จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 147 นางใต้แสงจันทร์

            มื้ออาหารภายใต้บรรยากาศที่ค่อนข้างอธิบายยากได้เสร็จสิ้นลง

            หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเย่เฉินก็รีบลุกขึ้น และเช็ดคราบน้ำมันบนริมฝีปากพลางหัวเราะเบาๆ “อาจารย์! ถ้าอย่างนั้นข้าขอลงเขาไปเที่ยวเล่นนะ”

            เย่เฉินอ้างเหตุผลขึ้นอย่างส่งเดชแต่จริงๆ แล้วคือการใช้โอกาสที่จะหลบหนี ไม่อย่างนั้นหากอยู่ที่นี่ต่อไปโดยมีหญิงบ้าคนหนึ่งมาคอยจับจ้อง เขาอาจถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อและฉู่ซวนเอ๋อร์ก็คงไม่อาจอยู่ข้างๆ เขาได้ทุกวันหรอกนะ!

            ดังนั้นตั้งแต่ที่เขารู้จักสถานะของฉู่หลิงเอ๋อร์ เขาก็คิดที่จะออกจากสำนักเหิงเยว่แล้ว

            “ลงเขาไปเที่ยวเล่น?” ฉู่ซวนเอ๋อร์วางถ้วยชามและตะเกียบลง นางมองไปที่เย่เฉินพลางหัวเราะขบขัน“เจ้านี่เรื่องเยอะจริงๆ เลยนะ!”

            “เจ้าหมีอ้วนมา…มาชวนข้าไปดื่มเหล้า”

            “เจ้าชอบดื่มเหล้ามากเลยหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า และมองเย่เฉินอย่างไม่เป็นธรรมชาติเมื่อใดก็ตามที่นางแสดงออกเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังจะถูกตี

            “ก็…ก็พอได้!” เย่เฉินลูบปลายจมูกของตนเอง

            “เหล้าน่ะ! ยอดเขาดรุณีหยกมีตั้งมากมาย เจ้าดื่มได้ตามใจชอบ เรื่องจะลงเขาล้มเลิกไปเถอะ!” ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดจบก็เหวี่ยงแขนขึ้นทันที

            เย่เฉินยังคงต้องการที่จะพูดต่อแต่กลับพบว่าตนเองได้ถูกห่อหุ้มด้วยพลังที่มองไม่เห็นจากนั้นคนทั้งคนก็ถูกม้วนยกขึ้นมา ต่อมาก็รู้สึกได้เพียงเสียงลมที่ดังอยู่ข้างๆหูเท่านั้น

            ตุ้บ!

            เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเย่เฉินก็พบว่าตนเองได้อยู่ในป่าไผ่แล้ว ฉู่ซวนเอ๋อร์ได้พาเขาออกมาไกลมากและโยนบางสิ่งให้เขา

            ทันใดนั้นมีสิ่งของบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า เมื่อมองดูแล้ว มันคือขวดเหล้าชั้นดีที่เต็มไปด้วยฝุ่นมันตกลงมาบนพื้นดินอย่างมั่นคงจนกองสูงเท่าเนินเขาและนั่นทำให้เย่เฉินถึงกับผงะไปชั่วขณะ

            “ดื่มสิ!” จากนั้นเสียงหัวเราะของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ดังขึ้น

            ไร้สาระ!

            ข้าจะมีอารมณ์ไหนไปดื่มเหล้า

            เย่เฉินรีบวิ่งออกมาจากป่าไผ่และต้องการจะหนีออกไป แต่กลับต้องพบกับอะไรที่ไร้เหตุผลไม่คิดเลยว่าจะถูกขังไว้ในป่าไผ่ ทั้งป่าไผ่ถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยมนต์เขาจึงไม่สามารถออกไปไหนได้เลย

            “นี่…นี่มันไม่สนุกเลยนะ” ปากของเขากระตุกและมองไปยังมนต์ที่อยู่ตรงหน้าเย่เฉินรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง

            “จงอยู่ในป่าไผ่พรุ่งนี้จะพาเจ้าไปฝึก และอย่าคิดที่จะแอบออกไปไหน ไม่เช่นนั้นเจ้าคงรู้ผลลัพธ์นะ!” ในเวลานี้ เสียงหัวเราะของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ลอยเข้ามาในป่าไผ่อีกครั้ง

            ให้ตายเถอะ!

            ……

            ในคืนที่บรรยากาศเงียบสงัด

            ในห้องไม้ไผ่เล็กๆเย่เฉินไม่ได้ฝึกตนใดๆ และไม่ได้นอน ตอนนี้เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการขุดหลุม

            ขุดหลุมไปเพื่ออะไร!

            ไม่บอกก็รู้ว่าเขาต้องการที่จะขุดอุโมงค์ลงไปใต้ดินเพื่อหลบหนีออกไป

            ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก มีสายลมอันหอมกรุ่นพัดโชยเข้ามาปรากฏเป็นร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังของเย่เฉิน พร้อมกับแสงจันทร์ส่องสว่างความสดใสของนางไร้ที่ติราวกับเทพธิดาที่ลงมายังโลกมนุษย์

            คนที่มาเยือนไม่ต้องพูดก็รู้ว่าคือฉู่หลิงเอ๋อร์

            “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” ทันทีที่เดินเข้ามา ฉู่หลิงเอ๋อร์ก็เห็นเย่เฉินกำลังขุดหลุมอยู่ที่พื้นและรู้สึกสับสนขึ้นทันที คิดว่าเย่เฉินกำลังไล่ตีรูหนู

            เมื่อเห็นว่าเป็นฉู่หลิงเอ๋อร์เย่เฉินจึงซ่อนตัวอยู่ในหลุมอย่างไม่รู้ตัวและยิ้มเบาๆ “ข้า…ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

            “เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ”ฉู่หลิงเอ๋อร์ทำหน้าหงิกงอ และยื่นมือออกไปทันทีเพื่อดึงเย่เฉินออกมาจากหลุม

            ไม่คิดเลยว่าทันทีที่เย่เฉินลงไปในหลุมก็ต้องถอยกลับไปที่กำแพงและมองฉู่หลิงเอ๋อร์เหมือนหนูที่เห็นแมว หากไม่มีมนต์รายล้อมอยู่ในป่าไผ่เขาก็วิ่งหนีออกไปแล้ว

            “เรื่องที่เกิดขึ้นคืนนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดเข้าใจผิดจริงๆ” เย่เฉินมองไปที่ฉู่หลิงเอ๋อร์พร้อมกับฝืนยิ้มออกไป

            เมื่อพูดถึงคืนนั้นแก้มของฉู่หลิงเอ๋อร์ก็เริ่มแดงขึ้นมาทันที ไม่พูดจะดีกว่า ถ้าเกิดพูดออกไปภาพของคืนวันนั้นก็คงปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของนางอย่างไม่ตั้งใจไม่ว่าจะลืมอย่างไรก็ลืมไปไม่ได้เลย

            นางจำได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก

            ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่นางยืนอยู่ตรงหน้าของเย่เฉินก็รู้สึกราวกับว่าตนเองไม่ได้สวมอะไรเลยทั่วทั้งเรือนร่างของนางถูกเขาเห็นจนหมดสิ้นแล้ว จะสวมหรือไม่สวมเสื้อผ้ามันก็ไม่ต่างอะไรกันจริงๆ

            ไม่เพียงแค่ความอับอายเท่านั้นแต่นางยังมีความโกรธอยู่ด้วยจนทำให้ฉู่หลิงเอ๋อร์เอื้อมมือไปบีบคอของเย่เฉิน

            “เจ้าหนุ่มข้าเตือนเจ้าแล้วนะว่าห้ามพูดถึงเรื่องคืนนั้นกับข้าอีก เรื่องคืนนั้นเจ้าควรลืมมันไปซะดีกว่า”ประกายไฟในดวงตาที่งดงามของฉู่หลิงเอ๋อร์ก็ระอุขึ้นราวกับพยัคฆ์ที่ดุร้าย“เรื่องนั้นมีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้นที่รู้หากมีบุคคลที่สามรู้ระวังข้าจะบีบคอเจ้าให้ตาย”

            เย่เฉินถูกบีบคอจนพูดไม่ออกเขาทำได้เพียงพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง

            นอกจากนี้เขายังรับรู้ว่าที่ฉู่หลิงเอ๋อร์รีบมาหาเขากลางดึกไม่ใช่เพื่อฆ่าเขาแต่ต้องการให้เขาเก็บเป็นความลับ

            ด้วยเหตุนี้เย่เฉินจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉู่หลิงเอ๋อร์พูดนั้นเป็นความจริงหรือเท็จแต่เขาจะมีทางเลือกอื่นอีกหรือ? อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังมีชีวิตอยู่

            เอ๊ะ?

            ทางด้านฉู่หลิงเอ๋อร์มองออกไปด้านนอกทันใดนั้นสีหน้าของนางก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมาและรีบปล่อยเย่เฉินลงจากนั้นก็รีบกระโดดขึ้นเตียงและหลังจากนั้นก็กระโดดลงจากเตียงอีกครั้งราวกับกำลังหาที่ซ่อนรู้สึกร้อนรนและเดินไปรอบๆ ในหลุมที่เย่เฉินขุดไว้

            เย่เฉินตกใจเมื่อเห็นท่าทีแปลกๆของฉู่หลิงเอ๋อร์ จนตอนนี้เขารู้สึกมึนงงไปหมด

            ในที่สุดฉู่หลิงเอ๋อร์ก็กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอย่างไม่ลังเลจากนั้นก็จ้องมองไปยังเย่เฉินอย่างดุดัน “อย่าบอกพี่สาวของข้าว่าข้ามาที่นี่”

            เย่เฉินไม่ทันพูดอะไรฉู่หลิงเอ๋อร์ก็เหลือบตาแหงนขึ้นมามอง จากนั้นร่างของนางก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นโคมไฟหิน เย่เฉินถึงกับผงะไปชั่วขณะ

            ในไม่ช้าประตูห้องก็เปิดออก ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เข้ามาราวกับสายลม

            เย่เฉินนิ่งเงียบและเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใดฉู่หลิงเอ๋อร์จึงต้องทำเช่นนี้นางทำเพื่อจะหลบฉู่ซวนเอ๋อร์นี่เอง!

            “นี่เจ้าขุดหลุมหรือ?”ฉู่ซวนเอ๋อร์เข้ามาและเห็นหลุมขนาดใหญ่ที่เย่เฉินเพิ่งขุดออกมาจากนั้นก็พบเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวหนึ่งและนั่งลงพร้อมกับมองไปที่เย่เฉินด้วยรอยยิ้ม“เจ้าหนุ่ม นี่มันหมายความว่าอย่างไร เจ้าอยากจะขุดรูหนูหรือ?”

            “พูดเหลวไหลข้า…ข้ากำลังฝึกวิชาดำดินไง?”

            “จะต้องขุดหลุมเพื่อที่จะเรียนรู้วิชาดำดินน่ะหรือ?”

            เย่เฉินยิ้มเบาๆและรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “อาจารย์ ไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอะไรจึงมาหาข้ากลางดึก”

            ฉู่ซวนเอ๋อร์หยิบแก้วเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะพลางครุ่นคิดคำพูดของตนเองและจิบเหล้าไปหนึ่งอึก จากนั้นก็มองไปที่เย่เฉิน“เรื่องของเจ้ากับหลิงเอ๋อร์ ไม่คิดที่จะบอกอะไรกับข้าสักหน่อยหรือ?”

            “พวกเจ้าสองคนมีเรื่องอะไรกัน”

            “พูดโกหกคงจะไม่ใช่เรื่องดี!” ดวงตาที่งดงามคู่นั้นของฉู่ซวนเอ๋อร์กะพริบเบาๆ มองไปที่เย่เฉิน“หากเป็นอย่างที่อาจารย์คิดไว้ เจ้ากับหลิงเอ๋อร์คงเคยพบกันมานานแล้วและก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าเจอข้าเมื่อสองครั้งแรกแล้วหนีไปก็เพราะคิดว่าข้าคือหลิงเอ๋อร์สินะ!”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็ส่ายหัวและหันหน้าหนีไปทางอื่นราวกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังพูดถึง

            “แสร้งโง่ใส่ข้าไม่มีประโยชน์หรอกนะ”ฉู่ซวนเอ๋อร์เทเหล้าให้ตนเองอีกจอกหนึ่งในขณะที่กำลังสูดดมกลิ่นหอมของเหล้าที่เอ่อล้นออกมาจากแก้ว นางก็ยิ้มอย่างสบายๆ“บอกมาสิ! เจ้าไปยั่วยุอะไรน้องสาวของข้า”

            เมื่อได้ยินแบบนั้นฉู่หลิงเอ๋อร์ที่กลายเป็นโคมไฟหินที่อยู่บนโต๊ะก็ตอบสนองขึ้นมา นางสั่นเทาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา

            เย่เฉินกระแอมขึ้นเบาๆพลางลูบปลายจมูกของตนเอง “อันที่จริงมันก็ไม่มีอะไรหรอกมีครั้งหนึ่งข้าก็แค่แอบไปขโมยเม็ดยาวิญญาณของนางมาตอนนั้นข้ายังไม่ได้เข้าไปในสำนักเหิงเยว่และข้าก็ไม่รู้ว่าฉู่หลิงเอ๋อร์เป็นคนของสำนักเหิงเยว่หากข้ารู้ ให้ตายข้าก็คงไม่กล้าเข้าไปขโมยแน่!”

            เย่เฉินอ้างเหตุผลมาสารพัดแต่เหตุผลนั้นแทบไม่ชัดเจนเลย ไม่เหมือนกับตอนกลางวัน “เพิ่งได้พบกันแต่เหมือนรู้จักกันมานาน”โกหกได้ไม่แยบยลเลยสักนิด

            “คนขั้นรวมพลังเพียงคนเดียวสามารถเข้าไปขโมยเม็ดยาวิญญาณของขั้นสมานญาณได้อย่างนั้นหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์รู้สึกขบขัน แม้ว่าจะรู้ว่าครั้งนี้เย่เฉินยังคงโกหกแต่นางกลับไม่ได้ถามอะไรต่อ

            เย่เฉินยิ้มเบาๆได้แต่ลูบที่ปลายจมูกของตนเอง

            เขาสามารถบอกได้หรือ? เขากล้าที่จะพูดหรือ? เขาจะพูดอย่างไรจะบอกว่าข้าได้เข้าหอกับน้องสาวเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ? หากพูดแบบนี้ออกมาบางทีไม่จำเป็นต้องให้ฉู่หลิงเอ๋อร์ลงมืออาจารย์คนสวยคนนี้ของเขาก็พร้อมจะบีบคอเขาทันที

            “ข้าจะไม่ถามเรื่องนี้อีก”ฉู่ซวนเอ๋อร์ลุกขึ้นพร้อมกับจิบเหล้าจอกหนึ่งแล้วพูดว่า “คืนนี้หลับให้สบายพรุ่งนี้จะเริ่มฝึกวิชากายปีศาจต่อ”

            พูดจบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เดินออกจากห้องไปราวกับสายลมก่อนที่จะออกไปนางก็ไม่ลืมที่จะเผยรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ออกมาจากนั้นก็มองไปยังโคมไฟหินที่อยู่บนโต๊ะ

            หลังจากที่ฉู่ซวนเอ๋อร์ออกไปโคมไฟหินบนโต๊ะก็ก่อตัวเป็นหมอกสีขาวทันที และฉู่หลิงเอ๋อร์ก็กลับกลายร่างเดิมเมื่อแน่ใจว่าฉู่ซวนเอ๋อร์ได้ออกไปแล้วจากนั้นก็ตบหน้าอกของตนเองหนักๆ “โชคดีที่ยังไม่ถูกเจอ”

            พูดจบฉู่หลิงเอ๋อร์ก็ดึงเย่เฉินขึ้นมาอย่างแข็งกร้าวอีกครั้งจ้องมองไปที่เย่เฉินอย่างดุร้ายและขู่ว่า “เจ้าหนุ่ม อย่าลืมที่ข้าพูดข้าไม่ได้ขู่เจ้า ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องตายอย่างอนาถแน่”

            หลังจากพูดจบฉู่หลิงเอ๋อร์ก็เดินออกจากห้องไปราวกับสายลม

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน