Age of war

    ตอนที่ 30 ศึกช้าง ปะทะ มังกรวารี (1)

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “ดูเหมือนว่าจะบุกตรงมาทางนี้แล้วนะ”

    “คงคิดว่าพวกเราเป็นกองกำลังเสริมละมั้งเอรีส”

    แอร์บาส์รตอบฉันเช่นนั้น

    พอเคลื่อนทัพมาถึง พวกเราก็พบว่าเป้าหมายกำลังถูกโจมตีโดยเผ่ายักษ์อยู่

    จากตรงนี้ สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าหอคอยบาเบลตรงนั้นกำลังจะถูกตีแตกแล้ว

    “จะเอายังไงดี… สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับลิเวียธานกำลังมาทางนี้แล้วนะ”

    ฉันพึมพำกับตัวเอง

    สิ่งที่ตรงดิ่งมาทางพวกเราจนฝุ่นตลบนั้น ก็คือลิเวียธานที่มีเกล็ดสีฟ้าทั้งตัว

    ไม่ว่าจะก้มหัวตีลังกามองยังไง มันก็คือลิเวียธานชัด ๆ

    แต่เป็นลิเวียธานที่ตัวเล็กหน่อย

    ลำตัวสูงราวหนึ่งเมตรถึงสองเมตร มีความยาวตั้งแต่สี่ถึงหกเมตร

    บนลำตัวของพวกมัน มีอานไม้ที่บรรจุพวกยักษ์ในชุดเกราะที่ดูคล้ายกับว่าเอาเกล็ดของมังกรมาทำ สวมใส่ทับอยู่

    ที่หัวไหลของชุดเกราะนั้น มีแผงขนสิงโตติดประดับเอาไว้อย่างงดงามและดูน่าเกรงขาม

    ฉันเห็นอาวุธที่คล้ายกับบัลลิสตาติดเอาไว้อยู่บนอานนั้นด้วย

    “ลิเวียธานไม่ใช่หรือนั่น!? ”

    “พญานาค!? ”

    เสียงอันตื่นตระหนกได้ดังมาจากกองทัพของพวกเรา

    คนฝั่งยุโรปบอกว่าเป็นลิเวียธาน ในขณะที่ฝั่งเอเชียจะบอกว่าเป็นพญานาค

    ความต่างของวัฒนธรรมสินะ…

    “กองทัพทหารม้าสองหมื่น ให้วิ่งอ้อมสนามรบไปบุกหอคอยบาเบลจากอีกทิศ! พยายามเลี่ยงการปะทะ แล้วขนอาวุธกับทรัพยากรออกมาให้มากที่สุด! ส่วนกองทัพยักษ์ กองกำลังทหารราบกับทัพช้าง และมอนสเตอร์หมูช้างจะทำหน้าที่รับมือเอง! ”

    และแล้วคำสั่งก็ได้ถูกถ่ายทอดลงมาถึงนายกองแอร์บาส์รเสียที

    เอาละ ได้เวลาทำงานแล้ว!



    ***จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง]

    “ฝุ่นตลบเลยแฮะ”

    กองทัพของพวกยักษ์คือสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพญานาคในตำนาน

    แบบนี้ก็น่าสนุกสิ กูที่มาจากยุคสมัยกรุงสุโขทัยอันรุ่งโรจน์ คงไม่สามารถเห็นอะไรแบบนี้ได้แน่นอน

    กูรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น

    ในฐานะจ้าวแห่งยุทธหัตถี มันอดที่จะทำให้ตื่นเต้นมิได้

    ใครจะคิดฝันว่ามีโอกาศได้ชนช้างกับพญานาคกันได้ละ?

    “จะว่าไป ถ้าศึกขับไล่ยักษ์เป็นเป้าหมายหลักของภารกิจนี้ ผู้นำกังก็ถือว่าเป็นผู้มากในความสามารถจริง ๆ ”

    หากถามความเห็นกูนะ กูว่าภารกิจนี้โคตรจะไร้สาระเลยละ

    เห็นได้ยินว่าเมืองหลวงถูกถล่มหนัก แถมยังถูกขโมยทรัพยากรไป เลยส่งทัพของพวกเราเพื่อแย่งมันกลับมา

    ถามจริงเถอะนะ ผ่านมาเกือบสามวันแล้ว ไอทรัพยากรที่ว่ามันจะเหลือเรอะ?

    กูก็ไม่รู้ว่าทำไมคนที่มาจากในอนาคตอย่างช่วงปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ.1939) ขึ้นมา ถึงได้ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่าปืนได้ขนาดนี้

    ดังนั้น ตอนที่ได้ฟังวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนทัพครั้งนี้ กูจึงรู้สึกอยากส่ายหน้าหนีมาก

    อีกอย่างนะ การเคลื่อนทัพจำนวนมาก มันก็ต้องใช้ทรัพยากรเหมือนกันนะเฟ้ย

    “แต่กลายเป็นว่า ความจริงคือการขับไล่พวกยักษ์สินะ? ”

    คำกล่าวอ้างที่ว่าให้ไปทวงทรัพยากรกลับมานั้น มันก็แค่คำสั่งบังหน้า

    ความจริงคือการส่งกำลังเสริมมาป้องกันจุดยุทธศาสตร์แห่งนี้สินะ?

    ผู้นำกังคงต้องการปิดบังความจริงเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลสินะ?

    “ดูถูกไม่ได้จริง ๆ …”

    กูพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

    พวกกองทัพยักษ์ได้เข้ามาใกล้แล้ว

    ระยะคงอยู่ที่ราวห้าร้อยเมตรได้

    กองทัพพญานาคมีราวประมาณเกือบสามพัน ส่วนที่ข้างหลังยังมีกองทัพทหารราบอีกห้าหมื่น

    คลื่นนักรบยักษ์ที่มีความสูงเฉลี่ยสามเมตรช่างดูดุดันน่ากลัวยิ่งนัก

    ส่วนฝ่ายเรามีกองทหารราบสี่หมื่นคน กองทัพช้างศึกหนึ่งพัน และกองทัพมอนสเตอร์หมูช้างอีกหนึ่งพัน

    สรุปคือเสียเปรียบด้านกำลังพลเป็นอย่างมาก

    แต่นั่นไม่ใช่ตัวชี้วัดผลของสงครามหรอกนะ

    หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งจากยุคเดียวกันจนถึงยุคอนาคต ทำให้กูได้ความคิดสร้างอาวุธชิ้นนี้ขึ้นมา

    “หน่วยรบแมมมอธ ขึ้นแถวหน้า! ”

    ในบรรดาช้างทั้งหนึ่งพันเชือกที่มีนี้ มันเป็นแมมมอธปนอยู่ได้สี่ร้อยเชือก

    … จะว่าไป แมมมอธนี่ควรเรียกว่าเป็น [ตัว] หรือ [เชือก] ดีนะ? เออ… ช่างมันเถอะ

    กลับมาต่อที่กองทัพแมมมอธของกูต่อ

    หากสังเกตุให้ดี บนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของพวกมัน จะมีปืนใหญ่ติดอยู่บนหลังของพวกมันอยู่ด้วย

    ปืนใหญ่นี้เรียกว่า [Greek Steam Cannon] ที่คิดค้นโดยอาร์คิเมดี กูเอาความรู้ของพวกคนกรีกกับโรมันมาสร้างเองแหละ

    มันคือปืนใหญ่โบราณที่ใช้แรงดันไอน้ำยิงลูกปืนใหญ่ทลายข้าศึกศัตรูได้ในระยะหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

    แต่กูเอาความรู้ของพวกยุคอนาคตมาดัดแปลงลงไปนิดหน่อยด้วย

    ทำให้ตัวปืนมีขนาดเล็กเบาลง เปลี่ยนให้ลูกปืนใหญ่มีหัวมนเรียวเพื่อเพิ่มอำนาจทะลุทะลวง แล้วบรรจุสารไวไฟอื่นแทนดินปืนเป็นเชื้อระเบิดแทนลงไป

    ปากกระบอกปืนก็ทำให้เป็นเกลียวหมุ่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำของลูกปืน

    เลยได้ปืนใหญ่ไอน้ำที่ยิงได้ไกลถึงสองร้อยห้าสิบเมตรมาแทนเช่นนี้

    “เตรียม! ”

    บรรดาทหารบนช้างแมมมอธเริ่มทำการบรรจุกระสุนกับเร่งความร้อนภายในท่อนำทองแดงจนร้อนระอุ

    น้ำที่จะใช้เป็นแรงระเบิดขับดันไอน้ำ กำลังเตรียมที่จะถูกบรรจุลงไปในปืนใหญ่พร้อมกับลูกกระสุนขนาดยี่สิบเซนติเมตร

    ระยะห่างของกองทัพทั้งสองเหลืออีกเพียงสามร้อยเมตร

    ทันใดนั้นเองที่บัลลิสตาของศัตรูถูกยิงสวนออกมาก่อน

    ฉมวกเหล็กที่ยาวสามเมตรจำนวนเกือบสามพันดอกได้พุ่งตรงดิ่งเข้าใส่กองทัพช้างของพวกเรา

    “แปร๊น! ”

    เสียงตื่นตระหนกของช้างได้ดังก้องไปทั่ว

    เหล่าควานช้างต่างรีบพยายามสงบอารมณ์ของพวกมันอย่างสุดความสามารถ

    การโจมตีเมื่อกี้ ทำให้เราเสียช้างไปถึงหนึ่งร้อยเชือก กับแมมมอธไปอีกห้าสิบเชือก

    ศัตรูได้หยุดลงที่ระยะสามร้อยเมตร

    อำนาจการยิงของบัลลิสตาพวกมันไกลกว่าปืนใหญ่ไอน้ำของพวกเราอย่างงั้นเรอะ?

    แบบนี้ก็สวยเซ่!

    “ทุกหน่วยบุก! เตรียมทำศึกระยะประชิด หน่วยปืนใหญ่ ยิง! ”

    ที่กูบอกว่าระยะยิงสองร้อยห้าสิบเมตรนั้น กูหมายถึงระยะยิงหวังผลหรอกนะ

    เสียงลั่นของแรงดันไอน้ำได้ดังก้องกังวาลไปทั่วสนามรบ

    กระสุนปืนใหญ่จำนวนสามร้อยห้าสิบนัดได้พุ่งแหวกอากาศไปทางกลุ่มของศัตรู แล้วระเบิดเป็นแนวกำแพงเพลิงที่ลุกไหม้

    เสียงคำรามโหยหวนของพวกยักษ์ได้ดังสั่นสะเทือนแผ่นดิน

    ในเวลาต่อมา บัลลิสตาชุดที่สองของศัตรูก็ได้ถูกยิงสวนกลับมา

    คราวนี้เราเสียหมูช้างไปประมาณสี่สิบตัว

    “บรรจุ ยิง! แล้วเคลื่อนพลเต็มกำลัง! ”

    กูสั่งให้ยิงปืนใหญ่สวนกลับไปพร้อมสั่งให้ออกตัวเคลื่อนทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่

    “อย่าเป็นเป้านิ่ง ระวังแนวยิง รักษาระยะห่างเอาไว้! ”

    รูปแบบการเคลื่อนทัพช้างปืนใหญ่นั้น กูได้ใช้วิธีเดียวกับการเคลื่อนทัพของกองทัพที่เรียกว่า [รถถัง] ซึ่งเรียนมาจากพวกคนยุคอนาคต

    ด้วยการที่เป้าหมายเคลื่อนไหวอยู่ เลยทำให้ฉมวกเหล็กชุดที่สามของศัตรูยิงคลาดเป้าไป

    จนกลายเป็นการยิงถล่มจากทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่ของเราเพียงฝ่ายเดียว

    ในตอนนั้นเองที่กองทัพของศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว

    กองทัพพญานาคได้เลื้อยแหวกทุ่งหญ้าตรงมาทางทัพช้างกับหมูช้างของพวกเรา

    ส่วนทัพทหารราบของพวกมันก็วิ่งอ้อมราวกับจะตีเข้ามาจากทางปีกซ้ายและขวา

    “หน่วยทหารราบ เข้าไปสกัดปีกซ้ายและขวา! หน่วยปืนใหญ่ ยิงถล่มสนับสนุนหน่วยทหารราบซะ! ”

    “โอ้ววว! ”

    สาเหตุที่กูสั่งให้ถล่มทหารราบศัตรู นั่นก็เพราะว่าพวกยักษ์มีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่สามเมตร

    พวกแม่งสูงพอ ๆ กับช้างเลยละ กับตัวแบบนั้น ทหารราบของเราคงถ่วงเวลาได้ไม่นานนักหรอก

    ถ้าถูกตีขนาบข้างได้ ทัพเราคงพ่ายแพ้แน่นอน

    กูต้องการแผนบางอย่าง… แผนที่จะสามารถรอดจากความเสียเปรียบในครั้งนี้

    “ศัตรูยิงบัลลิสตาสวนกลับมาอีกแล้วครับ! คราวนี้มันพ่นไฟเผาฉมวก? มันคืออะไรละนั่น!? ”

    ศัตรูยิงบัลลิสตามาอีกแล้ว แต่คราวนี้มันมีบางอย่างที่แปลกไป

    ธนูที่คล้ายฉมวกเหล็กอย่างทุกทีนั้น ได้ถูกแทนที่ด้วยท่อนเหล็กทรงกระบอกยาวราวสองเมตรแทน

    สิ่งนั้นได้ถูกย้อมด้วยไฟสีทองจากพญานาค ก่อนที่พุ่งผ่านอากาศมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

    “กระจายกำลัง เดียวนี้! ”

    กูรู้สึกได้ถึงอันตราย แต่ไม่ทันการแล้ว

    เสียงระเบิดได้ดังกึกก้องพร้อมกับเปลวไฟสีม่วงที่ลุกโชน

    มีเพียงกลุ่มทัพช้างที่นำโดยกูที่รอดมาได้เป็นส่วนใหญ่

    แต่ทัพหมูช้างกลับถูกเปลวไฟนั้นแผดเผาไปเกือบถึงครึ่งหนึ่ง

    คงเหลือแค่ราวห้าร้อยตัวแล้ว

    “ยิงส่วนกลับ! ”

    แต่ฝั่งกูเองก็ไม่น้อยหน้า

    กระสุนปืนใหญ่ได้แผดเผาวอดวายเหล่าพญานาคไปได้ไม่น้อยเช่นกัน

    ทัพช้างฝ่ายเราเหลือราวเจ็ดร้อยเชือก กับหมูช้างอีกห้าร้อยตัว

    พวกศัตรูน่าจะเหลือพญานาคอีกหนึ่งพันเก้าร้อยตัว กับทหารราบอีกราวสี่หมื่นกว่า ๆ

    ช่วยไม่ได้แฮะ แบบนี้คงต้องใช้แผนทุ่มไปกับการเจาะทัพศัตรูให้แตกสักจุดหนึ่งก่อนดีกว่า

    “หน่วยหมูช้างไปสนับสนุนปีกขวา แบ่งพลทหารราบเป็นหนึ่งหมื่นปีกซ้าย อีกสามหมื่นปีกขวา พวกเราจะเน้นโจมตีไปที่ปีกขวา แล้วตีเข้าล้อมศัตรูมาจากทางนั้น บุก! ”

    “โอ้ว! ”

    เสียงคำรามศึกดังลั่น เสียงรัวกลองได้ดังกังวาล

    ระยะห่างเหลืออีกเพียงห้าสิบเมตร

    ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าใส่โดยไม่คิดที่จะหยุดฝีเท้าลงเลย

    ความตึงเครียดของสนามรบเริ่มทำให้เหล่าช้างตกมันยิ่งกว่าเดิม

    ดวงตาเริ่มแดงก่ำ อารมณ์เริ่มคลุ้มคลั่ง

    อีกสี่สิบเมตร…

    พญานาคของศัตรูคำรามเสียงพร้อมชูแผงคอขึ้นฟ้าอย่างองอาจน่าเกรงขาม

    เปลวไฟสีทองถูกพ่นขึ้นฟ้าจนย้อมนภาให้เป็นสีทอง

    ยี่สิบเมตร…

    หอกของทั้งสองฝ่ายบนอานของสัตว์ร้ายได้ถูกเหวี่ยงลงแทงยื่นไปตรงหน้า ธนูได้ถูกดึงสายรั้งจนตึงเพื่อเตรียมลั่นยิงออกไป

    คมอาวุธร้ายได้ส่องประกายภายใต้อากาศที่ร้อนระอุหมายจะเอาชีวิตอริศัตรูตรงหน้า

    สิบเมตร…

    กระสุนปืนใหญ่ได้ถูกบรรจุลง และเตรียมลั่นในระยะประชิด ศัตรูเองก็ขึ้นหน้าบัลลิสตา เพื่อเตรียมยิงสวนกลับเช่นกัน

    ดวงตาของกูได้จับจ้องไปที่พญานาคตรงหน้า

    ตัวตนที่ตรงดิ่งมาทางกูมีนัยตาสีทอง ผิวสีแดงเลือดหมู และมีผมสีส้มแดงดั่งเปลวเพลิง

    พวกกูต่างจับจ้องไปที่ดวงตากันและกัน พร้อมกับสัมผัสถึงความเป็นศัตรูได้ในทันที

    “เจ้านั้นกูจัดการเอง! ”

    “ครับท่าน! ”

    ควานช้างได้หันทิศทางของแมมมอธตรงไปทางเจ้านั่น

    ดวงตาของกูกับเจ้านั่นได้จับจ้องตรึงเข้าด้วยกัน

    กูง้างง้าวในมือขึ้นฟ้า

    ในเวลาเดียวกัน อีกฝ่ายก็ปืนตรงมาที่หัวของพญานาค แล้วยกตรีศูลขนาดยักษ์ขึ้นมา

    ต่างฝ่ายต่างดับเครื่องพุ่งเข้าใส่โดยไม่สนว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร

    ราวกับว่าจิตใจได้ถูกหุ้มด้วยเหล็กกล้าไปแล้ว

    แล้วระยะห่างของทั้งสองทัพก็เหลือศูนย์ในท้ายที่สุด…