เฟียสต้าขาอ่อนและลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับมองไปที่พวกไลท์ด้วยแววตาหวาดกลัว
‘ แม้งเอ้ย ไอลูกเวรเอ้ยหาเรื่องใครไม่ไปหาดันไปหาเรื่องท่านไลท์และท่านเบเรียลซะได้ ’ เฟียสต้าได้แต่ตะโกนดังขึ้นในใจ และเขาก็ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมไลท์และเบเรียลถึงไม่กลัวพวกเขาแม้ว่าเขาจะมีจอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง
เหอะ แค่จอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์จะไปมีปัญหากับตัวตนระดับSSงั้นหรอ แถมไลท์ก็ยังเป็นแขกพิเศษของสภาจอมเวทย์อีกด้วย
ริต้าที่เป็นพี่สาวของเขาเองก็เคยแสดงความชื่นชมไลท์ออกมาให้เขาเห็นเหมือนกัน เธอบอกว่าถ้าหากไม่มีไลท์สภาจอมเวทย์ก็จะไม่มีปืนไรเฟิลแบบพิเศษที่สามารถยิงต่อเนื่องได้ถึงห้านัด
นอกจากนี้ไลท์ก็ยังมีส่วนสำคัญอย่างมากในสงครามระหว่างเอลฟ์และปีศาจ
และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลลับที่น้อยคนนักจะรู้ ไม่สิต้องบอกว่าคนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางรู้เลยว่าความแข็งแกร่งที่เหนือว่าระดับSSนั้นมีอยู่ซึ่งก็คือระดับSSS และไลท์คือหนึ่งในตัวตนระดับSSS
ในตอนแรกที่เฟียสต้ารู้เรื่องนี้ก็ได้แต่นิ่งอึ้งและไม่คิดว่าจะมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าระดับSSอยู่จริง ริต้าบอกกับเขาว่าผู้บัญชาการสูงสุดแห่งสภาจอมเวทย์ท่านเกลกิรอสเองก็เป็นหนึ่งในตัวตนระดับSSS
การที่จะไปถึงระดับSSSนั้นยากยิ่งกว่ายากเสียอีก เพราะแม้กระทั้งบางคนก็ยังติดอยู่ในระดับAแบบเขาและส่วนน้อยที่จะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับS และในบรรดาระดับSก็ยิ่งมีน้อยคนมากถึงมากที่สุดที่จะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับSSได้ ไม่อย่างนั้นสภาจอมเวทย์จะมีผู้พิทักษ์เพียงแค่สิบสองคนงั้นหรอ ทั้งๆที่จอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเป็นร้อยๆคน
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมไลท์ถึงไม่ได้หวาดกลัวต่อพี่สาวของเขาที่เป็นจอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากเขาแข็งแกร่งแบบไลท์เขาก็ไม่หวาดกลัวต่อสภาจอมเวทย์เลยด้วยซ้ำ
“ ท่านไลท์ ท่านเฟลิกซ์ ท่านแมคโวลัค ท่านเอลเรน ผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยนะครับที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ” เฟียสต้าพูดพร้อมกับโค้งตัวเพื่อขอโทษที่เขากระทำเกินเหตุ
ทุกๆคนมองมาที่ไลท์ว่าจะเอายังไง
ไลท์พยักหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ แค่ครั้งนี้เท่านั้นแล้วก็ ถ้าหากลูกชายของนายกล้าที่จะใช้ชื่อของจอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งแล้วล่ะก็ คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ”
เฟียสต้ารีบตอบรับด้วยความเร่งรีบ เขากลัวว่าไลท์จะเปลื่ยนคำพูด
“ ไปได้แล้ว ” ไลท์ไล่
เฟียสต้าโค้งคำนับและวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ติดตามของเฟียสต้าก็รีบวิ่งออกมาด้วยเช่นกัน
เมื่อเฟียสต้าออกมาจากห้องอาหารแล้ว แผ่นหลังของเขาก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เขารู้สึกหวาดกลัวมากๆภายในห้องอาหาร เพราะภายในห้องอาหารแห่งนี้แต่ละคนก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
“ โชคดีจริงๆที่ไม่ได้เกิดเรื่องอะไร ” เฟียสต้าพึมพำออกมาด้วยความหวาดกลัว เพราะเขากลัวว่าไลท์จะเอาผิดเขาเรื่องที่ไม่อบรมสั่งสอนลูกชายให้ดีและเขาน่าจะรู้แล้วว่าลูกชายของเขามีนิสัยและพฤติกรรมยังไง
เฟียสต้าถอนหายใจออกมาจากนั้นสายตาของเขาก็เปลื่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ คอยดูเถอะไอสารเลวนั้นกลับไปฉันจะจับมันขังไว้ในบ้านไม่ต้องออกไปสร้างความวุ่นวายที่ไหน!! ” เฟียสต้าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขารู้ว่าจะต้องมีคนของสภาจอมเวทย์คอยจับตาดูร็อคต้าอย่างแน่นอน เพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้เขาจะต้องไม่ให้ร็อคต้าออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน ไม่อย่างนั้นคงได้ถูกจัดการแน่ๆ ต่อให้พี่สาวของเขาอยู่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้แน่นอน
หลังจากที่เฟียสต้าออกไปแล้ว เฟลิกซ์ก็พูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่นว่า “ เดี๋ยวฉันจะส่งคนจับตาดูลูกชายของเขา ถ้าหากยังทำตัวแบบเดิมอีกล่ะก็ จับเข้าคุกดัดนิสัยสักสองสามปีก็น่าจะดี ”
“ เห็นด้วย ฉันล่ะเกลียดไอพวกที่ชอบใช้สภาจอมเวทย์มาข่มขู่ชาวบ้าน! ” เอลเรนบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ
แมคโวลัคไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเอลเรน
ตอนบ่ายๆ เรือยนต์ของสภาจอมเวทย์ก็ออกจากเมืองเทลทาวน์และมุ่งหน้าไปยังเมืองวาร์เบเลียน
ส่วนวันต่อมาพวกไลท์ก็ออกเดินทางบ้าง
การเดินทางจากเมืองเทลทาวน์ไปยังเมืองวาร์บาเลียนต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยประมาณหนึ่งเดือนเศษ
พริบตาเดียก็ผ่านไปหลายวัน
ตอนนี้พวกไลท์เดินทางมาถึงครึ่งทางของการเดินทางไปยังเมืองวาร์เบเลียนแล้ว
พวกไลท์ก็มาพักที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อของเมืองแห่งนี้ก็คือเมืองเซเวย์
เมืองเซเวย์เป็นเมืองเล็กๆที่มีประชากรประมาณแปดหมื่นคน ส่วนมากชาวเมืองจะทำเกษตรกัน
ในเมืองนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักแต่พาตกกลางคืนกลับกลายเป็นว่าบรรยากาศเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ไลท์และเบเรียลที่คิดว่าจะไปหาร้านนั่งดื่มกลับพบว่าตอนนี้เมืองทั้งเมืองได้ปิดไฟกันหมดแล้ว จะมีก็แต่แสงไฟยามค่ำคืนตามท้องถนนเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่
ไลท์และเบเรียลสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีร้านไหนเปิดตอนกลางคืนเลย
ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะเดินกลับโรงแรมเพื่อไปนั่งดื่มในห้องแทน
“ ไลท์นายสังเกตไหมว่าร้านค้าหรือร้านอาหารต่างๆก็ปิดร้านตั้งแต่ช่วงเย็นๆแล้ว ” เบเรียลถามขึ้น
“ ใช่ฉันก็เห็นว่าบางคนถึงกับรีบซื้อของแล้วก็กลับไปที่บ้าน ” ไลท์เห็นด้วยจากนั้นเครื่องมือสื่อสารของเขาก็สั่นขึ้นเบาๆก่อนที่เขาจะรับสาย
ไม่นานไลท์ก็วางสายจากนั้นสีหน้าของเขาก็ดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ มีอะไรเกิดขึ้นหรอไลท์? ” เบเรียลถามด้วยความสงสัย
“ ไลก้าบอกมาว่าตอนนี้ทั่วทั้งเมืองไม่มีใครเดินอยู่เลย ราวกับว่ากลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว ฉันจึงบอกให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่โรงแรมอีกครั้ง ” ไลท์พูดขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” เบเรียลเห็นด้วยกับไลท์ พวกเธอเพิ่งจะมาถึงเมืองนี้ทำให้ยังไม่รู้รายละเอียดทำให้พวกเธอต้องทำตามชาวบ้านไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วย
ไม่นานไลท์และเบเรียลก็กลับมาถึงโรงแรม
พวกไลก้ากำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม
หลังจากที่ไลท์มาถึงไลก้าก็เดินไปหาพนักงานโรงแรมสองคนที่เป็นคู่ชายหญิง
ไม่นานไลก้าก็กลับมาพร้อมกับพนักงานชายหญิง
พนักงานสองคนเป็นชายหนุ่มและหญิงสาวที่อายุประมาณยี่สิบกว่าๆ
“ พวกคุณรู้ไหมว่าทำไมเมืองนี้ถึงต้องรีบกลับเข้าบ้านตอนเย็นๆด้วย? ” ไลท์ถามออกมาด้วยความสงสัย
เมื่อทั้งสองได้ยินคำถามของไลท์ พวกเขาแสดงสีหน้าลังเลและหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย ทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่จะเป็นพนักงานชายที่พูดขึ้นว่า “ พวกคุณเป็นเพิ่งจะมาถึงเมืองนี้ใช่ไหม?และไม่ใช่คนในพื้นที่ของแถวนี้ด้วยใช่ไหม? ”
ไลท์พยักหน้า
พนักงานชายพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ก็ไม่แปลกที่พวกคุณจะไม่รู้ว่าเมืองแห่งนี้มันมีผีร้ายอยู่ ”
ผีร้าย?
นอกจากไลท์และเวโรนิก้าแล้ว คนอื่นๆพากันแสดงสีหน้าตกใจและรีบมองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง
" ใช่ผีร้าย พวกมันชอบออกอาละวาดยามค่ำคืน พวกมันโผล่ออกมาเมื่อประมาณสามปีก่อน ในตอนแรกทุกอย่างมันก็ปกติดีอยู่ แต่พอนานเข้าก็เริ่มมีคนหายตัวไปยามในทุกๆวัน จนในที่สุดมันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา
ทางเจ้าเมืองก็ได้ส่งทหารจำนวนมากออกตามหาบุคคลที่หายตัวไปอย่างพลิกแผนดินแต่ก็ไม่สามารถหาบุคคลที่หายตัวไปเจอ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนทางเจ้าเมืองก็ยังไม่สามารถตามหาเบาะแสเจอทำให้เขายุติการหาตัวผู้ที่หายตัวไป
หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จนเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ก็เริ่มมีชาวบ้านหายตัวไปอีกครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่มันหายตัวไปก็คือในช่วงเวลากลางคืนทุกครั้ง จนในที่สุดทางเจ้าเมืองก็มีคำสั่งออกมาว่าห้ามประชาชนทุกคนออกมาจากบ้านหลังตอนเย็น
แต่ในช่วงแรกๆก็ยังมีพวกที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้จึงทำให้ยังมีหลายคนยังเที่ยวเล่นยามค่ำคืนอยู่ แน่นอนว่าพวกที่ไม่เชื่อฟังก็ถูกผีร้ายสังหารไปจนทำให้พวกมันหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืนอีกเลย หลังจากนั้นในช่วงเวลายามเย็นก็ทำให้ทุกๆคนพากันรีบกลับบ้าน
แต่พอมนุษย์กลับเข้าไปในบ้านแล้ว ด้านนอกก็เหลือเพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้น หลายวันต่อมาพวกสัตว์เลี้ยงก็หายตัวไป ทำให้เจ้าเมืองคิดว่าผีร้ายตัวนั้นจะต้องกินสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร เจ้าเมืองจึงได้ทำการซื้อสัตว์เวทย์เช่นแพะสายลม กวางเท้าไฟ และอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากไว้ในที่ที่หนึ่ง
หลังจากนั้นทุกๆค่ำคืนก็จะมีสัตว์เวทย์เหล่านั้นหายตัวไป เจ้าเมืองจึงลองให้คนคอยลอบแอบดูอยู่ตอนกลางคืน พวกเขาก็พบว่าเป็นเงาสีดำๆมีดวงตาสีแดงกลืนสัตว์เวทย์ไปทั้งตัว หลังจากที่มันกินสัตว์เวทย์ไปแล้วมันก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย
ในเมื่อรู้ตัวแล้วว่าเป็นผีร้าย เจ้าเมืองจึงเชิญจอมเวทย์แสงมากำจัดแต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือมันสามารถสังหารจอมเวทย์แสงได้อย่างสบายๆทั้งๆที่มันโดนเวทย์แสงโจมตี อีกอย่างจอมเวทย์แสงที่ไปเชิญมานั้นแข็งแกร่งในระดับAเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้ผู้คนในเมืองหวาดกลัวผีร้ายตัวนี้อย่างมาก หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะออกจากบ้านตอนกลางคืนอีกเลย " พนักงานชายพูดขึ้น
ไลท์และคนอื่นๆเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมชาวบ้านถึงได้กลับบ้านเร็วทั้งๆที่ยังเป็นช่วงเวลาหัวค่ำอยู่เลย
“ ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมชาวบ้านถึงได้ปิดร้านขายของเร็วแบบนั้น ” ไลท์พูดขึ้น
“ แล้วจอมเวทย์แสงคนนั้นสามารถสร้างความเสียหายให้กับผีตัวนั้นได้ไหม? ” เดซี่ถามขึ้นเพราะเธอเองก็เป็นจอมเวทย์แสงเหมือนกัน ไม่แน่ว่าเวทย์ของเธออาจจะสามารถโจมตีใส่ผีตัวนั้นได้
“ โจมตีได้ครับ ในตอนแรกที่ผีตัวนั้นถูกจอมเวทย์แสงโจมตีมันก็ส่งเสียงเจ็บปวดออกมา แต่เพียงแค่ครู่เดียวมันก็แข็งแกร่งขึ้นก่อนที่จะกลืนกินจอมเวทย์แสงคนนั้นไป ” พนักงานชายตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“ ดูเหมือนว่ามันจะแพ้แสงจริงๆด้วยสินะ ” เดซี่พึมพำออกมา
หลังจากนั้นไลท์และคนอื่นๆสอบถามข้อมูลจากพนักงานทั้งสองอยู่สักพัก
“ เอาล่ะแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อนก่อน ” ไลท์พูดขึ้นจากนั้นเขาก็หยิบเงินให้กับพนักงานทั้งสองเพื่อเป็นค่าตอบแทน
พนักงานทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณด้วยความสุข เพราะเงินที่ไลท์ให้มานั้นเยอะมากๆ
หลังจากที่เข้ามาในห้องนอนแล้ว ไลท์และเบเรียลก็หยิบเหล้าขึ้นมาดื่มและเดินออกไปที่ระเบียงด้วยกัน
“ นายคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับผีร้ายจริงๆไหม? ” เบเรียลถามด้วยความสงสัย
“ มีความเป็นไปได้ว่าเป็นผีจริงและไม่ใช่ผีจริงๆ ” ไลท์พูดขึ้น
“ ก็จริงของนายนะ ” เบเรียลพึมพำออกมาก่อนที่จะมองไปเมืองยามค่ำคืนที่เงียบสงบ นอกจากแสงไฟตามท้องถนนแล้วแสงไฟในบ้านทุกหลังก็ดับสนิท คาดว่าเวลานี้ชาวบ้านทุกคนต่างก็อยู่ในบ้านและนอนหลับด้วยความหวาดกลัว
ไลท์มองดูดวงดาวก่อนที่จะลุกขึ้นยืน
“ นายคิดจะไปสำรวจดูงั้นหรอ? ” เบเรียลถามขึ้น
“ ใช่ ฉันอยากรู้ว่าผีตัวนั้นมันจะหน้าตาเป็นอย่างไง ” ไลท์พยักหน้าก่อนที่เขาจะกระโดดหายไปยามราตรี
เบเรียลส่ายหน้าเบาๆและหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มต่อ
“ ไปกินกับพวกเวโรนิก้าดีกว่า ” เบเรียลเดินพึมพำออกมา
หลังจากที่ไลท์วิ่งตามบนหลังคาไปเรื่อยๆ เขาก็ปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกมาครอบคลุมพื้นที่หลายกิโลเมตร
หลังจากที่เขาวิ่งไปได้สักพักเขาก็สัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในจุดที่ไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่
ไลท์รีบวิ่งไปยังทิศทางนั้นทันทีก่อนที่จะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและลบกลิ่นอายของตัวเองหายให้ไป
ไม่นานเจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดก็ลอยผ่านไลท์ไป
ไลท์เห็นว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวประหลาดนั้นเป็นฝุ่นควันสีดำและมีดวงตาสีแดงอย่างที่พนักงานชายบอกทุกอย่าง แต่เพิ่มเติมคือปากที่มีฟันราวกับสัตว์ร้ายแหลมคม นอกจากนี้มันยังมีออร่าที่น่าขนลุกปะทุออกมาอย่างต่อเนื่องและมันยังพึมพำเป็นภาษาแปลกๆที่ไลท์ไม่เข้าใจอีกด้วย
‘ เป็นผีร้ายจริงๆด้วยสินะ ’ ไลท์หรี่ตามองดูผีร้ายตัวนี้ด้วยความสนใจ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผีในโลกใบนี้
ผีร้ายคือวิญญาณที่ชั่วร้าย มันจะกลืนกินวิญญาณของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร นอกจากนี้ในจุดที่อยู่ไม่ไกลจากผีร้ายตัวนี้ก็เป็นฟาร์มสัตว์ขนาดใหญ่ ที่คิดว่าน่าจะเป็นฟาร์มที่เจ้าเมืองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผีร้ายตัวนี้กินเป็นอาหารแน่ๆ
‘ ไม่รู้ว่าพวกผีร้ายตัวนี้จะเกี่ยวข้องกับเผ่าวิญญาณหรือเปล่า ’ ไลท์ครุ่นคิดเพราะมันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ ผีนั้นเป็นวิญญาณและมันก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์วิญญาณ
‘ โชคดีจริงๆที่แวะมาเมืองนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอกับผีร้ายแบบนี้ ’ ไลท์แสยะยิ้มก่อนที่จะมองไปยังผีร้ายตัวนั้นด้วยแววตาราวกับราชสีห์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อตัวน้อยๆ