วันรุ่งขึ้นในยามเหม่าผู้คนในสำนักส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นนอน ทว่า...หน้าสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ายามนี้กลับมีกลุ่มคน กลุ่มใหญ่ยืนอยู่ ซึ่งพวกเขาก็คือคณะเดินทางตามคำร้องของมหาเศรษฐีหานนั้นเอง ในกลุ่มประกอบไปด้วย
ศิษย์ของฝ่ายต่อสู้ 6 คน แบ่งเป็น ศิษย์หญิงปี 1 หนึ่งคน ปี 2 หนึ่งคน ปี 3 กับปี 4 อย่างล่ะสองคน และที่สำคัญ ฝ่ายต่อสู้ที่เป็นศิษย์หญิงปี 1 ยังเป็นผู้ที่รู้จักห่าวหรานเป็นอย่างดี ซึ่งนางก็คือ หนิงอวี้ เด็กสาวที่เติบโตมากับห่าวหราน
ฝ่ายจิตปราณปี 3 สองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง
ฝ่ายโอสถปี 2 เป็นหญิงหนึ่งคน
ฝ่ายอักษร 2 คน เป็นหญิงทั้งคู่ ซึ่งก็คือ ฟางเฟิงหลิน และ ฮุ่นเฟย
และฝ่ายรับใช้อีก 1 คน
ในตอนแรกที่ทุกคนมาถึงต่างก็พากันงุนงงเป็นอย่างเพราะผู้ที่มารอเป็นคนแรกไม่ใช่ใครที่ไหน ห่าวหรานนั้นเอง ฮุ่นเฟย กับหนิงอวี้ทั้งตกใจ และดีใจในเวลาเดียวกัน ซึ่งผิดกับ ศิษย์ฝ่ายต่อสู้สองสามคนที่มองห่าวหรานด้วยท่าทางเหยียดหยามก่อนที่มันจะเอ่ยวาจาดูถูก
“เฮ้ย ๆ ๆ อะไรวะเนี่ย ไม่ยักรู้มาก่อนว่าเที่ยวนี้ มีคนรับใช้ร่วมทางไปด้วย น่าประหลาดใจยิ่งนัก”
“เอ่อ มาได้ไงวะ หรือท่านเจ้าสำนักจะทราบว่าการเดินทางครั้งนี้มันยากยิ่ง ท่านอาจจะกลัวว่าพวกเราลำบากก็เลยส่งไอ้บอดนี้มารับใช้พวกเรา”
“ก็อาจใช่ แต่ทำไมส่งมาคนเดียววะ แถมยังตาบอดอีก แบบนี้จะมารับใช่พวกเรา หรือมาเป็นภาระพวกเรากันแน่ ดูอย่างไรก็ตัวถ่วงชัด ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” พวกมันทั้งสามต่างหัวร่อเสียงดัง และพูดจาดูถูกห่าวหรานอย่างไม่สนใจใคร ไม่สนแม้กระทั่ง ฟางเฟิงหลินที่มีตำแหน่งเทียบเท่าอาจารย์ประจำฝ่ายในสำนัก
“พวกเจ้าหยุดกล่าววาจาต่ำ ๆ เช่นนั้นกับเขาได้แล้ว ลืมกฎของท่านเจ้าสำนักไป แล้วหรือ ว่าห้ามฝ่ายอื่นดูถูก หรือพูดจาเหยียดหยายฝ่ายงานรับใช้” ฟางเฟิงหลินถลึงตาใส่พวกมันพร้อมตวาดเสียงดัง
“กฎหรือ...? ข้าลืมไปเสียสนิท แต่กฎแล้วไง มันก็เป็นเพียงแค่ตัวอักษรเท่านั้น ท่านอย่าลืมสิว่าในการเดินทางครั้งนี้ผู้ใดกันที่มีความสำคัญมากที่สุด หากไร้ซึ่งพวกข้า ไฉนเลย ลำพังแค่ท่านจะเดินทางไปถึง...ได้” ศิษย์ชายฝ่ายต่อสู้ปี 3 ผู้หนึ่งกล่าวด้วยท่าทางหยิ่งผยองไม่เกรงกลัวใคร ส่วนพวกของมันต่างก็พากันหัวร่อชอบใจ
ซึ่งฟางเฟิงหลินที่เห็นก็ทำได้เพียงแค่กำหมัด พร้อมสีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ซึ่งมันผู้นี้ก็กล่าวถูกต้องทุกอย่างเพราะหากไร้ฝ่ายต่อสู้ นางจะไม่มีวันไปถึงหุบเขามังกรวายุมรกตและรวบรวมข้อมูลของมันได้เลย ทว่า... ในขณะ ที่เจ้าศิษย์ชายฝ่ายต่อสู้ปี 3 กำลังหัวร่ออย่างมีความสุข จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงของคนผู้หนึ่งตวาดดังขึ้น
“หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าซะฉานอิน...!!! เจ้ากล้าดียังไงถึงได้พูดจาเยี่ยงนั้น”
พอเจ้าศิษย์ฝ่ายต่อสู้ที่มีนามว่า อิงฉานอินหันไปเห็นต้นเสียงใบหน้าหยิ่งผยองเมื่อครู่ของมันก็พลันซีดเผือด เจ้าของเสียงมิใช่ใคร เทียนเจิง อาจารย์ฝ่ายต่อสู้นั้นเอง แถมเขายังเดินมากับชายชราหนวดเคราขาว ในอาภรณ์สีเทาอีกคน คนผู้นี้ยิ่งทำให้มันตื่นตกใจยิ่งกว่า วู่เทียนหลางเจ้าสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าแห่งนี้นี่เอง...
“อะ อาจารย์...!! ทะ ท่านเจ้าสำนัก...!!!”
เทียนเจิงถลึงตาใส่มันด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“เมื่อครู่พวกเจ้าพูดว่าอย่างไงนะ ขาดพวกเจ้าไปก็เดินทางไม่ได้รึ สำคัญตนนักหรือ เช่นนั้นข้าจะลงโทษพวกเจ้า และไม่ให้ออกนอกสำนักอีกเลยดีหรือไม่”
“อะ อาจารย์ พวกข้าสำนึกผิดแล้ว เมื่อครู่แต่คะนองปากไปเท่านั้น พะ พวกข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว”
เจ้าอิงฉานอิน และศิษย์ฝ่ายต่อสู้ที่พูดจาอวดเบ่ง อยู่เมื่อครู่ ต่างก็พากันคุกเข่าโขกศีรษะ ขอขมา เทียนเจิง กับวู่เทียนหลางกันเป็นการใหญ่ เทียนเจิงเห็นแล้วก็ได้แต่รู้สึกเหนื่อยใจ ก่อนหันไปหาวู่เทียนหลาง
“เอาอย่างไรดีท่านเจ้าสำนัก จะให้ข้าถอดพวกมันจากคณะเดินทาง แล้วนำตัวไปลงโทษเลยหรือไหมขอรับ”
วู่เทียนหลางนิ่งคิดอยู่ครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบ “งานครั้งนี้เร่งด่วน หากเปลี่ยนตัวพวกเขา คงต้องเสียเวลาหาคนใหม่นานพอสมควร ข้าเกรงว่าจะทำให้ทุกอย่างล่าช้าขึ้น อาการของบุตรชายท่านมหาเศรษฐีหานก็มิสู้ดีนัก เรื่องลงโทษพวกเขาเอาไว้ทำหลังจากกลับมาก็ได้เทียนเจิง”
“หากท่านเจ้าสำนักเห็นเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีสิ่งใดขัดข้อง เอ้า พวกเจ้า ยังไม่รีบขอบคุณท่านเจ้าสำนักอีก”
“ของคุณท่านเจ้าสำนัก ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก ต่อไปพวกข้าจะไม่ปากพล่อย ทำตัวอวดเบ่งอีกแล้ว”
มันสามคนรีบโขกหัวให้วู่เทียนหลาง ก่อนจะกล่าวขึ้น จากนั้นจึงลุก และถอยไปยืนห่าง ๆ เมื่อนั้นฟางเฟิงหลินจึงก้าวออกมายืนด้านหน้าแทน
“เรื่องครั้งนี้ข้าขอฝากเจ้าด้วยนะเฟิงหลิน”
“เจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนัก ข้ากับทุกคนจะทำอย่างสุดความสามารถ”
“ทำสุดความสามารถแต่อย่าฝืนไปล่ะ หากทำไม่ได้จงล่าถอยออกมา เพราะชีวิตของพวกเจ้าทุกคนก็สำคัญไม่ต่างกับชีวิตของบุตรชายท่านมหาเศรษฐีหาน ข้าไม่ประสงค์จะให้พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไปในการเดินทางครั้งนี้ เข้าใจหรือไม่”
“รับทราบเจ้าค่ะ / รับทราบขอรับท่านเจ้าสำนัก...!!”
“เอาล่ะ พวกเจ้าออกเดินทางเถิดหนทางยังอีกยาวไกลนัก”
วู่เทียนหลางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่คณะเดินทางจะประสานสองมือค้อมศีรษะให้เขา เพื่อกล่าวลา และออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หุบเขามังกรวายุมรกต และทุกคนจากไปหมดแล้ว เทียนเจิงจึงได้เอ่ยขึ้นว่า
“ขอถามท่านเจ้าสำนัก ท่านคิดว่าการเดินทางของพวกเขาครั้งนี้จะราบรื่นหรือไม่ขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถามอะไรเช่นนั้นเทียนเจิง มันย่อมไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
“นั้นสินะขอรับ แล้วท่านเจ้าสำนักคิดว่า...”
“คิดว่าทุกคนจะกลับมาครบหรือไม่ ใช่ไหม”
“ขะ ขอรับ”
“เจ้าอย่าได้เป็นกังวลไปเลย แม้นหนทางจะยากลำบาก และปลายทางก็มีอันตรายใหญ่หลวงรออยู่ แต่คนที่ไปส่วนใหญ่ในครั้งนี้ล้วนมีฝีมือในการต่อสู้ พร้อมทั้งประสบการณ์มากมาย พวกเขากลับมาได้ทุกคนอย่างแน่นอน”
วู่เทียนหลางกล่าวด้วยแววตามั่นใจ พร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหมุนกายหันหลังเดินเข้าสำนัก ส่วนเทียนเจิงนั้นยังคงมองทอดสายตาไปยังทิศที่คณะเดินทางกำลังมุ่งหน้าไป ด้วยความเป่นห่วง และกังวลใจ ก่อนที่มันจะพลันเดินตามวู่เทียนหลางไปติด ๆ
เหตุการณ์การผจญของห่าวหรานในครั้งนี้จะเป็นเช่นไร เขาจะได้พบเจอสิ่งใดบ้าง โปรดติดตามบทต่อไป...