***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“ดูเหมือนว่าจะบุกตรงมาทางนี้แล้วนะ”
“คงคิดว่าพวกเราเป็นกองกำลังเสริมละมั้งเอรีส”
แอร์บาส์รตอบฉันเช่นนั้น
พอเคลื่อนทัพมาถึง พวกเราก็พบว่าเป้าหมายกำลังถูกโจมตีโดยเผ่ายักษ์อยู่
จากตรงนี้ สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าหอคอยบาเบลตรงนั้นกำลังจะถูกตีแตกแล้ว
“จะเอายังไงดี… สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับลิเวียธานกำลังมาทางนี้แล้วนะ”
ฉันพึมพำกับตัวเอง
สิ่งที่ตรงดิ่งมาทางพวกเราจนฝุ่นตลบนั้น ก็คือลิเวียธานที่มีเกล็ดสีฟ้าทั้งตัว
ไม่ว่าจะก้มหัวตีลังกามองยังไง มันก็คือลิเวียธานชัด ๆ
แต่เป็นลิเวียธานที่ตัวเล็กหน่อย
ลำตัวสูงราวหนึ่งเมตรถึงสองเมตร มีความยาวตั้งแต่สี่ถึงหกเมตร
บนลำตัวของพวกมัน มีอานไม้ที่บรรจุพวกยักษ์ในชุดเกราะที่ดูคล้ายกับว่าเอาเกล็ดของมังกรมาทำ สวมใส่ทับอยู่
ที่หัวไหลของชุดเกราะนั้น มีแผงขนสิงโตติดประดับเอาไว้อย่างงดงามและดูน่าเกรงขาม
ฉันเห็นอาวุธที่คล้ายกับบัลลิสตาติดเอาไว้อยู่บนอานนั้นด้วย
“ลิเวียธานไม่ใช่หรือนั่น!? ”
“พญานาค!? ”
เสียงอันตื่นตระหนกได้ดังมาจากกองทัพของพวกเรา
คนฝั่งยุโรปบอกว่าเป็นลิเวียธาน ในขณะที่ฝั่งเอเชียจะบอกว่าเป็นพญานาค
ความต่างของวัฒนธรรมสินะ…
“กองทัพทหารม้าสองหมื่น ให้วิ่งอ้อมสนามรบไปบุกหอคอยบาเบลจากอีกทิศ! พยายามเลี่ยงการปะทะ แล้วขนอาวุธกับทรัพยากรออกมาให้มากที่สุด! ส่วนกองทัพยักษ์ กองกำลังทหารราบกับทัพช้าง และมอนสเตอร์หมูช้างจะทำหน้าที่รับมือเอง! ”
และแล้วคำสั่งก็ได้ถูกถ่ายทอดลงมาถึงนายกองแอร์บาส์รเสียที
เอาละ ได้เวลาทำงานแล้ว!
***จ้าวแห่งยุทธหัตถี [แดง]
“ฝุ่นตลบเลยแฮะ”
กองทัพของพวกยักษ์คือสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพญานาคในตำนาน
แบบนี้ก็น่าสนุกสิ กูที่มาจากยุคสมัยกรุงสุโขทัยอันรุ่งโรจน์ คงไม่สามารถเห็นอะไรแบบนี้ได้แน่นอน
กูรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น
ในฐานะจ้าวแห่งยุทธหัตถี มันอดที่จะทำให้ตื่นเต้นมิได้
ใครจะคิดฝันว่ามีโอกาศได้ชนช้างกับพญานาคกันได้ละ?
“จะว่าไป ถ้าศึกขับไล่ยักษ์เป็นเป้าหมายหลักของภารกิจนี้ ผู้นำกังก็ถือว่าเป็นผู้มากในความสามารถจริง ๆ ”
หากถามความเห็นกูนะ กูว่าภารกิจนี้โคตรจะไร้สาระเลยละ
เห็นได้ยินว่าเมืองหลวงถูกถล่มหนัก แถมยังถูกขโมยทรัพยากรไป เลยส่งทัพของพวกเราเพื่อแย่งมันกลับมา
ถามจริงเถอะนะ ผ่านมาเกือบสามวันแล้ว ไอทรัพยากรที่ว่ามันจะเหลือเรอะ?
กูก็ไม่รู้ว่าทำไมคนที่มาจากในอนาคตอย่างช่วงปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ.1939) ขึ้นมา ถึงได้ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่าปืนได้ขนาดนี้
ดังนั้น ตอนที่ได้ฟังวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนทัพครั้งนี้ กูจึงรู้สึกอยากส่ายหน้าหนีมาก
อีกอย่างนะ การเคลื่อนทัพจำนวนมาก มันก็ต้องใช้ทรัพยากรเหมือนกันนะเฟ้ย
“แต่กลายเป็นว่า ความจริงคือการขับไล่พวกยักษ์สินะ? ”
คำกล่าวอ้างที่ว่าให้ไปทวงทรัพยากรกลับมานั้น มันก็แค่คำสั่งบังหน้า
ความจริงคือการส่งกำลังเสริมมาป้องกันจุดยุทธศาสตร์แห่งนี้สินะ?
ผู้นำกังคงต้องการปิดบังความจริงเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลสินะ?
“ดูถูกไม่ได้จริง ๆ …”
กูพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
พวกกองทัพยักษ์ได้เข้ามาใกล้แล้ว
ระยะคงอยู่ที่ราวห้าร้อยเมตรได้
กองทัพพญานาคมีราวประมาณเกือบสามพัน ส่วนที่ข้างหลังยังมีกองทัพทหารราบอีกห้าหมื่น
คลื่นนักรบยักษ์ที่มีความสูงเฉลี่ยสามเมตรช่างดูดุดันน่ากลัวยิ่งนัก
ส่วนฝ่ายเรามีกองทหารราบสี่หมื่นคน กองทัพช้างศึกหนึ่งพัน และกองทัพมอนสเตอร์หมูช้างอีกหนึ่งพัน
สรุปคือเสียเปรียบด้านกำลังพลเป็นอย่างมาก
แต่นั่นไม่ใช่ตัวชี้วัดผลของสงครามหรอกนะ
หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งจากยุคเดียวกันจนถึงยุคอนาคต ทำให้กูได้ความคิดสร้างอาวุธชิ้นนี้ขึ้นมา
“หน่วยรบแมมมอธ ขึ้นแถวหน้า! ”
ในบรรดาช้างทั้งหนึ่งพันเชือกที่มีนี้ มันเป็นแมมมอธปนอยู่ได้สี่ร้อยเชือก
… จะว่าไป แมมมอธนี่ควรเรียกว่าเป็น [ตัว] หรือ [เชือก] ดีนะ? เออ… ช่างมันเถอะ
กลับมาต่อที่กองทัพแมมมอธของกูต่อ
หากสังเกตุให้ดี บนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของพวกมัน จะมีปืนใหญ่ติดอยู่บนหลังของพวกมันอยู่ด้วย
ปืนใหญ่นี้เรียกว่า [Greek Steam Cannon] ที่คิดค้นโดยอาร์คิเมดี กูเอาความรู้ของพวกคนกรีกกับโรมันมาสร้างเองแหละ
มันคือปืนใหญ่โบราณที่ใช้แรงดันไอน้ำยิงลูกปืนใหญ่ทลายข้าศึกศัตรูได้ในระยะหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร
แต่กูเอาความรู้ของพวกยุคอนาคตมาดัดแปลงลงไปนิดหน่อยด้วย
ทำให้ตัวปืนมีขนาดเล็กเบาลง เปลี่ยนให้ลูกปืนใหญ่มีหัวมนเรียวเพื่อเพิ่มอำนาจทะลุทะลวง แล้วบรรจุสารไวไฟอื่นแทนดินปืนเป็นเชื้อระเบิดแทนลงไป
ปากกระบอกปืนก็ทำให้เป็นเกลียวหมุ่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำของลูกปืน
เลยได้ปืนใหญ่ไอน้ำที่ยิงได้ไกลถึงสองร้อยห้าสิบเมตรมาแทนเช่นนี้
“เตรียม! ”
บรรดาทหารบนช้างแมมมอธเริ่มทำการบรรจุกระสุนกับเร่งความร้อนภายในท่อนำทองแดงจนร้อนระอุ
น้ำที่จะใช้เป็นแรงระเบิดขับดันไอน้ำ กำลังเตรียมที่จะถูกบรรจุลงไปในปืนใหญ่พร้อมกับลูกกระสุนขนาดยี่สิบเซนติเมตร
ระยะห่างของกองทัพทั้งสองเหลืออีกเพียงสามร้อยเมตร
ทันใดนั้นเองที่บัลลิสตาของศัตรูถูกยิงสวนออกมาก่อน
ฉมวกเหล็กที่ยาวสามเมตรจำนวนเกือบสามพันดอกได้พุ่งตรงดิ่งเข้าใส่กองทัพช้างของพวกเรา
“แปร๊น! ”
เสียงตื่นตระหนกของช้างได้ดังก้องไปทั่ว
เหล่าควานช้างต่างรีบพยายามสงบอารมณ์ของพวกมันอย่างสุดความสามารถ
การโจมตีเมื่อกี้ ทำให้เราเสียช้างไปถึงหนึ่งร้อยเชือก กับแมมมอธไปอีกห้าสิบเชือก
ศัตรูได้หยุดลงที่ระยะสามร้อยเมตร
อำนาจการยิงของบัลลิสตาพวกมันไกลกว่าปืนใหญ่ไอน้ำของพวกเราอย่างงั้นเรอะ?
แบบนี้ก็สวยเซ่!
“ทุกหน่วยบุก! เตรียมทำศึกระยะประชิด หน่วยปืนใหญ่ ยิง! ”
ที่กูบอกว่าระยะยิงสองร้อยห้าสิบเมตรนั้น กูหมายถึงระยะยิงหวังผลหรอกนะ
เสียงลั่นของแรงดันไอน้ำได้ดังก้องกังวาลไปทั่วสนามรบ
กระสุนปืนใหญ่จำนวนสามร้อยห้าสิบนัดได้พุ่งแหวกอากาศไปทางกลุ่มของศัตรู แล้วระเบิดเป็นแนวกำแพงเพลิงที่ลุกไหม้
เสียงคำรามโหยหวนของพวกยักษ์ได้ดังสั่นสะเทือนแผ่นดิน
ในเวลาต่อมา บัลลิสตาชุดที่สองของศัตรูก็ได้ถูกยิงสวนกลับมา
คราวนี้เราเสียหมูช้างไปประมาณสี่สิบตัว
“บรรจุ ยิง! แล้วเคลื่อนพลเต็มกำลัง! ”
กูสั่งให้ยิงปืนใหญ่สวนกลับไปพร้อมสั่งให้ออกตัวเคลื่อนทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่
“อย่าเป็นเป้านิ่ง ระวังแนวยิง รักษาระยะห่างเอาไว้! ”
รูปแบบการเคลื่อนทัพช้างปืนใหญ่นั้น กูได้ใช้วิธีเดียวกับการเคลื่อนทัพของกองทัพที่เรียกว่า [รถถัง] ซึ่งเรียนมาจากพวกคนยุคอนาคต
ด้วยการที่เป้าหมายเคลื่อนไหวอยู่ เลยทำให้ฉมวกเหล็กชุดที่สามของศัตรูยิงคลาดเป้าไป
จนกลายเป็นการยิงถล่มจากทัพช้างแมมมอธปืนใหญ่ของเราเพียงฝ่ายเดียว
ในตอนนั้นเองที่กองทัพของศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว
กองทัพพญานาคได้เลื้อยแหวกทุ่งหญ้าตรงมาทางทัพช้างกับหมูช้างของพวกเรา
ส่วนทัพทหารราบของพวกมันก็วิ่งอ้อมราวกับจะตีเข้ามาจากทางปีกซ้ายและขวา
“หน่วยทหารราบ เข้าไปสกัดปีกซ้ายและขวา! หน่วยปืนใหญ่ ยิงถล่มสนับสนุนหน่วยทหารราบซะ! ”
“โอ้ววว! ”
สาเหตุที่กูสั่งให้ถล่มทหารราบศัตรู นั่นก็เพราะว่าพวกยักษ์มีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่สามเมตร
พวกแม่งสูงพอ ๆ กับช้างเลยละ กับตัวแบบนั้น ทหารราบของเราคงถ่วงเวลาได้ไม่นานนักหรอก
ถ้าถูกตีขนาบข้างได้ ทัพเราคงพ่ายแพ้แน่นอน
กูต้องการแผนบางอย่าง… แผนที่จะสามารถรอดจากความเสียเปรียบในครั้งนี้
“ศัตรูยิงบัลลิสตาสวนกลับมาอีกแล้วครับ! คราวนี้มันพ่นไฟเผาฉมวก? มันคืออะไรละนั่น!? ”
ศัตรูยิงบัลลิสตามาอีกแล้ว แต่คราวนี้มันมีบางอย่างที่แปลกไป
ธนูที่คล้ายฉมวกเหล็กอย่างทุกทีนั้น ได้ถูกแทนที่ด้วยท่อนเหล็กทรงกระบอกยาวราวสองเมตรแทน
สิ่งนั้นได้ถูกย้อมด้วยไฟสีทองจากพญานาค ก่อนที่พุ่งผ่านอากาศมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
“กระจายกำลัง เดียวนี้! ”
กูรู้สึกได้ถึงอันตราย แต่ไม่ทันการแล้ว
เสียงระเบิดได้ดังกึกก้องพร้อมกับเปลวไฟสีม่วงที่ลุกโชน
มีเพียงกลุ่มทัพช้างที่นำโดยกูที่รอดมาได้เป็นส่วนใหญ่
แต่ทัพหมูช้างกลับถูกเปลวไฟนั้นแผดเผาไปเกือบถึงครึ่งหนึ่ง
คงเหลือแค่ราวห้าร้อยตัวแล้ว
“ยิงส่วนกลับ! ”
แต่ฝั่งกูเองก็ไม่น้อยหน้า
กระสุนปืนใหญ่ได้แผดเผาวอดวายเหล่าพญานาคไปได้ไม่น้อยเช่นกัน
ทัพช้างฝ่ายเราเหลือราวเจ็ดร้อยเชือก กับหมูช้างอีกห้าร้อยตัว
พวกศัตรูน่าจะเหลือพญานาคอีกหนึ่งพันเก้าร้อยตัว กับทหารราบอีกราวสี่หมื่นกว่า ๆ
ช่วยไม่ได้แฮะ แบบนี้คงต้องใช้แผนทุ่มไปกับการเจาะทัพศัตรูให้แตกสักจุดหนึ่งก่อนดีกว่า
“หน่วยหมูช้างไปสนับสนุนปีกขวา แบ่งพลทหารราบเป็นหนึ่งหมื่นปีกซ้าย อีกสามหมื่นปีกขวา พวกเราจะเน้นโจมตีไปที่ปีกขวา แล้วตีเข้าล้อมศัตรูมาจากทางนั้น บุก! ”
“โอ้ว! ”
เสียงคำรามศึกดังลั่น เสียงรัวกลองได้ดังกังวาล
ระยะห่างเหลืออีกเพียงห้าสิบเมตร
ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าใส่โดยไม่คิดที่จะหยุดฝีเท้าลงเลย
ความตึงเครียดของสนามรบเริ่มทำให้เหล่าช้างตกมันยิ่งกว่าเดิม
ดวงตาเริ่มแดงก่ำ อารมณ์เริ่มคลุ้มคลั่ง
อีกสี่สิบเมตร…
พญานาคของศัตรูคำรามเสียงพร้อมชูแผงคอขึ้นฟ้าอย่างองอาจน่าเกรงขาม
เปลวไฟสีทองถูกพ่นขึ้นฟ้าจนย้อมนภาให้เป็นสีทอง
ยี่สิบเมตร…
หอกของทั้งสองฝ่ายบนอานของสัตว์ร้ายได้ถูกเหวี่ยงลงแทงยื่นไปตรงหน้า ธนูได้ถูกดึงสายรั้งจนตึงเพื่อเตรียมลั่นยิงออกไป
คมอาวุธร้ายได้ส่องประกายภายใต้อากาศที่ร้อนระอุหมายจะเอาชีวิตอริศัตรูตรงหน้า
สิบเมตร…
กระสุนปืนใหญ่ได้ถูกบรรจุลง และเตรียมลั่นในระยะประชิด ศัตรูเองก็ขึ้นหน้าบัลลิสตา เพื่อเตรียมยิงสวนกลับเช่นกัน
ดวงตาของกูได้จับจ้องไปที่พญานาคตรงหน้า
ตัวตนที่ตรงดิ่งมาทางกูมีนัยตาสีทอง ผิวสีแดงเลือดหมู และมีผมสีส้มแดงดั่งเปลวเพลิง
พวกกูต่างจับจ้องไปที่ดวงตากันและกัน พร้อมกับสัมผัสถึงความเป็นศัตรูได้ในทันที
“เจ้านั้นกูจัดการเอง! ”
“ครับท่าน! ”
ควานช้างได้หันทิศทางของแมมมอธตรงไปทางเจ้านั่น
ดวงตาของกูกับเจ้านั่นได้จับจ้องตรึงเข้าด้วยกัน
กูง้างง้าวในมือขึ้นฟ้า
ในเวลาเดียวกัน อีกฝ่ายก็ปืนตรงมาที่หัวของพญานาค แล้วยกตรีศูลขนาดยักษ์ขึ้นมา
ต่างฝ่ายต่างดับเครื่องพุ่งเข้าใส่โดยไม่สนว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร
ราวกับว่าจิตใจได้ถูกหุ้มด้วยเหล็กกล้าไปแล้ว
แล้วระยะห่างของทั้งสองทัพก็เหลือศูนย์ในท้ายที่สุด…