“จะบอกว่าถ้าไม่ใช้อาวุธเวทย์ก็เป็นได้แค่คนแก่งั้นเหรอ”
แอนเดอร์สันกลับมายังห้องพัก คาบเรียนแรกที่เป็นการปฐมนิเทศและเป็นการพูดเกี่ยวกับเวทมนตร์พื้นฐานล้มล้างความคิดทั้งหมดของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
เดิมทีเขาต้องการจะฝึกเขียนเวทย์กลางอากาศไปเรื่อยๆจนกว่าจะชำนาญสามารถวาดวงเวทย์ได้ในระยะเวลาเพียงพริบตาก็สามารถปลดปล่อยการโจมตีที่หนักหน่วงได้ แต่คำแนะนำของอาจารย์วิเอร่ากลับบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่คนแก่ใช้กัน ทุกวันนี้หากใช้วิธีการร่ายเวทย์ผ่านมือทั้งสองข้างนั้น มักจะตายโดยไม่ได้ต่อสู้
ถึงแม้เขาจะพยายามเขียนเวทย์กลางอากาศจนชำนาญ การเขียนเวทย์ให้เสร็จในพริบตานั้นกลับทำไม่ได้ เวลาเร็วที่สุดที่จะเขียนวงเวทย์สำเร็จต่อให้จะเป็นอาจารย์ใหญ่ก็ต้องใช้เวลา 2 วินาที แม้จะเป็นเพียงเวทย์ศรสายลมก็ตาม
การแนะแนวในคาบแรกอาจารย์วิเอร่าจึงมุ่งเน้นให้นักเรียนพึ่งพาอาวุธเวทย์ นอกจากจะทำให้ร่ายเวทย์ได้ในระยะเวลาต่ำสุด 1 วินาทีแล้ว ยังสามารถร่ายให้เสร็จเร็วกว่า 1 วินาที พลังทำลายของเวทย์ที่ผ่านออกมาจากอาวุธเวทย์ก็ไม่ต่างจากร่ายผ่านมือและการใช้ผ่านอุปกรณ์เวทย์ยังรุนแรงกว่าหากอาวุธเวทย์เป็นระดับ 3 ขึ้นไป
สำหรับการร่ายเวทย์ของอาจารย์ที่แสดงให้นักเรียนเห็นว่าใช้วงเวทย์ได้ในพริบตานั้นเป็นวิธีการใช้งานรูปแบบเวทย์ขั้นสูงที่นักเรียนไม่สามารถทำได้ ถึงจะมีการฝึกก็ไม่คุ้มที่จะทำ ซึ่งสิ่งที่อาจารย์วิเอร่าใช้งานสำหรับเปลี่ยนลูกไฟให้กลายเป็นน้ำและธาตุต่างๆ เป็นการหน่วงเวทย์
โดยมีหลักการร่ายเวทย์เก็บเอาไว้ในความทรงจำก่อน จากนั้นค่อยดึงออกมาใช้งาน ยิ่งเป็นนักเวทย์ที่มีพลังสูงมากก็ยิ่งหน่วงเวทย์เก็บเอาไว้ในความทรงจำได้หลายบท ถึงอย่างนั้นการหน่วงเวทย์เก็บเอาไว้กลับไม่สามารถหน่วงเก็บเอาไว้เรื่อยๆได้ จำเป็นต้องรอให้เวทย์ที่หน่วงเก็บเอาไว้ใช้ให้หมดก่อนถึงจะหน่วงเก็บเอาไว้ใหม่ ดังนั้นการเลือกใช้งานอุปกรณ์เวทย์จึงดีกว่า มันทำให้นักเวทย์ปล่อยเวทย์ได้เรื่อยๆจนกว่าพลังเวทย์จะหมดลง ส่วนการหน่วงเวทย์ให้เก็บเอาไว้เป็นการโจมตีเสริม
ซึ่งการหน่วงเวทย์ที่พูดถึงแอนเดอร์สันเคยใช้งานในการจัดการกับนักเรียนเฟลิกซ์ในการทดสอบ ทว่าการหน่วงเวทย์ของเขาไม่ใช่การหน่วงด้วยการเก็บเอาไว้ในความทรงจำ เขาหน่วงมันเอาไว้บนแขนไม่ยอมปล่อยให้มันเปิดใช้งาน ถึงมันจะมีความต่างมากมายจากที่อาจารย์วิเอร่าอธิบายสำหรับแอนเดอร์สันถือว่าเป็นก้าวแรกในการหน่วง
นอกจากแอนเดอร์สันจะรู้ความจริงเรื่องการใช้อุปกรณ์เวทย์ดีกว่าใช้ผ่านมือทั้งสองข้างของตนแล้ว เขายังได้รู้ความน่ากลัวอีกอย่างที่หากว่าทำแล้วจะส่งผลเสียต่อนักเวทย์ร้ายแรง
สิ่งที่เขารู้คือการเรียนเวทย์ทุกอย่างให้ชำนาญ การที่นักเวทย์สามารถใช้เวทย์ได้มากมายหลายธาตุ มันไม่ได้ช่วยทำให้นักเวทย์แข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งที่แท้จริงเกิดจากเวทย์เพียงธาตุเดียวเท่านั้น บางคนอาศัยเพียงแค่เวทย์ 1 บทก็สามารถแข็งแกร่งได้
อาจาร์ยวิเอร่าที่รู้ว่านักเรียนหลายคนกำลังอยากจะกลายเป็นนักเวทย์ที่ใช้ได้ทุกธาตุจึงหยุดความคิดเหล่านี้เอาไว้ แม้การเรียนรู้เวทย์มากมายหลายธาตุจะทำให้ได้พลังเวทย์สะสม แต่พลังเวทย์สะสมที่ได้กลับน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปแล้วนับว่าไม่คุ้ม
ทว่าอาจารย์วิเอร่ากลับไม่ได้ห้ามเรียนเวทมนตร์ธาตุต่างๆ เธออนุญาตให้นักเรียนสามารถศึกษาเวทย์ได้หลากหลายธาตุ เพียงแต่ว่าการศึกษาจะต้องหยุดลงหลังจากเรียนรู้พื้นฐานของเวทย์ธาตุที่ตัวเองคิดว่าจะไม่ได้ใช้งาน สาเหตุก็เป็นเพราะว่าการเรียนให้เชี่ยวชาญจะทำให้เสียเวลาในการเรียนเวทย์ธาตุหลัก ดังนั้นการเรียนรู้เวทย์ธาตุอื่นนอกจากธาตุหลักของตัวเอง จึงเป็นการเรียนเพื่อเอาไว้ตอบโต้ศัตรูและไว้เพื่อปลดกับดักภายในสถานที่อันตรายที่จะต้องเผชิญหน้าในอนาคต
“ยังไงเรียนไว้ก็ไม่เสียหาย”
แอนเดอร์สันทำความเข้าใจกับเวทย์ธาตุลมต่อไป พลางพยายามวาดวงเวทย์กลางอากาศ ถึงเวลาสูงสุดในการเขียนวงเวทย์ผ่านมือจะใช้เวลาเร็วสุดได้เพียง 2 วินาทีเท่านั้น แอนเดอร์สันกลับคิดว่าหากใช้ให้เป็นประโยชน์เวลา 2 วินาทีก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้จึงพยายามเรียนรู้มัน
“เดี๋ยวก่อนนะ เรามีการ์ดเร่งการเรียนรู้หนิ”
แม้ข้อจำกัดของการ์ดจะไม่สามารถวาดวงเวทย์ในช่วงที่ใช้งานการ์ดได้ มันกลับสามารถช่วยให้แอนเดอร์สันศึกษาเกี่ยวกับวงเวทย์ได้รวดเร็ว ทว่าเขากลับจ้องการ์ดเอาไว้เฉยๆไม่กล้าจะใช้งานเพราะตอนนี้เวทย์ธาตุลมระดับ 1 เขาวิเคราะห์มันมาไกลเกินกว่าครึ่งทางแล้ว เขากลัวว่าหากใช้งานจะเสียของเปล่า ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปยังห้องสมุด อย่างน้อยที่นี่ก็คุ้มจะให้เขาใช้การ์ดเร่งการเรียนรู้
“ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุสายฟ้า ธาตุน้ำแข็ง”
แอนเดอร์สันเลือกธาตุหลักที่เขาเห็นนักเวทย์มักใช้งาน จากนั้นก็เริ่มเปิดใช้การ์ดเร่งการเรียนรู้ภายในมือก่อนที่เขาจะพบว่ารอบตัวของตัวเองมีม่านพลังงานบางอย่างคลุมเอาไว้ ทันทีที่เขามองออกไปปรากฎว่านักเรียนทุกคนต่างหยุดนิ่ง ความเป็นจริงพวกเขายังคงเคลื่อนไหวเพียงแต่การเคลื่อนไหวของพวกเขาที่จะเกิดขึ้นใน 1 วันจะเท่ากับแอนเดอร์สันเคลื่อนไหวใน 1 ปี มันจึงดูช้าจนเหมือนพวกเขาหยุดนิ่ง หลังจากรู้ว่าเวลาไม่คอยท่าแอนเดอร์สันไม่รอช้าทำความเข้าใจเวทย์ลมระดับ 1 ต่อไปเพื่อให้ตัวเองชำนาญในการใช้มัน
—-------------------------------------
“อาจารย์วิเอร่า วันนี้สาขาของคุณเป็นอย่างไรบ้างงั้นเหรอ”
ภายในห้องของอาจารย์ประจำชั้นปี 1 เกิดเสียงพูดคุยกัน หลังจากนักเรียนเลือกสาขาเหล่าอาจารย์ก็อยากรู้เกี่ยวกับชั่วโมงแรกของนักเรียนที่เลือกเรียนกับตน
“ปกติ วันนี้ฉันยังไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก บอกเพียงแค่พื้นฐาน และบอกถึงความจริงอันโหดร้ายให้รู้ว่านักเวทย์อ่อนแอถ้าพวกเขาไม่ปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี”
“ฮ่าๆๆ เล่นไปบอกแบบนั้นเด็กๆไม่ถอดใจเหรอครับ เดี๋ยวพวกเขาก็เรียนแบบผิดๆ เรียนแค่ให้รู้ว่าเวทย์ในอาวุธทำงานอย่างไรจากนั้นก็ทิ้ง”
“ก็ความจริงมันเป็นแบบนั้น สมัยนี้ไม่มีใครโอ้อวดตัวเองหรอกว่าร่ายเวทย์ระดับ 8 ได้ ในสงครามที่เจอ มีเพียงแค่คนที่โอ้อวดความเร็วในการร่ายเวทย์และโอ้อวดความชำนาญในการพลิกแพลงการใช้อาวุธ ยิ่งเร็วโอกาสรอดก็สูงมาก เปลี่ยนจากเรียนรู้เวทย์ให้ชำนาญเป็นการเรียนต่อสู้ให้ชำนาญจะดีกว่า”
“นั่นสินะครับ จะให้ถือไม้เท้ายืนในแนวหลังมันก็ไม่ใช่เพราะระบบนักรบและนักเวทย์จบไปหลายร้อยปีแล้ว ทุกวันนี้มีเพียงแค่การเอาตัวรอดเท่านั้น หากเชี่ยวชาญก็รอด ถ้าอ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป ไม่มีใครมาคอยสั่งการให้นักเวทย์โจมตีจากแนวหลังหรือสั่งให้โจมตีในระยะประชิด แล้ววันไหนจะเข้าหลักสูตรต่อสู้พื้นฐานล่ะครับ”
สิ่งที่อาจารย์นักเรียนปี 1 ทุกคนเห็นในตอนนี้คือโลกแห่งนิทานในความฝันของนักเรียนปี 1 การใช้เวทย์ของพวกเขาในการทดสอบเป็นการแสดงให้เห็นว่านักเรียนปี 1 ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นนักเวทย์ที่เหมือนในการ์ตูน เหมือนนักเวทย์ภายในหนังย้อนยุค ยิ่งใช้เวทย์ระดับสูงและทำให้เวทย์ระเบิดวงกว้างได้ใหญ่แค่ไหน พวกเขาก็ยิ่งดูแข็งแกร่ง
แต่ความจริงของโลกนี้มันโหดร้ายกว่านั้น นักเรียนปี 1 ที่พึ่งผ่านหลักสูตรเรียนด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 เดือนจะถูกอาจารย์ลากออกมาตบข้างถนนเพื่อดับฝัน เวทย์ที่ทุกคนคิดว่ามันจะต้องยิ่งใหญ่อลังการจะหายไป เหลือไว้เพียงแค่ความเล็กกะทัดรัด สามารถฆ่าศัตรูได้รวดเร็วและประหยัดพลังเวทย์เพื่อให้สู้ได้นาน
เวทย์หลักๆที่ควรจะมีด้วยกันไม่ใช่เวทย์มากมายหลายสิบบทหรือหลายร้อยบท ในสงครามทุกคนจะใช้เพียงแค่เวทย์ 3 บทเท่านั้น หนึ่งคือเวทย์เสริมอาวุธเพื่อให้การโจมตีรวดเร็วและรุนแรงที่สุดสามารถเจาะการป้องกันของอีกฝ่ายได้ เวทย์บทที่สองคือเวทย์เสริมพลังกายให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วต่อการตอบสนองในการสู้ระยะประชิด ส่วนเวทย์บทที่สามคือเวทย์ป้องกัน เพียงเวทย์ 3 บทนี้สามารถทำให้นักเวทย์อยู่รอดได้ ส่วนเวทย์ที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้ยืนยันว่าจะฆ่าอีกฝ่ายได้ มันการันตีเพียงแค่ว่าผู้ใช้เวทย์ที่มากกว่านี้จะสามารถพลิกแพลงและหาโอกาสฆ่าศัตรูได้เยอะขึ้นเท่านั้น
“ไม่หิว ไม่ง่วง ไม่รู้สึกเบลอเลยเหรอ”
แอนเดอร์สันมองดูเวลาบนโทรศัพท์ของเขาที่ผ่านมา 6 เดือนแล้ว การอยู่ภายใต้ผลการทำงานของการ์ดเร่งการเรียนรู้ส่งผลให้เขาไม่หิว ไม่ง่วง ไม่รู้สึกเบลอกับการทำความเข้าใจเวทมนตร์เลยสักนิด ความรู้สึกของเขาในตอนนี้เหมือนกับตกอยู่ภายใต้สมาธิขั้นสูงพร้อมจะอ่านหนังสือตลอดเวลาและอ่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดเวลาของการ์ดแล้วยังไม่รู้สึกด้วยว่า 6 เดือนที่ผ่านมามันนาน เขาเหมือนกับหายใจทิ้งไปไม่กี่ครั้งก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว หลังจากรู้ว่าการใช้การ์ดไม่มีผลกระทบใดเกิดขึ้นกับร่างกายที่ไม่กินไม่นอนและไม่ดื่ม เขาจึงนำเวทย์ธาตุไฟระดับ 1 ออกมาทำความเข้าใจต่อไปเพื่อไม่ให้เสียเวลา
—----------------------
“หายไปไหน”
วิเอร่ามองไปยังตำแหน่งที่แอนเดอร์สันนั่งเมื่อวาน ปรากฎว่าวันนี้เด็กที่ได้อันดับ 1 ของการจัดอันดับหายไป ไม่ได้เข้าเรียนในคาบของเธอ แม้วันนี้จะไม่ใช่วันสำคัญแต่ก็เป็นวันที่ไม่สามารถขาดได้ เนื่องจากเธอจะนำความจริงของนักเวทย์ออกมาเปิดเผยให้นักเรียนได้เห็นมากกว่าเดิม การจะทำให้นักเรียนรอดตายในการเดินทางไปยังมิสเทอรี่จำเป็นต้องเห็นภาพเหล่านี้
แม้ทุกคนที่นี่จะเคยไปมิสเทอรี่มาแล้วก็ตาม มิสเทอรี่ที่แท้จริงกลับโหดร้ายกว่าบททดสอบ มันไม่มีเวทย์เคลื่อนย้าย ไม่มีเวทย์ช่วยชีวิต มีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะช่วยตัวเองให้รอดจากความตายได้ อย่างไรก็ตามเธอกลับไม่สนใจแอนเดอร์สันเพราะการเรียนไม่ได้บังคับให้นักเรียนเข้าทุกคาบ ใครจะขาด ใครจะมาเรียนครบเธอไม่สนใจ สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงผลลัพธ์เท่านั้น
—------------------------------
“ให้ตายสิ โดดเรียนไป 1 วันพลาดอะไรไปบ้างนะเรา”
แอนเดอร์สันออกมาจากผลของการ์ดที่เปิดใช้งานครบ 24 ชั่วโมง เขาไม่รู้สึกเหนื่อยหรือง่วงเลยสักนิดทั้งที่เวลาของเขาเลยผ่านมา 1 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามระบบกลับไม่ได้ใจร้ายกับเขามากขนาดนั้น ถึงผลของการ์ดจะทำให้เวลาไหลผ่านไป 1 ปี แต่ร่างกายของเขากลับถูกหยุดเวลาเอาไว้จึงไม่มีผลกระทบด้านอายุ
[แจ้งเตือน การทำงานของการ์ดเร่งการเรียนรู้จบลง ตรวจพบว่าโฮสต์มีความเข้าใจลึกซึ้งในเวทย์ระดับ 1 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุน้ำแข็งและธาตุสายฟ้า ส่งผลให้พลังเวทย์เพิ่มขึ้น 6 ปี]
แอนเดอร์สันถอนหายใจ หลังจากรู้ว่าการเข้าใจเวทย์ระดับ 1 ของทั้ง 6 ธาตุส่งผลให้พลังเวทย์ของเขาเพิ่มมา 6 ปี เขานึกว่าตัวเองจะได้เวทย์เพียง 1 ปีเท่านั้นเพราะคิดว่ามันจะนับเวลาในการทำความเข้าใจ กลับกันพลังเวทย์สะสมกลับนับตามความเข้าใจที่เข้าสามารถเข้าใจเวทย์ได้อย่างลึกซึ้ง แต่ทันใดนั้นเองแอนเดอร์สันกลับหันมองคนที่เรียกชื่อเนื่องจากมันเป็นสำเนียงที่ไม่เหมือนนักเรียนทั่วไป
“นายน้อย”
ชายชราสวมชุดพ่อบ้านยืนทาบอกก้มทักทายแอนเดอร์สันด้วยความเคารพ เขาจึงพยักหน้าตอบรับอีกฝ่าย
“นายน้อย ตอนนี้ตระกูลเฟียร์เกิดเรื่องแล้ว ทางเราจึงอยากให้นายน้อยกลับตระกูล”