สุดยอดยีนเทพเจ้า

    ตอนที่ 45 ยิงธนูพันดอก


    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หานเซินรีบเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีทันทีหลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เขามาถึงห้องส่วนตัวในฐานพักพิงเกราะเหล็กตั้งแต่นาฬิกาในโลกข้างนอกบอกเวลาตีห้าเศษ

            เมื่อมองดูอสูรเขี้ยวทองแดงในกรงมุมห้อง เด็กหนุ่มก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตอนนี้สีทองแดงเหลือบม่วงของมันมีส่วนผสมของสีม่วงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประกายสีม่วงแวววาวเกือบจะสม่ำเสมอทั่วทั้งตัวแล้ว นี่เป็นสัญญาณดีที่บ่งชี้ว่าเจ้าเขี้ยวทองแดงตัวนี้ใกล้จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แล้ว

            เวลานี้เหลือแต่ส่วนปลายของหางเท่านั้นที่ยังเป็นสีออกทองแดงชัดเจนไม่เปลี่ยนเป็นสีม่วงเหมือนส่วนอื่น ๆ แต่หานเซินเชื่อว่าภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ เจ้าอสูรหน้าตาคล้ายหมูป่าจะเลื่อนขั้นเป็นอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์

            หลังจากเสียเวลาชื่นชมเขี้ยวทองแดงอยู่ครู่ใหญ่ หานเซินก็ตัดใจแล้วก้าวออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังลานฝึกซ้อมของทีมแม่นธนู เมื่อไปถึงเขาก็พบใครบางคนที่ไม่นึกว่าจะได้เจอกันที่นี่ แต่ก็เป็นหนึ่งในคนที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

            “ซูเสี่ยวเฉียว!” หานเซินร้องเรียกอย่างไม่ทันคิดเมื่อมองเห็นคู่ค้าคนสำคัญกำลังเช็ดทำความสะอาดธนูอยู่ข้างสนามยิงธนู

            “ไอ้คลั่งทะลวงก้น! นี่นายรู้จักชื่อฉันได้ยังไง?” ซูเสี่ยวเฉียวเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามอย่างตกใจเมื่อเห็นหน้าคนเรียก

            อย่างที่รู้กันว่าหานเซินติดต่อกับซูเสี่ยวเฉียวภายใต้หน้ากากของพี่เหรียญทองเท่านั้น อีกฝ่ายจึงคุ้นเคยแต่กับพี่เหรียญทองผู้เก่งกาจ ไม่เคยพูดคุยกับนายคลั่งทะลวงก้นที่คนอื่นดูแคลน เมื่อรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว หานเซินจึงรีบเบี่ยงเบนสถานการณ์

            “ฉันจะไม่รู้จักนายได้ยังไง วันนั้นที่เนินอาทิตย์อัสดง นายเป็นคนแรกที่ตะโกนชื่อ ‘พี่เหรียญทอง’ แล้วหลังจากนั้นตำนานของพี่เหรียญทองก็โด่งดังไปทั่ว สำหรับฉัน นายเป็นคนดังคนนึงเลยนะ” หานเซินป้อยอพร้อมยิ้มแฉ่ง ถึงปากจะพูดอย่างนั้นแต่ในใจกลับยังนึกเคืองเรื่องนี้ไม่หาย ถ้าซูเสี่ยวเฉียวไม่ตั้งชื่อประหลาด ๆ ให้ เขาคงไม่ต้องแบกฉายาเห่ย ๆ แบบนี้

            ซูเสี่ยวเฉียวได้ฟังถึงกับยิ้มอย่างภูมิใจ “แน่นอนสิ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันนะ พี่เหรียญทองจะดังได้ขนาดนี้เหรอ ตอนนี้กลายเป็น ‘เทพทอง’ ไปแล้ว ทุกอย่างก็เพราะฉัน ซูเสี่ยวเฉียวคนนี้แหละ!”

            “อ่า…นายเจ๋งมากเลยเพื่อน” หานเซินยกนิ้วโป้งให้อีกฝ่าย แต่แน่นอนว่าในใจกำลังกำหมัดด้วยความโกรธ ‘เทพทอง…ยังจะลอยหน้าลอยตาพูดชื่อแบบนั้นออกมาได้อีก! ไอ้คนไร้รสนิยม!’

            อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเด็กหนุ่มทั้งสองก็เริ่มพูดคุยสานสัมพันธ์ บทสนทนาดำเนินไปอย่างราบเรียบจนกระทั่งซูเสี่ยวเฉียวถามขึ้น “ว่าแต่ทำไมนายถึงเลือกเข้าทีมธนูล่ะ?”

            “ก็เพราะทีมธนูจะทำงานจากระยะไกล ซึ่งแบบนั้นก็ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตมากใช่ไหมล่ะ แค่ยิงลูกธนูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ ใคร ๆ ก็ชอบชีวิตที่ปลอดภัย ฉันก็ด้วย” หานเซินตอบพร้อมรอยยิ้ม

            “โหยยย~ เพื่อน~” ซูเสี่ยวเฉียวฟังคำตอบแล้วรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนแท้จึงจับไหล่หานเซินดวงตาเป็นประกาย “เราคิดตรงกันเลยอะ ถ้าไม่ใช่เพราะทีมธนูปลอดภัยที่สุด ฉันก็ไม่เลือกเข้าทีมและอยู่นานจนถึงป่านนี้เหมือนกัน 

            รู้ละเงียบไว้ล่ะ ที่จริงตอนแรกฉันเข้ามาเพราะคุณหัวหน้าเขาสวยมากกกก แต่พอได้เจอตัวถึงรู้ความจริง ยายเจ๊นั่นน่ะเป็นพวกซาดิสต์สัตว์ ๆ แล้วไม่ได้มีแค่ฉันนะที่คิดแบบนี้ คนรุ่นเราคิดเหมือนกันหมดท้างงงงทีม จะบอกอะไรให้… ลับหลังพวกเราเรียกเจ๊แกว่า…อาเจ๊โรคจิต!”

            ซูเสี่ยวเฉียวเล่าจบ สองหนุ่มก็หัวเราะร่วนอย่างสนุกสนาน แต่ทันใดนั้นจู่ ๆ แผ่นหลังของพวกเขาก็เย็นวาบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ 

            ทั้งสองหันไปมองข้างหลังพร้อมกันช้า ๆ… 

            อาเจ๊โรคจิต–หยางม่านลี่ยืนห่างไปไม่ไกล ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเบา ๆ อย่างลงตัว เสื้อผ้าที่เธอเลือกใส่ก็สวยน่ามอง ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูมืดมนจนน่าขนลุก

            ทั้งหานเซินและซูเสี่ยวเฉียวรู้ทันทีว่าความซวยมาเยือนแล้ว คุณชายแซ่ซูทำใจดีสู้เสือ ฉีกยิ้มแหย ๆ แล้วพูดทักทาย “สวัสดีครับหัวหน้า อ่า…เมื่อกี้ผมแค่แกล้งอำเพื่อนใหม่เล่นอะครับ แบบว่าอยากให้สนิทกันไว ๆ แหะ ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณหัวหน้าคนสวยคือขวัญใจของทีมธนูเราเนอะะะ!”

            “ยิงธนูให้เข้าเป้าจนครบพันดอก สองคนสองพันดอก ยิงไม่ครบก็ยิงต่อไปจนกว่าจะตาย!” หยางม่านลี่สั่งเสียงเหี้ยมก่อนจะหันหลังเดินจากไป

            “ยิงธนูเข้าเป้าพันดอก! แบบนั้นไม่ตายก่อนเหรอ อะฮืออออ~ หม่าม้าช่วยผมด้วยยยย” ซูเสี่ยวเฉียวทำหน้าหงอยร้องหาบุพการีที่บ้านอย่างสิ้นหวัง

            “หัวหน้าหยางไม่ได้ดูอยู่ แบบนั้นเราก็แค่ยิงเล่น ๆ ให้ได้เยอะ ๆ หน่อยก็น่าจะโอเคแล้วนี่ เจ๊แกคงไม่มีเวลามานั่งนับหรอกมั้งว่าใครยิงได้กี่ดอก” หานเซินกระซิบเบา ๆ

            “นายมันไร้เดียงสาจริง ๆ อาเจ๊โรคจิตนั่นน่ะดักทางทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว อย่าหวังว่าจะโกงแกได้แม้แต่ดอกเดียว ที่นี่มีสายคอยนับลูกธนูให้ ละสายที่ว่าก็เฮี้ยบสุด ๆ ถ้ายิงไม่โดนเป้าหรือยืนไม่ตรงจุดก็ไม่นับให้เลย ถ้าสายบอกว่าไม่ครบก็อย่าหวังว่าเจ๊แกจะปล่อยกลับบ้าน งานนี้มีแต่ซี้แหงแก๋ ติดต่อแม่มารอรับศพเลยดีกว่า” ซูเสี่ยวเฉียวกระซิบตอบอย่างทดท้อ

            “เอ่อ ถ้างั้นก็ค่อย ๆ ยิงไปเรื่อย ๆ ยังไงก็ไม่ได้กำหนดเวลานี่นา พยายามเข้าหน่อย ลูกผู้ชายอย่างเรามันอึดอยู่แล้ว บางทีหัวหน้าอาจเห็นใจตอนท้ายก็ได้” หานเซินพูดให้กำลังใจพลางตบไหล่เพื่อนใหม่

            เขารู้ว่าพละกำลังของตัวเองมีพอ การยิงธนูพันดอกอาจจะเหนื่อยสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถือว่าหนักหนามากนัก 

            แต่สำหรับซูเสี่ยวเฉียวแล้ว ครั้งนี้ถือว่าสาหัส เพราะเด็กหนุ่มมีพละกำลังแค่ระดับเจ็ดจุดศูนย์เท่านั้น ถ้าต้องยิงธนูต่อเนื่องกัน ยังไม่ถึงสองร้อยดอกก็คงจะเหนื่อยแทบขาดใจและอาจฝึกต่อไม่ไหวแล้วก็ได้

            ทว่าถึงจะท้อแค่ไหนคำสั่งก็คือคำสั่ง เด็กหนุ่มทั้งสองเลือกและหยิบธนูสำหรับฝึกคนละคันพร้อมลูกศรอีกหลายมัดมาเตรียมตัวที่จุดยิงหน้าเป้า คนในทีมแม่นธนูที่เห็นสองหนุ่มถูกลงโทษให้ยิงธนูพันดอกต่างพากันอมยิ้ม บ้างก็ขำคิกคักให้กับความซวยของเจ้าคลั่งทะลวงก้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้าทีม

            “ซูเสี่ยวเฉียว พรุ่งนี้เช้าพวกเราทั้งทีมอุตส่าห์จะไปล่าสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันแท้ ๆ น่าเสียดายที่นายต้องอยู่โรงฝึกไปยาว ๆ โชคร้ายหน่อยนะ!” คนกลุ่มหนึ่งในทีมแม่นธนูแบกธนูเดินผ่านมา หนึ่งในนั้นส่งเสียงแซวซูเสี่ยวเฉียวขำ ๆ พร้อมส่ายหน้าก่อนที่คนอื่น ๆ จะพากันหัวเราะตาม

            “เลือดศักดิ์สิทธิ์เหรอ? เจออสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อีกตัวแล้วเหรอ? เมื่อไหร่อะ  ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลย?” ซูเสี่ยวเฉียวถามหน้าตื่น ทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น

            “ไม่ใช่พวกเราหาเจอหรอก แต่เป็นคนของ ‘โอรสสวรรค์’ ต่างหาก พวกเขาจัดการกันเองไม่ได้เลยต้องมาขอความช่วยเหลือจากผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มอื่นในฐานพักพิงเกราะเหล็กน่ะ พรุ่งนี้เช้าก็จะออกเดินทางกันแล้ว แย่หน่อยน้าที่นายไปด้วยไม่ได้ หัวหน้าให้ยิงธนูตั้งพันดอกคงยิงไม่ครบในห้าวันนี้แน่ เดี๋ยวฉันกลับมาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน” ชายหนุ่มคนนั้นพูดพลางยิ้มเยาะ

            “มัวพูดไร้สาระอะไรอยู่ได้ พรุ่งนี้จะทำงานก็รีบไปซ้อมสิ!” ชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะตำหนิกลุ่มคนที่เข้ามาแหย่ซูเสี่ยวเฉียวจนแตกกระเจิง

            หลังจากคนกลุ่มนั้นแบกธนูจากไป ซูเสี่ยวเฉียวก็ทำหน้าหงอยมองคนมาใหม่ แล้วอ้อนวอน “รองหัวหน้าหลิวครับ ช่วยพูดกับหัวหน้าหยางให้หน่อยสิครับ พรุ่งนี้ผมอยากไปด้วยจริง ๆ ผมสัญญาว่าหลังจากกลับมาแล้วจะยิงธนูชดเชยให้ เอาให้ถึงสองพันดอกเลยก็ได้!”

            “นายคิดว่าที่นี่เป็นตลาดหรือไงถึงนึกจะต่อรองอะไรก็ได้? หัวหน้าหยางสั่งให้ยิงพันดอกก็ต้องครบตามนั้น ขาดไปแค่ดอกเดียวก็ไม่ได้” หลิวหงเถาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันมามองหานเซินด้วยสายตาที่ดูเหมือนไม่พอใจนัก “นายก็ด้วย อย่าคิดว่ามีหัวหน้าฉินคอยหนุนหลังแล้วจะทำอะไรก็ได้ วันนี้แค่เตือนเบา ๆ ถ้านายยังทำให้ทีมธนูของเราขายหน้าอีกฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่ จำไว้ ทีมแม่นธนูต้องการเพื่อนร่วมทีมที่มีฝีมือ ไม่ใช่ที่สำหรับขยะไร้ค่า”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ รองหัวหน้าหลิว คุณก็รู้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจทำผิด ช่วยผมหน่อยเถอะนะ” ซูเสี่ยวเฉียวพูดพลางล้วงเงินปึกหนึ่งออกมาแล้วแอบยัดใส่มือหลิวหงเถา

            แต่รองหัวหน้าทีมแม่นธนูกลับสะบัดมือปัดเงินทั้งปึกหล่นลงพื้นแล้วชี้หน้าซูเสี่ยวเฉียว “อย่าคิดว่ามีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้! ตอนนี้เงินนายไม่มีความหมาย กฎคือกฎ นายต้องยิงธนูให้ครบพันดอก ไม่งั้นก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”

            พูดจบหลิวหงเถาก็เดินออกไป

            หานเซินมองรองหัวหน้าหลิวคนนั้นแล้วหันกลับมามองซูเสี่ยวเฉียวด้วยใบหน้าสงสัย “ทีมธนูนี่เข้มงวดขนาดนี้เลยเหรอ?”

            “เข้มงวดบ้าบออะไรกันล่ะ ปกตินายหลิวคนนี้ก็รับเงินจากพวกเราตลอด” ซูเสี่ยวเฉียวพูดด้วยความขุ่นเคือง

            “แล้วทำไมครั้งนี้เขาถึงไม่รับล่ะ?” หานเซินขมวดคิ้วถามต่อ

            ซูเสี่ยวเฉียวถอนหายใจก่อนจะหันมามองหานเซินแล้วลดเสียงลง “นายต้องระวังตัวไว้หน่อยล่ะ ได้ข่าวว่าหัวหน้าหยางไม่พอใจนายหนักมาก แล้วรองหลิวนั่นก็กำลังตามเอาใจเธอเพราะหวังทำคะแนนพิชิตใจสาวอยู่ ฉันคิดว่าเขาจะต้องหาเรื่องนายในฐานะคนที่เจ๊หยางเหม็นขี้หน้าแน่ ๆ ปกติถ้ามีบทลงโทษ แค่เสนอเงินให้เขายังพอช่วยหลับหูหลับตาผ่อนปรนให้บ้าง แต่รอบนี้ไม่ยอมปล่อยเลย ชัดเจนสุด ๆ”

            หานเซินถึงบางอ้อทันที เข้าใจแล้วว่าทำไมหลิวหงเถาถึงมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น

            “คราวนี้ฉันทำให้นายเดือดร้อนไปด้วยจริง ๆ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้เราจะไปล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้แน่นอน” หานเซินพูดพลางตบไหล่เพื่อนใหม่ ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้หมอนี่ยังไม่เคยโทษเขาเรื่องนี้เลยสักคำ แถมยังอุตส่าห์หวังดีช่วยเตือนเรื่องที่หัวหน้าและรองหัวหน้าทีมธนูไม่ชอบเขาด้วย

            “จะไปได้ยังไงล่ะถ้ายิงธนูไม่ครบพันดอกเนี่ย?” ซูเสี่ยวเฉียวหมดหวังอย่างสิ้นเชิง แต่แล้วจู่ ๆ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เป็นประกาย เขาหันไปสบตาหานเซิน “เพื่อน! นาย…มีอะไรในกอไผ่กับหัวหน้าฉินจริง ๆ หรือเปล่า? ถ้าจริง ช่วยไปอ้อนหัวหน้าฉินให้หน่อยสิ ถ้าเป็นคำสั่งจากหัวหน้าฉินพวกเราก็ได้ไปแน่นอน!”

            .

            .

            .