ตอนที่56
ปะทะจ้าวมู่ 1
หมัดของหยางอี้แม้ขับออกด้วยลมปราณแรกธรรมชาติขั้นที่สอง แต่หนุนเสริมด้วยเคล็ดวิชามารของเกาะประตูนรกภายนอกแม้ดูอ่อนหยุ่น แต่ยามปะทะทำลายล้าง ลมปราณปะทุออก กลับรุนแรงเป็นทบทวี
เพียงแต่คู่ต่อสู้ฝีมือห่างชั้นแม้ประสบการณ์ต่อยตี จ้าวมู่ถือว่าอ่อนด้อยกว่าหยางอี้ แต่พลังฝึกปรือล้วนเหนือล้ำกว่าจนยากเปรียบยามนั้นหมัดของหยางอี้กระชั้นใกล้ ห่างออกไม่ถึงวา จ้าวมู่...พลันเร่งเร้าลมปราณเชื่อมฟ้าดินดึงดูดลมปราณธรรมชาติรอบข้างหนุนเสริม ก่อเกิดพายุลมแปรปรวนรายล้อมห่อหุ้ม กลายเป็นดีดสะท้อนจนหยางอี้เสียหลักเปลี่ยนทิศ หมัดแกร่งกลายเป็นแฉลบออก พลาดเป้า ลมปราณเกาะประตูนรกเมื่อไม่อาจปะทุในร่างของจ้าวมู่ พลันกลายเป็นตีกลับ สะท้อนคืนจนทั่วร่างของหยางอี้ร้อนลวกหายใจติดขัด
แม้หมัดแรกพลาดพลั้งแต่หยางอี้กลับเรียกความสนใจจากจ้าวมู่ได้สำเร็จ
...เด็กผู้นี้อายุยังไม่น่าจะครบสิบปีแต่กลับบรรลุถึงระดับลมปราณเหนือธรรมชาติ น่าเสียดายกลับฝึกปรือวิชามารเน้นสภาวะดุดันชั่วร้าย แม้เก่งกาจรวดเร็ว แต่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
“ศิษย์ข้า พวกเจ้าจงเร่งติดตามไปจับตัวผู้ที่หลบหนีกลับมา” จ้าวมู่เมื่อสนใจในตัวหยางอี้จึงไม่คิดลงมือติดตามหลิวเหวินหงและพวกที่ส่วนใหญ่บาดเจ็บอีก
มีหรือที่หยางอี้จะยินยอมให้เกิดขึ้นแม้ฝีมือลมปราณปัจจุบันอ่อนด้อยกว่า แต่ย่างก้าวเงาอสูรนับเป็นเอกในเรื่องความรวดเร็วระยะสั้น และความลี้ลับ หลังจากหมัดแรกพลาดพลั้งสองเท้าหล่นลงกระทบพื้น หยางอี้เพียงเปลี่ยนลมหายใจอึกหนึ่ง ก็วูบไหวรวดเร็วพริบตา โยกย้ายไปอีกฝั่ง ขวางหน้า เส้นทางติดตามผู้คน
ศิษย์สำนักแม่ใหญ่สองคนบังเอิญเร่งรีบสุดกำลัง ด้วยหวังได้ผลงานเอาใจจ้าวมู่ กลายเป็นกระโจนล้ำหน้าผู้อื่นรับเคราะห์ความเกรี้ยวกราดของหยางอี้เป็นกลุ่มแรก หมัดไวแม้ภายนอกดูเบาบางกลับแม่นยำมิพลาดเป้า ฉกเข้าที่ลำคอซ้ายขวา จิกลึกผ่านลมปราณคุ้มกาย กระชากเอาเส้นโลหิตใหญ่หลุดขาดขาดโลหิตที่สูบแรงอยู่ก่อนกลายเป็นพุ่งฉีด แม้เจ็บปวดวิงเวียนแต่ทั้งสองยังถือว่าร่ำเรียนวิชาจากสำนักฝีมือ หนึ่งถือกระบี่ฟันกวาดด้านหน้าอีกหนึ่งใช้แส้ปัดหวดฟาดจากบนลงล่าง ได้คราหนึ่ง ก่อนที่จะล้มลงสิ้นใจเพียงแต่หยางอี้ว่องไวสุดเปรียบ หลังลงมือ ปลายเพียงเท้าแตะลงพื้น เร่งผลัดเปลี่ยนเรี่ยวแรงเคลื่อนร่างหมุนผ่าน พริบตาก็ไปปรากฏขวางหน้าศิษย์สำนักแม่น้ำใหญ่อีกผู้หนึ่งซึ่งทะยานตามติดมาไม่ห่าง
หยางอี้รู้ดีเวลาของตนมีจำกัด ด้วย...วิถีสังหารสิบสามทัณฑ์อสุรา ทั้งกัดกินกายเนื้อ สิ้นเปลืองลมปราณยิ่งกว่าวิชาฝีมือทั่วไปหลายเท่าหากตนเองมิได้รับพลังฟื้นฟูของกายาเทวะบรรพกาล และเส้นชีพจรเปี่ยมพรสวรรค์มาครอบครองเชื่อว่าต่อให้เป็นฮัวอี้ในวัยเดียวกัน(หยางอี้ในชาติภพก่อน) ก็คงหมดสิ้นเรี่ยวแรงพ่ายแพ้ไปตั้งแต่ประมือกับจ้าวมู่ในคราแรกแล้ว
แต่การเร่งเร้าเช่นนี้มิใช่ว่าประสบผลง่ายดายทุกครา ด้วยศิษย์ผู้ที่ตามหลังสองคนก่อนน้า มิใช่ชนชั้นศิษย์นอกทั่วไปแต่เป็นศิษย์เอกอันดับหนึ่งของจ้าวมู่ นาม...หม่าฉีถาง ฝีมือของศิษย์เอกผู้นี้ล้วนเหนือย่อมล้ำกว่าผู้อื่นก้าวใหญ่ ยามนั้นบังเอิญเห็นด้านหน้าปรากฏเส้นสายโลหิตพุ่งฉีดแม้ยังไม่ปรากฏศัตรูชัดตา แต่รับรู้อันตรายคืบใกล้ ชักกระบี่ตวัดขวางด้วยกระบวนท่าป้องกันวงกว้างมิคาด บังเอิญสัมผัสเข้ากับฝ่ามือที่พุ่งไวของหยางอี้ กระบี่วิเศษสุดหวงแหนบาดเฉือนฝ่ามือขาวติดคราบโลหิต ผู้คนถูกแรงสะท้อนเสียหลักหงายหลังแต่ไหวพริบรวดเร็ว อาศัยแรงดีดกลับ ปักกระบี่ไวข้ามไหล่ คิดหยั่งปลายกระบี่ปะทะพื้นดีดร่างกลับคืน แต่ไม่คาดคิด หยางอี้ดุร้ายรวดเร็ว ไม่สนบาดแผล กลับพุ่งทะยานตามต่อกระบวนท่าแก้ไข กลายเป็นดีดร่างเข้าหากรงเล็บของคู่ของหยางอี้หยางอี้รู้ดีว่าหากจ้าวมู่ร่วมวง ตนเองคงมิอาจลงมือได้เช่นนี้ยามนั้นคิดเร่งรีบจัดการเหล่าศิษย์สำนักแม่น้ำใหญ่โดยไวอาศัยร่างของศิษย์เอกที่ถูกกรงเล็บของตน จิกลึกลงไปที่ไหปลาร้า เหวี่ยงวืดรุนแรงจนได้ยินเสียงกระดูกหักลั่นเปราะ ส่งร่างของบอบช้ำที่ถูกลมปราณปะทุระเบิดภายในอีกคำรบ กระแทกเข้ากับศิษย์อีกสามคนที่ตามหลังมาห่าง ๆจนเสียหลัก ล้มหงายไปด้วยกันทั้งหมด
หยางอี้ เร่งใช้กระบวนท่าระอุเดือดต่อเนื่องเช่นนี้แต่กลับไม่สิ้นเรี่ยวแรงล้มลง เพียงแค่ลมปราณติดขัด ปวดแน่นไปทั่วร่าง ตอนนี้จึงหยุดพักหอบเหนื่อยซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายของตนเองด้วยซ้ำไป
แต่การแสดงออกเด่นล้ำของหยางอี้กลับไปเตะตาจ้าวมู่ ซึ่งเหินลอยอยู่ใจกลางสมรภูมิ จับจ้องทุกจังหวะที่เกิดขึ้นในใจล้วนเต้นรัวระทึก คิดจินตนาการ ว่าหากตนได้เป็นผู้ปลุกปั้นเด็กน้อยผู้นี้ตั้งแต่เยาว์ผลงานของมันอาจารย์ย่อมมีส่วนร่วม เช่นนั้นอนาคต...เจ้าสำนักแม่น้ำใหญ่ คงมิใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
เมื่อผลประโยชน์ที่ผุดเด่นช่างหอมหวานเย้ายวน คนเช่นจ้าวมู่มีหรือจะเอาเรื่องสัจจะที่เอ่ยอ้างกับหยางอวี่ถงมาใส่ใจ เมื่อนั้นเอ่ยกังวานสั่งศิษย์ทุกคนหยุดมือถอยกลับ
หยางอี้แม้งุนงงต่อเรื่องราวตรงหน้าแต่ในใจแอบลอบยินดี ด้วยตนเอง จะได้มีเวลาฟื้นคืนเรี่ยวแรง
ย้อนกลับมาที่หยางอวี่สวนก่อนหน้าทันทีที่จ้าวมู่ปรากฏตัว ปะทะกับหยางอี้ จนฝ่ายหลังพลาดท่าร่วงลง แถมยังมีศิษย์พี่ทั้งเก้าของมันปรากฏตัวขึ้นตามหลังหยางอวี่สวนจึงไม่คิดเล่นละครแกล้งตาย ฟื้นตื่นขึ้นมา กอดก่ายอยู่ข้างขาหยางอวี่ถงส่งเสียงร่ำร้องโหยไห้ดัง หวังเรียกร้องความสนใจ และหมายให้อาจารย์อาวุโสจ้าวมู่โกรธเกรี้ยวที่เห็นตนและบิดาถูกทำร้ายจนสาหัส จะได้บันดาลโทสะ สังหารหยางอี้ให้สาใจตน
แต่แล้วปัจจุบันจ้าวมู่กลับเปลี่ยนท่าที สั่งศิษย์ทั้งเก้าถอยกลับ หยางอวี่สวนจึงไม่คิดทนดู โหวกเหวกเสียงดังฟ้องร้องความผิดของหยางอี้ต่อจ้าวมู่ ด้วยการกระทำ แต่แรกดูเหมือนจะได้ผลเมื่อจ้าวมู่หันกลับมารับฟังคำของมัน แถมยังก้าวลงจากกลางอากาศมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านข้างเสาเหล็ก ซึ่งตรึงยึดร่างของหยางอวี่ถงเอาไว้
“หยางอวี่สวนเจ้ากับเจ้าหนูนั่นมีความแค้นต่อกันรึ” จ้าวมู่เอ่ยถามเสียงเรียบเย็นชา
“ขอรับท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่เจ้าเด็กสารเลวนั่นมีชื่อว่าหยางอี้”
“หยางอี้ เช่นนั้นมันมิใช่แซ่เดียวกับเจ้าหรอกรึ”
“ข้าไม่คิดจะนับญาติกับมันและก็หยางเฉิง พ่อของมันด้วย”
“อา...”จ้าวมู่รับฟังทางหนึ่ง แต่ดวงตากลับจ้องไปหาหยางอี้ ที่ยังคงอ้าปากหอบเหนื่อยอยู่อีกฝั่ง“ที่แท้ก็ลูกชายของหยางเฉิงนี่เอง มิน่าเล่า ถึงได้ดูคุ้นตานัก” เอ่ยจบ จ้าวมู่ก็เลิกสนใจหยางอวี่สวนแต่เลือกเดินช้า ๆ พร้อมผายมือสองข้าง กางออก ก้าวตรงเข้าหาหยางอี้“ที่แท้เจ้าก็คือบุตรชายของหยางเฉิงนี่เองเช่นนั้นข้าที่เคยสั่งสอนบิดาของเจ้ามาก่อนย่อมต้องมีศักดิ์เป็นอาจารย์ปู่ของเจ้าถูกหรือไม่”
หยางอี้ยังคงแสดงท่าทางหอบเหนื่อยไม่คลายทั้งที่ในร่าง เวลานี้สะสมลมปราณได้ถึงสามสี่ส่วนของยามปกติแล้ว“ข้ามิเคยมีอาจารย์ และก็ไม่คิดจะนับเจ้าเป็นอาจารย์ใด ๆ ทั้งสิ้น”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าดูเด็กน้อยเจ้าพูดเข้าสิ” จ้าวมู่ หันกลับไปมองร่างที่กำลังแข็งค้างของหยางอวี่สวน...ซึ่งกำลังรู้สึกว่าตนกำลังถูกผู้อาวุโสที่ตนเคารพจนสุดหัวใจหักหลัง “ที่เจ้าเดือดดาลเช่นนี้คงเพราะเจ้าแค้นสองพ่อลูกนั่นมากสินะ”
หยางอี้ไม่คิดตอบคำเพียงจ้องหน้าของจ้าวมู่ ก่อนผงกศีรษะเบา
“เช่นนั้นก็ไม่ยาก”พริบตาจ้าวมู่พลันใช้ออกด้วย...ท่าร่างเหยียบผิวน้ำ วิชาเฉพาะของสำนักแม่น้ำใหญ่ถลันวูบกลับคืน ก่อนจะใช้เท้าเหยียบเข้าที่ศีรษะของหยางอวี่สวนจนจม มิดธรณี “ข้าว่าเหตุการณ์วันนี้ข้าคงเข้าใจผิดไปเอง ที่คิดว่าตระกูลหลิวเลวร้าย แต่แท้จริงกลับเป็นสองพ่อลูกนี่ต่างหาก” จ้าวมู่เอ่ย พลางพยายามจ้องมองทุกอิริยาบถที่แปรเปลี่ยนของหยางอี้แต่มันกลับไม่คิดว่าหยางอี้ กลับไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาแม้สักเสี้ยว“หากข้าสังหารศัตรูของเจ้าผู้นี้เล่า เจ้าจะว่าอย่างไร”
...บัดซบไอ้โรคจิตจ้าวมู่ผู้นี้จิตใจของมันโฉดชั่วเสียยิ่งกว่าเจ้าเด็กงี่เง่านั่นเสียอีก นี่มันคิดจริง ๆรึว่าเราไม่รู้ว่าหยางอวี่ถงไม่มีทางสยบท่านตาได้ หากไม่มีพวกมันร่วมมือแถมผู้ที่ทรยศคนอื่นซึ่ง ๆ หน้าได้เช่นนี้ เป็นเผ่าพันธุ์ที่ข้าหยางอี้รังเกียจเป็นที่สุด
“เจ้าจะสังหารมันข้าก็ยินดี แต่หากไม่สังหาร ข้าก็ยินดีเช่นเดียวกัน”
...เด็กผู้นี้ร้ายกาจเกินวัย ความคิดอ่านลึกล้ำ แม้แต่ข้าที่ท่องโลกแห่งการแก่งแย่งมาหลายสิบปี ยังมิอาจจับจุดอ่อนความคิดของมันแม้เศษเสี้ยว ในเมื่อท่าทางของมันตั้งตนเป็นศัตรูกับเราแล้ว หากไม่อาจครอบครอง ก็ไม่ควรปล่อยไว้ให้เติบใหญ่มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นภัยลุกลามในภายหน้า
“เจ้าหนูข้าจะสะสางเรื่องทั้งหมดให้เจ้าเอง ผู้คนที่คิดร้ายกับเจ้าและครอบครัวข้าพร้อมจะสังหารพวกมันให้ทั้งหมด ทุกสิ่งที่เจ้าเอ่ยขอ ข้ายินดีจะกระทำให้ข้าเอ่ยมาขนาดนี้แล้ว เจ้าเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นอย่างไร”
“อืม ก็ไม่เลว แล้วเงื่อนไขละ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าความฉลาดของเจ้านี่มัน ทำเอาศิษย์เอกคนเก่าของข้ากลายเป็นหมองแสงไปเลย”จ้าวมู่เอ่ยสงบเรียบมาถึงตรงนี้ จึงค่อยปลดปล่อยลมปราณแผ่ออก คิดข่มขวัญเพิ่มแรงกดดันทางจิตใจแสดงอำนาจที่เหนือกว่าสะกดข่มหยางอี้ “เงื่อนไขของข้าไม่ยุ่งยาก และมีเพียงข้อเดียวแค่เจ้า...ยินยอมเป็นศิษย์ส่วนตัวของข้า ง่าย ๆ แค่นี้เอง”
...หากเจ้าไม่ยอมตอบตกลง ก็คงเหลือแค่ หนทางตายสถานเดียวเท่านั้น
“เงื่อนไขที่ท่านเอ่ยก่อนหน้านี้ท่านพูดจริงใช่มั้ย”
“แน่นอน ข้าจ้าวมู่เป็นถึงอาจารย์ผู้อาวุโสของสำนักแม่น้ำใหญ่ เอ่ยวาจาล้วนมิเคยตระบัดสัตย์”
“ดีงั้นข้าก็ยินยอมจะตกลงเป็นศิษย์ของท่าน”
“ประเสริฐประเสริฐยิ่งนัก”
“แต่เดี๋ยวก่อนท่านเอ่ยว่าจะยินยอมทำตามที่ข้าขอทุกสิ่งใช่หรือไม่”
“อา...ข้าพูดเช่นนั้นจริง”
“ดี เช่นนั้นหากท่านทำได้ตามคำขอข้าก็ยินดีจะก้มกราบ เรียกท่านเป็นอาจารย์ทันที”
“เช่นนั้นก็จงบอกคำขอของเจ้าออกมาข้ารับรองว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ข้ายินดีจะกระทำให้เจ้าอย่างแน่นอน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเรื่องนี้ง่ายดายมาก ข้ามั่นใจว่าท่านกระทำได้อย่างแน่นอน” หยางอี้เวลานี้ฟื้นฟูลมปราณในร่างได้กึ่งหนึ่งแล้วบวกกับมั่นใจว่ากลุ่มของท่านตา หลิวเหวินหง น่าจะหลบหนีออก จนพ้นเขตอันตรายแล้ว จึงมิคิดลากบทสนทนาให้ยืดยาวออกไปอีก“เจ้าก็แค่...เชือดคอตนเอง ทิ้งไปซะ” หางเสียงยังไม่ทันสิ้น ร่างของหยางอี้พลันวูบหายไปจากสายตาของจ้าวมู่