กะดึก..นึกหลอน

    ไลฟ์สดบ้านร้าง ตอนที่ 2: อย่าหันตามแชต


    คนทำไลฟ์ต้องรู้จักยิ้มก่อนรู้ว่าตัวเองกลัวแค่ไหน นั่นเป็นทักษะที่ผมฝึกมาหลายปี กล้องเปิดเมื่อไร หน้าเราต้องมาก่อนความจริง ผมจึงยิ้มให้เลนส์ทั้งที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบ และพูดด้วยเสียงที่พยายามให้เหมือนปราบคนเดิม คนที่เคยเดินเข้าบ้านร้างแล้วทำให้คนดูรู้สึกว่าเขาคุมสถานการณ์ได้


    "สวัสดีครับทุกคน คืนนี้ปราบผีอยู่ที่บ้านวิภา 13 บ้านที่หลายคนขอกันมานานมาก"


    แชตไหลขึ้นทันที เร็วเกินกว่าช่องที่ยอดตกหนักควรมี


    มาแล้วววว


    ของจริงไหมรอบนี้


    อย่าใส่เสียงเด็กอีกนะพี่


    บ้านนี้ห้ามเข้าไม่ใช่เหรอ


    พี่ข้างหลัง


    พี่ข้างหลัง


    พี่ข้างหลัง


    ผมอ่านข้ามคอมเมนต์ชุดนั้นตามสัญชาตญาณ พยายามไม่หัน ทั้งที่หลังคอเย็นวาบ เบสยืนอยู่ข้างผม ถือกล้องสำรองกับไฟ LED เขายังไม่รู้ว่าคอมเมนต์เริ่มพูดคำเดียวกัน เพราะมือถืออ่านแชตอยู่ในมือผมคนเดียว


    "วันนี้เรามีทีมงานสองคนเหมือนเดิมนะครับ ผมกับเบส แล้วก็มีมิวช่วยดูหลังบ้าน เช็กสัญญาณ เช็กแชต ถ้าเจออะไรแปลก ๆ ไม่ต้องสแปมมาก เดี๋ยวอ่านไม่ทัน"


    พูดไปแล้วผมก็รู้ว่ามันโกหก เพราะผมอ่านทันทุกคำที่ไม่อยากอ่าน มิวส่งข้อความหลังบ้าน


    อย่าหัน


    ผมกลืนน้ำลาย เบสหันมาถามเบา ๆ "อะไร"


    "ไม่มีอะไร เดินเข้าไปก่อน"


    ประตูรั้วส่งเสียงครืดตอนเบสดันเปิด ใบไม้แห้งใต้เท้าแตกกรอบ ๆ กลิ่นดินชื้นกับกลิ่นไม้ผุพุ่งขึ้นมาจากสวนหน้าบ้าน ทั้งที่ฝนไม่ได้ตกมาหลายวัน ไฟ LED ส่องให้เห็นทางเดินปูนแตกร้าว ต้นหญ้าขึ้นแทรก และรูปปั้นเด็กปูนซีเมนต์หัวหักครึ่งหนึ่งอยู่ข้างบันไดหน้าประตู แชตยังไหล


    หันสิ


    หันหลัง


    มีคนอยู่รั้ว


    อย่าหัน


    อีก 13 วิ


    ผมสะดุดตรงคอมเมนต์สุดท้าย ชื่อบัญชีคือ `เด็กใต้บันได` ไม่มีรูปโปรไฟล์ มีแค่ช่องเทา ๆ ว่างเปล่า ผมนึกถึงคำเตือนของมิว ห้ามอ่านชื่อบัญชีไม่มีรูปโปรไฟล์ออกเสียงเกินหนึ่งครั้ง ผมไม่ได้อ่านออกเสียง แต่ชื่อมันดังขึ้นในหัวชัดเกินไป


    "พี่ปราบ คนดูบอกอะไร" เบสถาม


    "บอกให้เข้าบ้าน"


    "หน้าพี่ซีด"


    "มึงส่องไฟไปที่ประตู"


    ผมพยายามนับในใจ 1 ถึง 13 ช้า ๆ ดีเลย์สตรีมคือ 13 วินาที แปลว่าคนดูเห็นภาพช้ากว่าความจริง แต่คอมเมนต์ที่บอกให้รอ 13 วินาทีขึ้นมาก่อนเหตุการณ์ในโลกจริง หรืออย่างน้อยก็ตรงจังหวะเกินไป ผมนับถึง 13 แล้วค่อยหันกลับไปมองรั้ว


    ไม่มีใคร


    ลานหน้าบ้านว่างเปล่า รั้วเหล็กเปิดอ้า รถตู้ของเราจอดนิ่งใต้ไฟถนนเสีย ๆ ไม่มีเงาคน ไม่มีเด็ก ไม่มีอะไร ผมหัวเราะออกกล้อง


    "แชตปั่นไวมากนะครับคืนนี้ ใครบอกว่ามีคนอยู่หลังรั้ว ผมหันแล้ว ไม่เจออะไร"


    มิวส่งข้อความทันที


    รีเพลย์หลังบ้านมี


    ผมหยุดยิ้ม ข้อความถัดมาเป็นไฟล์วิดีโอสั้น ๆ ที่ระบบ auto-save ส่งเข้ามาเอง มันเป็นภาพย้อนหลังจากกล้องหลักเมื่อ 13 วินาทีก่อน ตอนผมยังหันหน้าเข้าบ้าน ในภาพ เบสยืนข้างผมตามปกติ ส่วนด้านหลังรั้ว มีเด็กคนหนึ่งยืนเกาะเหล็กอยู่


    เด็กตัวเล็ก ใส่เสื้อสีขาวเปื้อนดิน


    ไม่มีใบหน้า


    พอผมเปิดดูจบ ไฟล์นั้นก็หายไปจากแชตหลังบ้าน


    "มิว ไฟล์เมื่อกี้..."


    ไม่มีคำตอบ เธอน่าจะกำลังดูระบบอีกฝั่ง


    เบสยื่นมือไปจับลูกบิดประตูบ้าน "ล็อก" ผมหันกล้องเข้าหาประตูไม้บวมชื้น มีรอยข่วนเก่า ๆ ต่ำ ๆ เหมือนเด็กใช้เล็บขูดจากด้านใน เหนือลูกบิดมีสติ๊กเกอร์กระดาษเก่าเหลือครึ่งหนึ่ง ตัวหนังสือจางจนอ่านแทบไม่ออก แต่เมื่อไฟ LED ส่องผ่าน ผมเห็นคำว่า LIVE แล้วตามด้วยวันที่ที่ถูกน้ำกัดจนเลือน


    "บ้านนี้เคยมีคนไลฟ์จริง ๆ" เบสพูด


    "ยิ่งดี" ผมตอบอัตโนมัติ


    "พี่ยังจะพูดแบบนั้นอีกเหรอ"


    ก่อนผมจะตอบ เสียงแจ้งเตือนโดเนตดังขึ้นจากมือถือ


    ติ๊ง


    เสียงนั้นปกติควรสดใส เป็นเสียงที่คนทำคอนเทนต์ทุกคนชอบ เพราะมันแปลว่าเงินเข้าระหว่างไลฟ์ แต่ในลานบ้านเงียบ ๆ ตอนเที่ยงคืนกว่า เสียงเดียวกันกลับฟังเหมือนช้อนหล่นในห้องดับจิต


    ยอดโดเนต: 3,013 บาท


    จากบัญชี: แม่ไม่ให้ปิดไฟ


    ข้อความ: รับทราบ ขอบคุณสำหรับการสนับสนุน


    ผมขมวดคิ้ว เพราะข้อความนั้นควรเป็นข้อความที่ผู้โดเนตพิมพ์มา แต่ประโยคมันเหมือนคำตอบที่ผมต้องพูดตามกฎมากกว่า มิวส่งหลังบ้านทันที


    อย่าถามชื่อผู้โดเนต พูดตามนั้น


    ผมรู้สึกเหมือนกฎที่ยังไม่ได้เห็นทั้งหมดกำลังถูกป้อนเข้ามาทีละชิ้น แต่กล้องยังเปิดอยู่ ยอดผู้ชมกำลังขึ้น 2,400 แล้ว 3,800 แล้ว 5,000 เร็วเกินจริง คนดูจริงหรือบอทไม่สำคัญในวินาทีนั้น ตัวเลขกำลังทำสิ่งที่ผมโหยหามาหลายเดือน มันกำลังบอกว่าผมยังมีคนมองอยู่


    "รับทราบ" ผมพูดออกกล้อง เสียงแห้งกว่าที่ตั้งใจ "ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนครับ"


    ทันทีที่พูดจบ ลูกบิดประตูก็หมุนเอง


    กึก


    เบสถอยหลังจนชนผม ประตูเปิดเข้าข้างในช้า ๆ กลิ่นอับของบ้านร้างพุ่งออกมาเหมือนลมหายใจคนที่ถูกขังไว้นานเกินไป ข้างในมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากเราสาดผ่านฝุ่นในอากาศให้เห็นทางเดินแคบ ๆ และห้องรับแขกด้านซ้าย แชตระเบิด


    เข้าไป


    ของจริงว่ะ


    ประตูเปิดเองหรือทีมงาน


    อย่าหัน


    อย่าหัน


    อย่าหัน


    "พี่..." เบสกระซิบ


    "เดินช้า ๆ" ผมบอก "กล้องอย่าสั่น"


    "ผมไม่ได้กลัวกล้องสั่น ผมกลัวตาย"


    ประโยคนั้นเบา แต่ไมค์รับชัด คนดูหัวเราะในแชต บางคนพิมพ์ว่าเบสน่ารัก บางคนบอกให้เข้าไปเร็ว ๆ บางคนเสนอเงินโดเนตถ้าเราปิดไฟ แต่ผมเริ่มรู้สึกว่าคนดูคืนนี้ไม่ได้มีแค่คนที่อยากเห็นผี บางบัญชีเหมือนอยากให้เราทำผิดกฎ เราเข้าห้องรับแขกเป็นจุดแรก พื้นไม้บวมและส่งเสียงเอี๊ยดทุกก้าว โซฟาหนังเก่าแตกจนไส้ฟองน้ำทะลัก โต๊ะกระจกมีฝุ่นหนาจนมองไม่เห็นผิวจริง ทีวีจอแก้วรุ่นเก่าวางอยู่ตรงมุมห้อง หันหน้าเข้าหาโซฟาเหมือนยังรอให้ใครมานั่งดู


    ผมวางกล้องหลักบนขาตั้งกลางห้อง ปรับเฟรมให้เห็นประตู โซฟา และทีวี เบสตั้งไฟ LED บนโต๊ะฝุ่นหนา แล้วปักกล้องสำรองไว้ที่มุม


    ก่อนเริ่มเดินสำรวจ ผมทำตามขั้นตอนที่เคยทำจนติดมือ เช็กระดับเสียงไมค์ ตบเบา ๆ ที่หัวไมค์ให้กราฟเสียงขึ้น เช็กสัญญาณมือถือ เช็กภาพจากกล้องสำรอง แล้วส่งข้อความสั้น ๆ ไปหามิวว่า เห็นครบไหม ปกติขั้นตอนนี้ทำให้ผมอุ่นใจ เพราะถ้ากล้องเห็น เสียงมา สัญญาณนิ่ง แปลว่าอย่างน้อยงานยังอยู่ในมือเรา แต่คืนนี้ทุกอย่างนิ่งเกินไป กราฟเสียงไม่สั่นตามเสียงหายใจของผม มันสั่นเป็นจังหวะอื่น ช้าและต่ำ เหมือนมีใครอีกคนยืนหายใจใกล้ไมค์ทั้งที่ในห้องมีแค่ผมกับเบส


    มิวตอบกลับมา


    กล้องหลักดีเลย์ 13 วิ


    กล้องสำรองดีเลย์ 13 วิ


    เสียงไมค์มีแทร็กที่สาม ผมอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำ เสียงไมค์ควรมีแค่สองแทร็ก ของผมกับเสียงห้อง ถ้าเธอเห็นแทร็กที่สาม แปลว่าระบบกำลังรับเสียงจากที่อื่นอยู่ด้วย ผมเกือบถามกลับ แต่แชตหน้าจอสาธารณะเริ่มไหลเร็วขึ้นจนกลืนความคิดผมไปหมด ข้างโซฟามีกล่องรองเท้าเก่าใบหนึ่งวางอยู่ ฝุ่นจับหนาจนเป็นสีเทา เบสเอาไฟส่องผ่าน ๆ แล้วพูดว่า "อย่าแตะดีกว่า"


    "คนดูต้องอยากเห็น"


    "คนดูไม่ได้มาโดนเอง"


    ผมรู้ว่าเขาพูดถูก แต่กล้องกำลังจับผมอยู่ และยอดผู้ชมกำลังขึ้น ผมจึงคุกเข่าลงหน้าโซฟา ใช้ปลายนิ้วเขี่ยฝากล่องเปิดนิดหนึ่ง กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอะไรเปรี้ยว ๆ ลอยขึ้นมา ข้างในไม่มีรองเท้า มีเพียงสมุดนักเรียนเล่มหนึ่ง ปกยับ มีรูปการ์ตูนซีด ๆ และชื่อเด็กเขียนด้วยปากกาน้ำเงินจนหมึกซึมแตก ผมอ่านชื่อในใจ ไม่กล้าออกเสียง เบสยื่นกล้องสำรองเข้ามาใกล้ "ชื่ออะไรพี่"


    "อย่าอ่าน"


    "ทำไม"


    "ไม่รู้ แค่...อย่าอ่าน"


    แชตเริ่มพิมพ์ชื่อเด็กคนนั้นพร้อมกัน ทั้งที่ผมยังไม่ได้พูดและกล้องยังเห็นปกสมุดไม่ชัด


    น้องตาล


    น้องตาล


    น้องตาล


    ผมปิดฝากล่องทันที มือเย็นขึ้นจนปลายนิ้วชา คนดูบางคนหัวเราะ บางคนด่าว่าผมปิดกล่องเร็วไป แต่มีบัญชีหนึ่งไม่มีรูปโปรไฟล์พิมพ์ขึ้นมาสั้น ๆ


    ดีแล้วที่ยังจำกฎได้


    ผมไม่รู้ว่ามันชม เตือน หรือเสียดสี ใต้โต๊ะกระจกมีรีโมตทีวีเก่าวางอยู่ แบตเตอรี่เยิ้มจนเป็นคราบขาว ผมไม่ได้แตะมัน แต่ปุ่มเปิดเครื่องค่อย ๆ จมลงเองช้า ๆ เหมือนมีนิ้วที่มองไม่เห็นกดไว้ เบสเห็นพร้อมผม เขาถอยหลังหนึ่งก้าว ไฟ LED ในมือสั่น


    "พี่ ถ้าอันนี้เปิดเอง ผมไม่เล่นแล้วนะ"


    ผมอยากบอกว่าเราไม่ได้เล่นตั้งแต่เข้าประตูมาแล้ว แต่คำพูดนั้นคงทำให้ทั้งผมและเบสกลัวกว่าเดิม ผมจึงหันเข้ากล้อง พยายามอธิบายด้วยเสียงคนทำรายการ "รีโมตเก่ามากนะครับ อาจมีปุ่มค้างหรือสปริงเสีย เดี๋ยวเรายังไม่แตะอะไร รอดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นเองไหม" ในหัวผมอีกเสียงหนึ่งพูดว่า ผมกำลังโกหกคนดูอีกแล้ว เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อทำให้ผีดูจริง แต่เพื่อทำให้ผีจริงดูเหมือนเครื่องเสีย


    "ทุกคนเห็นชัดไหมครับ" ผมพูดกับไลฟ์ "ตอนนี้เราอยู่ในห้องรับแขก บ้านค่อนข้างเก่า ฝุ่นเยอะมาก ถ้าได้ยินเสียงแปลก ๆ อาจเป็นพื้นไม้หรือสัตว์เล็ก..."


    เสียงหัวเราะเด็กดังขึ้นจากไมค์


    ไม่ใช่จากในห้อง


    จากไมค์


    มันดังในหูฟังของผมชัดเจน เป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ แห้ง ๆ เหมือนไฟล์เสียงถูกเปิดซ้ำ แต่ผมไม่ได้ใส่อะไร เบสไม่ได้แตะอุปกรณ์ และมือถือที่ใช้เล่นเสียงเตือนวางอยู่บนโต๊ะ


    ผมรีบเปิดหน้ารวมเสียงในมือถือ ไล่ดูทีละช่องเหมือนคนพยายามจับขโมยในบ้านตัวเอง ช่องไมค์ผมขึ้นปกติ ช่องกล้องหลักขึ้นปกติ แต่ช่องที่สามไม่มีชื่อ มีเพียงไอคอนวงกลมสีเทาและระดับเสียงกระดิกขึ้นลงตามเสียงหัวเราะนั้น ผมกดปิดช่องนั้น หน้าจอขึ้นว่า ไม่สามารถปิดเสียงผู้ร่วมรายการที่ระบบเชิญเข้ามาเอง


    ผู้ร่วมรายการ


    คำนี้ทำให้ท้องไส้ผมบิด เพราะไลฟ์นี้ควรมีผู้ร่วมรายการแค่ผมกับเบส แชตเริ่มพิมพ์พร้อมกัน


    ได้ยิน


    ได้ยิน


    เสียงเด็ก


    แม่ไม่ให้ปิดไฟ: อย่าปิดไฟ


    ผมหันไปมองเบส เขาหน้าซีด "พี่ไม่ได้ใส่เสียงใช่ไหม" คำถามนั้นเจ็บกว่าที่ควร เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาอาจไม่ถาม


    "ไม่ได้ใส่"


    มิวโทรเข้ามาในหูฟัง ผมกดรับโดยไม่ให้เสียงออกไลฟ์


    "ปราบ ฟังฉัน" เสียงเธอเร็วขึ้น "ยอดหน้าจอสาธารณะขึ้นหกพัน แต่หลังบ้านฉันเห็นผู้ชมจริงแค่สี่ร้อยกว่าคน"


    "บอท?"


    "บอทไม่พิมพ์ข้อความก่อนเหตุการณ์เกิด"


    ผมยังไม่ทันถามต่อ ทีวีจอแก้วตรงมุมห้องก็ดังแกรก ไฟสีเขียวเล็ก ๆ ใต้จอที่ควรดับมานานติดขึ้นเอง เบสยกไฟฉายไปส่อง "ไม่มีปลั๊ก" สายไฟทีวีขาดอยู่ข้างหลัง ปลายสายถูกหนูกัดหรืออะไรบางอย่างแทะจนเหลือทองแดงดำ ๆ


    แต่จอกลับค่อย ๆ สว่าง


    ภาพแรกเป็นหิมะซ่า ๆ ขาวดำ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพไลฟ์ของเราในห้องรับแขก


    จากมุมที่ไม่มีใครตั้งกล้อง


    ในภาพบนทีวี ผมยืนอยู่ข้างโซฟา เบสยืนใกล้ประตู กล้องหลักตั้งกลางห้อง ทุกอย่างตรงกับความจริง ยกเว้นด้านหลังเบส มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอก้มหน้า ผมยาวเปียกปิดใบหน้า มือทั้งสองข้างวางบนไหล่เบสเหมือนกำลังช่วยจัดท่ายืนให้เขา


    ในห้องจริง เบสยืนคนเดียว


    ผมเผลออ่านคอมเมนต์ที่เด้งขึ้นตรงกลางจอมือถือออกเสียงเบา ๆ


    "บ้านนี้ยังอยู่..."


    ทันทีที่ชื่อบัญชีหลุดจากปาก ทีวีในห้องรับแขกก็ดับวูบ และเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบขึ้นข้างหูเบสผ่านไมค์ทุกตัวพร้อมกัน


    "อ่านชื่อเราแล้ว"


    คล้ายกับเรื่องกะดึก..นึกหลอน ที่คุณอ่าน