การแสดงของพุทธองค์นั้นบอกเลยว่าไม่เนียน เยว่ชิงพยายามนั่งบังสายตาของเสวี่ยฉินที่มอง เขากลัวว่าเนตรจักรดาราที่อีกฝ่ายมี จะมองออกว่าบัณฑิตผู้นี้คือพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
“เยว่ชิงกลับไปนั่งให้ดี”
หลี่จิ้งหยางเอ่ยเตือนิญญาที่กำลังยุกยิกไปมา เยว่ชิงปรายตามองบัณฑิตที่ไม่เหมือนบัณฑิต เอาแต่นั่งสงบและหยิบตำราเล่มหนาขึ้นมาอ่าน นานครั้งจะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ท่าทีสูงส่งราวกับองค์ชายที่มาจากวังหลวง ไหนจะใบหน้าที่งดงามดุจภาพวาดนี้อีกเล่า
ทำเอาพวกสตรีจ้องมองหยาดเยิ้มไม่ยอมวางตาเลยทีเดียว
“ข้าน้อยไม่ชอบใบหน้าของท่านเลยสักนิด”
“...”
“สตรีพวกนั้นจ้องจะกินท่านไปทั้งตัวอยู่แล้ว เหตุใดไม่ปลอมเป็ชายหน้าตาขี้เหร่” เยว่ชิงอดพูดขึ้นมาไม่ได้ บอกตามตรงว่าทุกสายตาที่จ้องมานั้น ช่างน่ารำคาญเป็ที่สุด
“...”
“ข้าน้อยว่าผู้ทรงศีลแบบท่าน ไม่ควรต้องมีรูปโฉมที่ดูดีถึงเพียงนี้ สมณะจะทำตัวน่าสนใจไปเพื่ออะไรกัน”
“ปัญหาของผู้อื่น อย่าใส่ใจ”
“ใครว่าข้าน้อยใส่ใจกัน ข้าน้อยไม่อยากให้ความยุ่งยากเกิดขึ้นเพราะท่านต่างหาก!”
หลี่จิ้งหยางส่ายหน้าของตนไปมา เยว่ชิงนั้นบางครั้งก็ทำเหมือนชิงชังเขามาก บางครั้งก็ทำเหมือนไม่พอใจกับสิ่งรอบข้าง อารมณ์ของเยว่ชิงคงเป็ผลจากห้วงจิตมืด แต่อย่างน้อยตอนนี้แสงทองจากกายวัชระก็น่าจะปรับสมดุลให้เยว่ชิงได้ในระดับหนึ่ง
เสวี่ยฉินจ้องมองมาสักพัก ท่าทางของทั้งสองไม่น่าใช่คนธรรมดาทั่วไป ดูจากภายนอกนั้นอาจเป็เพียงบัณฑิตหนุ่มที่สนใจแต่ตำรา ทว่าเมื่อมองให้ลึกลงไปภายในกลับพบถึงความสงบนิ่ง นอกจากพุทธองค์หลี่จิ้งหยางแล้ว เสวี่ยฉินยังไม่เคยเจอใครที่เป็เช่นนั้นในยุทธภพ
บอกได้เลยว่าบัณฑิตผู้นี้ทรงปัญญา และยังเฉลียวฉลาดไม่น้อย
เนตรจักรดาราเปิดขึ้นเพื่อมองตัวตนของทั้งสอง สิ่งที่พบก็คืุ์ปกติ ไม่พบพลังิญญาหรือลมปราณแต่อย่างใด เสวี่ยฉินตรวจดูซ้ำๆอยู่หลายครั้ง ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็เช่นเดิม ดูท่าว่าเขาจะคิดมากไปเอง แท้จริงแล้วบัณฑิตผู้นั้นก็ธรรมดาทั่วไป
ความสงสัยนั้นยังคงไม่หายไป เสวี่ยฉินคิดว่ามันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น ลางสังหรณ์ของเขาไม่เคยผิดพลาด ความคิดผิดเพี้ยนเมื่อครู่ก็อาจเป็เื่จริง หากว่าคนผู้นั้นสามารถปกปิดตัวตนได้ แต่อย่างน้อยเสวี่ยฉินก็มีพลังไม่ด้อยไปกว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
ไม่มีสิ่งใดปกปิด ซ่อนเร้นไปจากเนตรจักรดาราของเขาได้ แม้แต่ตัวตนของพุทธองค์ผู้สูงส่ง
เสวี่ยฉินส่ายหัวไล่ความคิดของตนเอง จะเป็ไปได้อย่างไรกันเล่า บัณฑิตหนุ่มนั่นเหนือกว่าพุทธองค์แห่งวิหารระฟ้าอีกหรือ ถึงซ่อนตัวตนหลบหลีกจากเนตรจักรดาราได้ มันเป็เื่ที่เขาคิดว่าค่อนข้างเพ้อเจ้อไปเสียหน่อย
“มีอะไรหรือเสวี่ยฉิน”
หลงเย่าที่เห็นอาการของสหายมาสักพัก เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เ้าว่าในโลกนี้ ยังมีใครที่ซ่อนตัวตนพ้นไปจากเนตรจักรดาราของข้าได้” เสวี่ยฉินไม่ได้ตอบคำถามของหลงเย่า แต่ถามหลงเย่ากลับในสิ่งที่ยังคาใจ
“เนตรจักรดาราของเ้าคือสิ่งที่์ประทาน มันมองทะลุปรุโปร่งทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า”
“แล้วเ้าว่าบัณฑิตผู้นั้นเป็อย่างไร?”
หลงเย่าใช้หางตามองโต๊ะที่มีบัณฑิตกำลังนั่งอ่านตำรา พิจารณาอย่างถ้วนถี่อยู่สองนาน “ข้าว่าเขาเป็พวกคลั่งการเรียนรู้ เป็ปกติทั่วไปที่พบเจอได้”
“อย่างนั้นรึ?” เสวี่ยฉินยังคงเคลือบแคลงใจ
“เนตรจักรดาราของเ้าไม่โกหก ฉะนั้นอย่าได้เอาใจไปสนอะไรกับเขานักเลย” หลงเย่าเตือนสหายที่ดูจะเอาแต่คิดสงสัยบัณฑิตหนุ่มผู้นั้น คงเป็เพราะท่าทางสงบนิ่งเฉย มันก็ดูแปลกไปนิดหน่อยสำหรับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา
“เมื่อครู่ท่านเห็นเสวี่ยฉินมองมาไหม?”
“เขาใช้เนตรจักราดาราตรวจสอบไปแล้ว” พุทธองค์เอ่ยเสียงเรียบ ไม่มีท่าทีกังวลหรือเดือดเนื้อร้อนใจในสิ่งที่กล่าวออกมา
“หา...!”
“ท่านซ่อนตัวตนจากเนตรจักรดาราได้อย่างไร?”
“...”
“เสวี่ยฉินคงหัวเสียมากแน่”
ไป๋เยว่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ใครต่างก็รู้ว่าเนตรจักรดาราของเสวี่ยฉินร้ายกาจ ดังนั้นเขาจึงลำพองในความสามารถของตนเอง แต่สังเกตจากสีหน้าของเสวี่ยฉินในเวลานี้ กลับพบเพียงความประหลาดใจและไม่เชื่อในสิ่งที่เนตรจักรดาราเห็น
เดาว่าคราวนี้เขาคงอยู่ไม่สุขแน่ จนกว่าจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงของบัณฑิตที่เอาแต่อ่านตำรา
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางในรูปโฉมของบัณฑิตหนุ่มผู้คลั่งใคล้การเรียน ความสงบนิ่งเฉยนั้นเรียกความสนใจของเสวี่ยฉินได้เป็อย่างดี และเขาเองก็อยากสั่งสอนความลำพองของอีกฝ่าย การที่เสวี่ยฉินใช้เนตรจักรดาราตรวจสอบตัวตน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็ปิดทุกอย่างได้แเี
สิ่งที่น่าขบขันคือเสวี่ยฉินนั้นตรวจสอบอยู่หลายครั้ง และไม่เชื่อในเนตรจักรดาราของตนเอง พุทธองค์ใช้สิ่งนี้สยบความยึดมั่นถือมั่นของเสวี่ยฉิน คราวก่อนที่เ้าสำนักเทียนฉีไปเยี่ยมเยียนถึงวิหารระฟ้า คราวนั้นพุทธองค์เปิดทุกอย่างให้เสวี่ยฉินตรวจสอบอย่างเต็มที่ จึงกลายเป็ความเชื่อมั่นว่าเนตรจักรดารานั้นสูงส่งถึงขนาดที่พุทธองค์อย่างเขาก็หลีกหนีไม่พ้น
เสวี่ยฉินแม้เป็อัจฉริยะเก่งกาจหาตัวจับยาก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเทียบเคียงพุทธองค์ได้เลย
การรอคอยและเฝ้ามองถึงการมาเยือนของอดีตเ้าสำนักเทียนฉี บิดาของเสวี่ยฉิน นามว่า เสวี่ยซาง ผู้ที่ยังมีอำนาจเป็ที่น่ายำเกรง และคอยสนับสนุนอยู่เื้ัของเสวี่ยฉิน เสียงรถม้าจอดลงหน้าโรงเตี๊ยม มีศิษย์ในสำนักคอยอารักขาดูแลเกินสิบ จอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อเดินเข้ามาด้านใน โดยมีเถ้าแก่ให้การต้อนรับอย่างนอบน้อมอยู่ไม่ห่าง
“ท่านพ่อ”
“เสวี่ยฉิน”
สองพ่อลูกมือหนึ่งแห่งยุทธภพสวมกอดกันทันทีที่เจอหน้า เสวี่ยซางนั้นมีบุตรชายเพียงคนเดียว และยกตำแหน่งเ้าสำนักให้เสวี่ยฉินั้แ่เยาว์วัย โดยที่เสวี่ยซางนั้นหันไปคอยคุมอยู่ด้านหลังอีกที ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเยว่ชิงและพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
“คาราวะนายท่าน”
“นั่งลงเถอะหลงเย่า”
เสวี่ยซางนั่งลงข้างกายของลูกชาย เยว่ชิงลอบมองทุกการกระทำอย่างละเอียด การที่อดีตเ้าสำนักเทียนฉีโผล่มาที่นี่ต้องมีเหตุ และเยว่ชิงมั่นใจอย่างมากว่าเกี่ยวข้องกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
“สีหน้าของเ้าดูไม่ดีเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเสวี่ยฉิน”
“ท่านพ่อ ข้าเกรงว่าเื่คงไม่ง่าย”
“หือ...?”
“พุทธองค์หลี่จิ้งหยางและวิหารระฟ้าต่อกรได้ยาก อีกทั้งข้าเชื่อในสังหรณ์ของตนเอง ข้าว่าอย่างไรเคล็ดวิชาที่เราตามหา อยู่กับพุทธองค์อย่างแน่นอน”
คนเป็พ่อยกจอกสุราขึ้นดื่ม เคล็ดวิชาที่ว่าสูญหายไปนับพันปี สำนักเทียนฉีตามหาแทบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน มันกลายเป็ความลับที่ถูกเก็บซ่อน ประมุขเว่ยหลานแห่งเผ่ามารสิ้นใจตายก็เพราะล่วงรู้ความลับนี้เข้า
“ว่าแต่เคล็ดวิชานี้มันสำคัญอย่างไรหรือท่านพ่อ”
เสวี่ยซางหยุดชะงักวางจอกสุราลง เขาไม่เคยเล่าสิ่งใดให้เสวี่ยฉินฟัง เพียงแต่บอกให้ตามหาของล้ำค่าที่สูญหายกลับคืน “เป็พลังที่แม้แต่สามโลกก็ยังสยบ”
“...!”
“เพียงแค่เ้าสำเร็จเคล็ดวิชานี้ เ้าก็คือผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครก็ไม่อาจต่อกร แม้แต่พุทธองค์หลี่จิ้งหยาง หรือองค์ยูไล ต่อให้เป็าา์ก็ต้องก้มหน้ายอมรับความพ่าย”
“มันมีนามหรือไม่?”
อดีตเ้าสำนักเทียนฉีพยักหน้าเบาๆ “มีสิเสวี่ยฉิน นามของมันคือ เคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดารา”
ไป๋เยว่ชิงทิ้งถ้วยชาในมือด้วยความใ หลังจากได้ยินการสนทนาของสองพ่อลูก เยว่ชิงเคยได้รับรู้มาจากจื่อหลิง หลังจากที่เขาไปช่วยพุทธองค์จัดห้องตำรา และพบเจอเข้ากับตำราเกี่ยวกับการปลุกเคล็ดวิชานี้
เคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดารา ต้องใช้เืจากขั้วหัวใจของผู้สร้างในการปลุกพลัง!
แสดงว่าเคล็ดวิชานี้อยู่กับพุทธองค์หลี่จิ้งหยางมาโดยตลอด เขาซ่อนเื่ราวมากมายไว้หลังคำว่านักบวช หลี่จิ้งหยางนั้นรู้ทุกเื่ในยุทธภพเป็อย่างดี และการที่เขามานั่งปลอมตัวตนเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะอยากสืบหาความ แต่หลี่จิ้งหยางนั้นมาเพื่อแสดงตนลองเชิงอีกฝ่ายต่างหาก
สดับเพียรหมื่นภพชาติ