งมันก็คือ
[ชัยชนะอันเด็จขาด]