เมื่อยามเหม่า มาถึง (เวลา ประมาณ 05.00-07.00น.)
แสงทองของดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่องอีกครั้ง เฟิ่งหนิง ที่นอนอยู่บนต้นไม้เริ่มขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมา
สิ่งแรกที่เธอทำคือสังเกตบริเวณรอบ ๆ ผืนป่าเพราะั้แ่มาบวกกับอารมณ์อันสับสนวุ่นวายและความทรงจำของร่างเดิม
ทำให้ เธอยังไม่ทันสังเกตสิ่งรอบตัวฟ้าก็มืดลงแล้วเมื่อรู้สึกว่าบริเวณโดยรอบนี้ไม่มีอันตรายไร้ผู้คนและสัตว์ใหญ่
เธอจึงลงจากต้นไม้เดินไปที่ลำธารย่อตัวลงนั่งบริเวณที่น้ำใสสะอาดที่สุดตวัดน้ำขึ้นมากินและล้างหน้าล้างตาได้ยินเสียงร้อง โครกครากมาจากท้องของเธอ
เธอลุกขึ้นยืนแล้วพึมพำอย่าไม่สบอารมณ์ว่า
"ร่างนี้จะอ่อนแอเกินไปแล้ว"
เพราะร่างกายของเธอเมื่อชาติก่อนถูกฝึกให้มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านร่างกายและจิตใจเธอมักจะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่และเป็การฝึกฝนในป่าลึกอยู่เป็ประจำสามารถอดทนต่อความหิวได้ดี
ทำให้เธอคุ้นชินกับการใช้ชีวิตและเอาตัวรอบในป่าได้สบาย แต่ร่างนี้ ไม่ได้กินอะไรแค่วันเดียวก็ทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดแทบจะสูญหายไปดังนั้น
เธอจึงมองหาอะไรที่พอจะเป็อาหารให้เธอได้สายตาเธอเหลือบไปเห็นปลาที่อ้วนท้วนว่ายไปมาบริเวณโขดหินสองสามตัว
มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“อย่างน้อย์ก็ไม่ได้ใจดำขนาดนั้น”
เธอหันหลังเดินไปหากิ่งไม้ที่หักตามธรรมชาติที่มีกิ่งตรงยาวเกือบสองเมตรขนาดพอดีมือและเถาวัลย์สายเล็กๆ
จากนั้นใช้ปิ่นปักผมตรงด้ามที่แหลมคมมัดติดกับไม้โดยใช้เถาวัลย์แทนเชือกปลายที่แหลมของปิ่นชี้ลงดิน
เธอยิ้มแล้วพูดว่า
"แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว "
จากนั้นเธอเดินไปที่ลำธารอีกครั้งถอดรองเท้าและกระโปรง เหลือเพียงกางเกงซับในขายาวเธอพับขากางเกงขึ้น
เดินลงน้ำใกล้โขดหินน้ำตรงนั้นไม่ลึกแค่เกือบจะถึงเข่าของเธอ เธอหยุดใกล้ๆโขดหินเล็งไปที่ปลาจากนั้นใช้อาวุธที่เธอเพิ่งทำเสร็จจัดการปลาอย่างแม่นยำ
เธอทำแบบนั้นหลายครั้งและทุกครั้งก็ได้ปลามาด้วยเธอใช้กิ่งไม้ถูกันไปมาเพื่อก่อไฟตามแบบคนโบราณและจัดการย่างปลาตัวใหญ่ที่ได้มาทั้งหมดประมาณหกเจ็ดตัว
เธอกินไปสองตัวที่เหลือใช้ใบไม้ห่ออย่างมิดชิดผูกด้วยเถาวัลย์อีกห้าห่อเพื่อไว้กินระหว่างทางที่เธอทำเช่นนี้เพราะ
เธอต้องรีบหาสมุนไพรมาแก้พิษโดยเร็วเธอไม่มีเวลามากพอขนาดที่จะเสียสละเวลาไปหาอาหารประทังชีวิตเพราะที่นี่คือป่าไม่ได้มีความสะดวกสบายขนาดนั้น
จากนั้นเธอเก็บสำภาระและเดินตามหาสมุนไพรที่้า
ยาพิษนี้รุนแรงก็จริงแต่สำหรับเธอไม่ยากเกินความสามารถ
ระหว่างทางเธอเจอสมุนไพรที่้าแล้วสองชนิดเหลืออีกชนิดเดียวเธอก็จะแก้พิษได้แล้ว
เธอเดินทางต่อไปแขนข้างหนึ่งสะพานปลาย่างในมือถือไม้เท้ามืออีกข้างถือกิ่งไม้เล็ก ๆ ไว้ฟาดหญ้าที่ขึ้นสูงและเป็การไล่งูไปพลางสุดท้ายเธอก็เจอสมุนไพรที่เธอ้า
มันคือหญ้าลิ้นงูที่ลักษณะใบเป็สองแฉกคล้ายลิ้นงูลำต้น เป็สีม่วงที่ชอบเกิดบริเวณที่สูงใกล้หน้าผาหรือธารน้ำตกที่สูงชัน
เธอยิ้มแล้วพูดว่า
"ในที่สุดก็เจอแล้ว"
เธอวางของทั้งหมดไว้แล้วปีนขึ้นไปหมายจะจับหญ้าลิ้นงู ทันใดนั้นมีลิงตัวหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้แย่งหญ้าลิ้นงูของเธอไปต่อหน้าต่อตา
เธอโมโหมากสบถออกมาอย่างอดไม่ได้
"เวรเอ๊ย "
หน้าตาเธอดุร้ายขึ้นทันที เธอไม่รอช้าหยิบก้อนหินปาใส่หัวลิงอย่างไม่ไยดี ลิงตัวนั้นะโโลดเต้นส่งหญ้าลิ้นงูให้อีกตัวแต่ยังไม่ทันถึงมือ
ก้อนหินก็โดนหัวของมันเข้าอย่างจังลิงตัวนั้นร้องด้วยความเ็ปแล้วตกจากที่สูงจนตายหญ้าลิ้นงูร่วงลงพื้น
สายตาของเธอจับจ้องไปที่สมุนไพรแต่เธอก็อยู่ไกลเกินไปลิงอีกตัวเห็นดังนั้นก็ร้องลั่นแล้วรีบวิ่นไปเก็บสมุนไพร
เตรียมจะหนีไปจู่ ๆ ก็มีก้อนหินลอยมาถูกมือของมันจนได้ยินเสียงกระดูกแตกมันร้องขึ้นอีกครั้งอย่างเ็ปและไม่ยอม
เธอเข้าไปหามันช้า ๆ แล้วหยิบหญ้าลิ้นงูขึ้นมาริมฝีปากผุดรอยยิ้มเย็นสายตาอันคมกริบมองไปที่ลิงตัวนั้นแล้วพูดขึ้นอย่างเอาแต่ใจว่า
"อะไรที่เป็ของของข้า หากข้าไม่อนุญาตใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ได้ไปทั้งนั้น"
เธอเดินไปที่โขดหินใกล้ ๆ หยิบยาอีกสองชนิดขึ้นมาใช้ก้อนหินบดรวมกันจากนั้นกินเข้าไปทั้งอย่างนั้น
สักพักเธอเริ่มเนื้อตัวสั่นกระวนกระวายเธอกำมือแน่นกดข่มอารมณ์ความเ็ปไว้เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา (ประมาณ15นาที) เธอก็กระอักเืออกมาคำโตเืนั้นเป็สีดำ
สายตาเธอคมกริบมองไปยังเืกองนั้นมุมปากของเธอผุดรอยยิ้มอีกครั้ง
"หึ ในที่สุดก็สำเร็จ ลี่จู ใช้ชีวิตดีๆ เพื่อรอข้าล่ะ"
เธอเอ่ยเสียงเบาออกมา