『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 วิชาหลอมอสูร

            หลังจากถูกผ่าเป็นสองซีกต้นไม้กินคนก็ยังไม่สิ้นใจ หนวดจำนวนหนึ่งพยายามเชื่อมลำต้นทั้งสองซีกอีกครั้งไป๋เสียเห็นดังนั้นก็อดชื่นชมไม่ได้ “ช่างดื้อรั้นเสียจริงดูท่าต้องใช้ไม้แข็งแล้ว”

            ลู่เต้าที่อยู่ด้านในเอ่ยถาม“เผามันทิ้งเลยดีหรือไม่”

            ไป๋เสียส่ายหน้า“ไม่ได้หรอก ต้นไม้นี่ไม่ธรรมดาต้องเป็นผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาธาตุไฟเท่านั้นถึงจะเผามันจนหมดสิ้นได้”

            “แล้วทำอย่างไรดีเล่า” ลู่เต้ามองต้นไม้กินคนที่ถูกตัดขาดกำลังค่อยๆต่อติดอย่างร้อนใจ “ไม่เช่นนั้นเจ้าฟันมันอีกทีดีหรือไม่”

            “ไม่ได้เหมือนกัน” หนวดที่ถูกตัดขาดยังคงบิดตัวไปมาไป๋เสียสังเกตเห็นจึงเอ่ยต่อ “ต้นไม้เช่นนี้ ต่อให้เจ้าตัดมันทิ้งทั้งต้นสักพักมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่จากส่วนที่ขาด ฉะนั้นต้องใช้วิธีเด็ดขาด”

            “บังเอิญว่า...” ไป๋เสียหยิบยันต์สีขาวที่วาดด้วยหมึกชาดออกมาจากอกเสื้อ“ข้ามีวิธีจัดการมันพอดี”

            ลู่เต้าเห็นยันต์ก็ตัวสั่นและคิดในใจทันที“ข้างในนี่มิใช่ผนึกดวงวิญญาณของจู้หลง สาวกสำนักภูตยันต์เอาไว้หรอกหรือ?”

            จู้หลงที่จากไปด้วยความเคียดแค้นปกติลู่เต้าก็แทบจะสะกดเขาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว บ่อยครั้งที่จู้หลงมักจะออกมาอาละวาดสาปแช่งลู่เต้าในยามค่ำคืน

            ตอนแรกลู่เต้าก็รู้สึกหงุดหงิดจนนอนไม่หลับแต่พอชินแล้ว เขาก็พบว่าการฟังเสียงสาปแช่งของจู้หลงกลับช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นยามนี้หากเงียบไป เขากลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเสียอย่างนั้น

            ดวงวิญญาณของจู้หลงที่สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในร่างของลู่เต้าถูกใช้ไปมากคิดว่าได้โอกาสแล้วก็พอดีกับที่ไป๋เสียหยิบยันต์ออกมา ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกไหลผ่านเส้นชีพจรเข้าสู่มือ

            หากเป็นคนธรรมดาคงถูกจู้หลงเข้าสิงในชั่วพริบตาแล้ว ทว่าครั้งนี้เบื้องหน้าจู้หลงไม่ใช่ลู่เต้าหรือคนธรรมดา แต่เป็นจอมมารไป๋เสียที่สังหารและผนึกดวงวิญญาณของเขาไว้เอง!

            ไป๋เสียไม่ได้สนใจความอาฆาตของจู้หลงแม้แต่น้อยเขาเร่งพลังวิญญาณเข้าไปในยันต์ หากเปรียบความอาฆาตของจู้หลงเป็นธารน้ำเล็กๆ พลังวิญญาณของไป๋เสียก็เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่โถมกระหน่ำพัดพาความเย็นยะเยือกให้สลายไปก่อนจะไหลบ่าเข้าไปในยันต์

            “อะไรกัน!?” จู้หลงที่ผนึกอยู่ในยันต์คิดว่าในที่สุดโอกาสที่รอคอยก็มาถึงใครจะไปคิดว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังของไป๋เสีย เขาช่างเล็กจ้อยราวกับผงธุลีเขาสัมผัสได้ถึงความกดดันจนไร้ทางสู้ เหมือนกับตอนที่ถูกผนึก ราวกับถูกภูเขากดทับร่างไว้จนขยับไม่ได้

            ราวกับว่าเพียงแค่ไป๋เสียดีดนิ้วก็สามารถทำให้เขาแหลกสลายไปได้แล้วและหากวิญญาณถูกสังหาร ก็หมายความว่าเขาจะหายไปตลอดกาล

            สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของจู้หลงทำให้ดวงวิญญาณที่กำลังบ้าคลั่งสงบลงทันใดไม่กล้าแม้อาละวาดอีก

            ความปั่นป่วนในยันต์สงบลงภายในสองลมหายใจไป๋เสียกล่าวอย่างพอใจ “แบบนี้ค่อยดีหน่อย วิชาของเจ้า ข้ายืมใช้หน่อยแล้วกัน!”

            ระหว่างที่ต้นไม้กินคนกำลังรักษาบาดแผลไป๋เสียหลับตาท่องคาถา “หลอมอสูร!”

            ยันต์หมึกชาดร้อนระอุไป๋เสียพลันลืมตาขึ้น ใช้กระบี่อสูรกรีดปลายนิ้ว เลือดสดหยดลงบนพื้นดินที่แห้งผาก

            “ค่ายกลโลหิตสังหาร”

            สิ้นเสียงก็มีประกายแดงปรากฏขึ้นบนพื้นดินก่อตัวเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ล้อมรอบต้นไม้กินคนเอาไว้

            ค่ายกลแผ่กลิ่นอายสีแดงดำอันเป็นอัปมงคลย้อมทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นสีเดียวกัน ต้นไม้กินคนที่อยู่ใจกลางค่ายกลรู้สึกได้ถึงลางร้ายจึงยื่นหนวดออกมาหวังจะทำลายค่ายกล

            ทว่าตราประทับของค่ายกลอยู่บนพื้นดินไม่ว่าต้นไม้กินคนจะพยายามเท่าใด ก็มิอาจทำลายค่ายกลได้

            ลู่เต้าที่อยู่ด้านในก็ตกใจเช่นกันต้องรู้ก่อนว่าเขาเคยเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากค่ายกลนี้มาแล้ว

            โชคดีที่ผลไม้สีทองที่เขาทานเข้าไปทำให้เขาได้รับพลังแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยความช่วยเหลือจากไป๋เสียเขาจึงฝืนชะตาฟ้าลิขิต เขียนอนาคตขึ้นมาใหม่ยามนี้เมื่อได้เห็นค่ายกลโลหิตสังหารอีกครา เขาก็ยังคงหวาดกลัวไม่หาย

            “นะ...นี่มัน! วิชาของเจ้าควบคุมวิญญาณนั่นนี่นา!”ตอนแรกลู่เต้าแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองแต่ลวดลายของค่ายกลที่เหมือนกันราวกับแกะ ก็ยืนยันได้ว่านี่คือวิชาที่เคยทำให้เขาต้องตกตาย

            ต้นไม้กินคนพยายามทุรนทุรายอยู่ใจกลางค่ายกลในที่สุดก็เชื่อมต่อลำต้นได้สำเร็จ หนวดที่ถูกตัดขาดก็งอกขึ้นมาใหม่หลายเส้น

            แต่มันก็สายเกินไปแล้วต้นไม้กินคนเร่งพลัง ยื่นหนวดออกมาโจมตีอีกครั้ง ไป๋เสียเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประกายสีแดงดำเจิดจ้าจนไม่อาจลืมตาได้ แรงกดดันมหาศาลโถมเข้าใส่ต้นไม้กินคนจากทุกสารทิศทันที

            พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงควันหนาทึบ ประกายแสงสีแดงดำค่อยๆ จางหายไปแม้บนพื้นดินจะยังคงหลงเหลือประกายแดงจางๆ แต่ต้นไม้กินคนกลับหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงหลุมขนาดใหญ่และคราบเลือดเต็มพื้น

            “เฮ้อ...” ไป๋เสียถอนหายใจ ก่อนจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ โลกหมุนคว้างเขาพยายามอยู่นานกว่าจะทรงตัวอยู่ได้ “เหอะ ใช้พลังวิญญาณมากไปหน่อยงั้นหรือ”

            ลู่เต้าที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจได้สติกลับมาก็รีบถามทันที “ไป๋เสีย ทำไมเจ้าถึงใช้วิชาของเจ้าสารเลวนั่นได้กัน”

            “เจ้าหมายถึงวิชาหลอมอสูรหรือ” ไป๋เสียเอ่ยอย่างอ่อนแรง“ไม่ว่าจะเป็นใคร...ตราบใดที่ดวงวิญญาณถูกสะกดไว้ในยันต์ข้าก็สามารถนำมาใช้ได้...”

            ไป๋เสียพูดทีละคำเมื่อเอ่ยจบ ความรู้สึกวิงเวียนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาถึงขั้นได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุบๆข้างหู

            “เหอะ...แค่สองกระบวนท่าก็ถึงขีดจำกัดแล้วหรือ” ไป๋เสียอดเป็นห่วงลู่เต้าขึ้นมาไม่ได้เขารู้ดีว่าเส้นทางแห่งการฝึกตนนั้น เต็มไปด้วยขวากหนามและร่างที่ไร้วิญญาณเกลื่อนกลาด

            ในยุคที่ปราณจิตวิญญาณเหือดแห้งยิ่งหายากขึ้นทุกที ไม่อาจตอบสนองความต้องการของผู้ฝึกตนจำนวนมากเรื่องที่ผู้ฝึกตนต่อสู้แย่งชิง หรือแม้กระทั่งฆ่าคนชิงของก็กลายเป็นเพียงเรื่องปกติ

            ในอนาคตอันใกล้ย่อมต้องมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าต้นไม้กินคนหรือจู้หลงปรากฏตัวขึ้นอีกด้วยพลังฝึกตนของร่างกายลู่เต้าในตอนนี้ ยามคับขันคงไม่อาจทำให้เขาใช้พลังอย่างเต็มที่ได้

            ไป๋เสียยังคิดจะพูดอะไรต่อทว่าคนที่ถูกลู่เต้าช่วยเหลือไว้ก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยความดีใจ “ท่านผู้มีพระคุณ!”

            “เหอะ...เจ้าหนู เจ้าจัดการกับพวกเขาไปเถอะ” ไป๋เสียถือโอกาสถอยกลับเข้าไปในร่างปล่อยให้ลู่เต้ารับช่วงต่อ

            ภาพตรงหน้าลู่เต้าพร่าเลือนก่อนจะปรากฏภาพชายร่างท้วมวัยยี่สิบปีขึ้นมาใหม่ เขายิ้มจนตาหยี ยกมือไหว้ลู่เต้าทั้งๆ ที่เขาอายุน้อยกว่า “ข้าชื่อหงฝู”

            “ข้า...” ลู่เต้าอ้าปาก เสียงของไป๋เสียก็ดังขึ้นในหู

            “ยุทธภพอันตราย อันตรายทุกย่างก้าว ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อให้เขารู้”

            แต่ลู่เต้าก็เผลอพูดออกไปแล้วยิ่งเห็นสีหน้าตั้งอกตั้งใจของหงฝู ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ ดวงตาจึงกวาดตามองไปรอบๆในที่สุดก็นึกอะไรบางอย่างออก พูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าชื่อเฮยเจิ้ง”

            “นี่! เจ้าหนู!” ไป๋เสียไม่พอใจชื่อปลอมนี้เป็นอย่างยิ่ง เพิ่งสิ้นเสียง เขาก็ประท้วงขึ้นมาทันที

            “เฮยเจิ้ง?” หงฝูครุ่นคิดไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในบรรดาจอมยุทธ์ที่เขารู้จักเลย แต่เห็นฝีมือแล้วคงไม่ธรรมดาจึงพยักหน้ารับรู้

            “เฮ้อ...รอดตัวไป” ลู่เต้ากำมือคลายความกังวล

            หงฝูเอื้อมมือไปด้านหลังดันน้องสาวที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมาแนะนำ “นี่น้องสาวข้าชื่อ หงฮวายังไม่รีบขอบคุณท่านผู้มีพระคุณอีก!”

            หงฮวาไม่ค่อยกล้าพูดกับคนแปลกหน้านักนางที่หน้าแดงก้มต่ำพูดเสียงเบา “ขอบพระคุณท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต”

            หงฮวามีรูปร่างเล็กกว่าพี่ชายผิวขาวผ่องนวลเนียน อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี สวมชุดแม่ครัววิญญาณสีแดงสดคาดเข็มขัดสีทอง ตอนแรกลู่เต้าเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของนางเท่านั้น ดวงตากลมโตจมูกโด่งเป็นสัน งดงามยิ่งนัก

            แต่พอนางหันหน้ามาตรงๆลู่เต้าก็เห็นหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าซีกขวาของนาง

            ลู่เต้ากำลังครุ่นคิดว่าอากาศร้อนแบบนี้ยังต้องสวมหน้ากากอีก ไม่รู้จักร้อนบ้างหรือไรหงฮวาก็รู้สึกได้เช่นกันว่าลู่เต้ากำลังจ้องมองใบหน้าของนางความเจ็บปวดแปลบปลาบใต้หน้ากากราวกับถูกเข็มทิ่มแทง

            นิ้วเรียวของหงฮวาแตะที่หน้ากากแต่ก็ทำได้เพียงปลอบใจตัวเอง นางรีบใช้เส้นผมปกปิดหน้ากากครึ่งซีกด้านขวาเอาไว้พร้อมกับหันด้านซ้ายที่ไร้ตำหนิให้ลู่เต้า

            หงฝูไม่ได้บังคับน้องสาวเขายิ้มแห้งๆ กล่าวแก้เก้อ “ไม่ทราบว่าท่านผู้มีพระคุณเป็นจอมยุทธ์จากที่ใดหรือ”

            “จอมยุทธ์?” ลู่เต้าหลุดปาก “ข้าไม่ใช่จอมยุทธ์”

            ลู่เต้าไม่ได้โกหกเพียงแต่หงฝูไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด นึกว่าเป็นฝีมือของลู่เต้ายิ่งมองจากมุมมองของคนนอก ก็เหมือนกับว่าลู่เต้าจัดการต้นไม้กินคนได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆ

            “ฮ่าๆๆ!” หงฝูหัวเราะจนตาหยี เนื้อหน้าท้องสั่นตาม “ท่านผู้มีพระคุณท่านช่างถ่อมตัวเกินไปแล้ว!”

            หงฝูชี้ไปที่กระบี่อสูรที่กำลังลอยอยู่เหนือทะเลเลือดและกำลังดูดซับปราณชั่วร้าย “เด็กๆ ในเมืองมังกรทมิฬต่างก็รู้ว่ากระบี่วิญญาณคือสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง!”

            “เข้าใจผิดแล้ว! นั่นไม่ใช่ของข้า!” ลู่เต้าพยายามอธิบาย

            ทันใดนั้น ฉิวหมัวที่กินอิ่มหนำสำราญแล้วก็กระดิกหางบินกลับมาหาลู่เต้าอย่างเชื่องช้าหงฝูทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก “ดูท่าท่านผู้มีพระคุณคงไม่ชอบโอ้อวดเป็นวิถีของผู้แข็งแกร่งโดยแท้!”

            กระบี่วิญญาณยอมรับเป็นนายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ต่อให้อธิบายอย่างไร หงฝูก็คงไม่เปลี่ยนความคิด ลู่เต้าได้แต่ทำหน้าละเหี่ยใจเออออห่อหมกไปกับเขา “ใช่แล้ว ข้าเป็นคนไม่ชอบโอ้อวด ฮ่าๆๆ...”