บทที่ 30 ผลการประมูล
การประมูลของชิ้นสุดท้ายที่เป็นของดีที่สุดในงาน ทางหอการค้ากลางเมฆาจะมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างจากการประมูลอื่นๆ นั่นคือเมื่อการประเมินดำเนินไปจนถึงจุดที่คล้ายจะไม่มีใครสู้ต่อ การประมูลนี้จะถูกหยุดพักไว้เป็นเวลาครึ่งชั่วยามให้ผู้เข้าร่วมการประมูลได้ผ่อนคลายความตรึงเครียดไปในตัว ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงของการหยุดพักนี้ ผู้ใดก็ล่วงรู้ว่าหอการค้ากลางเมฆาต้องการให้ผู้อยู่ภายในงานได้มีเวลาตัดสินใจและได้มีเวลาปรึกษาผู้มีอำนาจหลักว่าจะร่วมสู้ต่อหรือไม่ ด้วยอาศัยวิธีการนี้ มูลค่าการประมูลก็จะมักมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลับสู่การประมูลอีกครั้ง นี่ถือเป็นวิธีการขายที่สร้างมูลค่าแก่หอการค้ากลางเมฆาได้อย่างดียิ่ง และในทางเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจสูงส่งบางคนไปข่มขู่ผู้อื่นให้หลุดจากการประมูลไป ซึ่งตอนนี้เทียนเฟยมันก็กำลังทำเช่นนั้นอยู่
ในแคว้นหมื่นขุนเขาเล่าขานถึงขุมอำนาจใหญ่ค้ำจุน เป็นมหาอำนาจที่เปรียบดั่งจุดสูงสุดแห่งปฐพีแคว้น ถูกเรียกขานจนติดปากว่าหกขุมอำนาจใหญ่ สองพรรค หนึ่งสำนัก หนึ่งตระกูล หนึ่งวัด และหนึ่งขอทาน คือสิ่งที่ผู้คนรู้จักในนามหกขุมอำนาจใหญ่นั้น ซึ่งตระกูลเทียนก็คือหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่เป็นหกอำนาจในแคว้นหมื่นขุนเขา ในที่แห่งนี้จึงมีผู้ให้ความเกรงใจต่อเทียนเฟยมิน้อย
เทียนเฟยใช้อำนาจที่มีในการข่มขู่ผู้อื่น ยิ่งมีอำนาจความเย่อหยิ่งจองหองของมันจึงเป็นที่หนึ่ง มันไม่ชอบความพ่ายแพ้ใด เพราะมันยึดถือว่าตนมาจากหกขุมอำนาจใหญ่ มันจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนพบพานแต่หนทางชนะ ช่วงเวลาที่พักการประมูล มันจึงไปพบเหล่าผู้นำของพรรคหรือตระกูลต่างๆ แสดงจุดยืนพร้อมคำขู่ หยกขาวกลางเหมันต์นี้เป็นสิ่งที่ตระกูลเทียนของมันหมายปอง
ออกปากถึงเพียงนี้ยังมีใครที่จะกล้า หรือต่อให้กล้า ราคาประมูลที่ค้างอยู่ตอนนี้คือห้าพันเหรียญทอง ผู้ใดยังคิดจะทุ่มทรัพย์จำนวนมหาศาลเพื่อสู้อีก
เมื่อเห็นแนวโน้มของผู้คน เทียนเฟยก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ยิ่งพอเวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ ผู้ติดตามของมันนามเทียนตงกลับมาพร้อมกับหีบไม้ใบหนึ่ง มันยิ่งมั่นใจว่าหยกขาวจะต้องตกเป็นของมันแน่แท้ แต่จะเสียทรัพย์สินมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับเจ้าขยะน่าตายผู้ไม่สนคำขู่ใดๆ ผู้นั้น จังหวะที่พักการประมูลอยู่นี้ จังหวะที่มันข่มขู่ผู้อื่นแทบทั้งหมดแล้ว มันคิดเข้าไปกดดันและจัดการให้เฉินซือหยางย่นระย่อและมิกล้าเข้าร่วมการประมูล แต่มันยังมิทันได้ก้าวขาออกไป บุรุษผู้หนึ่งในชุดเข้ารูปดูทะมัดทะแมง สวมกางเกงสีดำและใส่เสื้อแขนกุดน้ำตาลเข้มก็พลันเดินเข้ามา
บุรุษผู้นี้อายุยี่สิบเศษรุ่นราวคราวเดียวกับเทียนเฟย ร่างสูงโปร่งดูสง่าและทรงภูมิ แฝงความหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย บนแขนของมันมีนกพิราบเกาะอยู่ ซึ่งเป็นนกพิราบตัวที่ฟางเยว่หรูได้ใช้คนส่งออกไป
“เจิ้งโจว”
บุรุษผู้นั้นถูกเทียนเฟยเรียกขานว่าเจิ้งโจว ซึ่งบุรุษนามเจิ้งโจวผู้นี้ก็ส่งยิ้มอย่างอัธยาศรัยพลางประสานมือ
“น้องเทียนเฟย"
เทียนเฟยหรี่ตา
“ไม่คิดว่าท่านจะอยู่ที่นี่”
“ที่จริงข้าก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ เพียงแต่ศิษย์น้องเรียกหาจะไม่มาก็มิได้"
“ท่านจะหมายความว่า”
“หยกดีถึงเพียงนี้ข้าจะปล่อยให้ศิษย์น้องต้องลำบากตัดสินใจได้อย่างไร"
เทียนเฟยทอประกายตาที่เจิดจ้าคมวาว
“เราท่านซักวันต้องมีพันธะสัญญาเกี่ยวดอง ข้าไม่ต้องการมีเรื่องให้คลางแคลงใจต่อกัน ท่านเองก็คงไม่อยากให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น ดังนั้นหวังว่าท่านจะเห็นแก่ไมตรีที่ตระกูลเทียนและพรรคฝ่ามือเหล็กมีต่อกัน เปิดทางให้ข้าไปสู่หยกชิ้นนั้น หยกนั่นมีความจำเป็นต่อตระกูลข้าอย่างยิ่งยวด"
เจิ้งโจวยิ้มออกมา
“ท่านไม่คิดหรือว่าหยกนี่ก็สำคัญกับพรรคเราเช่นกัน ข้าว่ามาสู้กันอย่างยุติธรรมเถิด หากสู้กันตามกำลังทรัพย์แล้วนี่มิน่าจะเป็นเรื่องให้คลางแคลงใจกันอย่างแน่นอน หรือท่านจะแสดงไมตรีต่อพวกเรา ที่ท่านเองก็มีสัญญาเกี่ยวดองกับศิษย์น้องข้า มอบของสิ่งนี้เป็นกำนัลก็นับว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำไม่น้อย"
หางคิ้วของเทียนเฟยกระตุก พรรคฝ่ามือเหล็กถือเป็นหนึ่งในสองพรรคใหญ่แห่งหกขุมอำนาจแคว้นหมื่นขุนเขาก็จริง แต่เจิ้งโจวผู้นี้เป็นเพียงศิษย์ของประมุขพรรค มิได้มียศฐาบรรดาศักดิ์เทียบเทียมมันที่เป็นบุตรชายผู้นำตระกูลเลยซักนิด ฉะนั้นเจิ้งโจวผู้นี้มันมีความสามารถใดที่จะมาต่อปากต่อคำหรือต่อรองกับตนได้
“จงระวังในศักดิ์ฐานะของท่านด้วย เพียงเป็นศิษย์ของท่านประมุข ท่านมิได้มีอำนาจพอจะตัดสินใจเรื่องที่อาจเกี่ยวพันระหว่างสองขุมอำนาจใหญ่ได้"
เจิ้งโจวยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนยื่นป้ายคำสั่งพรรค
“เห็นป้ายเหมือนเห็นประมุขพรรค การมาที่นี่ ข้าได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจเต็มที่… หากจะบอกว่าการเข้าร่วมประมูลอย่างยุติธรรมคือการลบหลู่ระหว่างขุมอำนาจซึ่งกัน ข้าคงฝากคำถามไปถึงผู้นำตระกูลแล้วว่าการกระทำของบุตรชายท่านเป็นการลบหลู่พวกเราแทนหรือไม่"
วาจาที่ฉะฉานทั้งแฝงด้วยความทรงภูมิของเจิ้วโจวทำให้เทียนเฟยถึงกับชะงักคำมิรู้จะสรรหาวาจาใดเพื่อกล่าวต่อ มันเพียงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก หมัดกำแน่นพร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นบนขมับ การมาหอการค้าครั้งนี้ของมัน ได้พานพบตัวบัดซบที่สร้างความเดือดดาลแก่มันถึงสองคนแล้ว
“เช่นนั้นก็เชิญท่านตามสบาย เมื่อตกลงกันดีไม่ได้แล้ว เห็นทีข้าต้องขอจดจำการกระทำและนามของท่านไว้ซักเล็กน้อย"
เจิ้งโจวประสานมือด้วยรอยยิ้มดังเดิม
“แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร"
จากนั้นเทียนเฟยพร้อมด้วยผู้ติดตามของมันเทียนตงก็ต่างพากันเดินสะบัดหน้ามุ่งตรงไปที่หอกลางอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนเจิ้งโจวก็หุบยิ้มลงพลางพึมพำขึ้น
“ข้าจะไม่ยอมเสียสิ่งใดให้แก่เจ้าอย่างง่ายๆ"
การประมูลหยกขาวกลางเหมันต์ดำเนินขึ้นในคำรบสอง โฆษกประจำงานประกาศกร้าวถึงจำนวนทรัพย์ที่ประมูลไว้ครั้งล่าสุด ก่อนออกปากเริ่มทำการประมูลต่อเนื่องทันที ครานี้แม้สายตาของผู้คนที่มองหยกขาวกลางเหมันต์จะมีความต้องการแลอาลัยอาวรณ์ต่อหยกชิ้นนี้ ทว่าเมื่อสบสายตาที่คมวาวเจือจิตสังหารของเทียนเฟย ประกอบกับจำนวนเงินมหาศาลที่ถูกประมูลเอาไว้ พวกมันก็ได้แต่ต้องกลืนน้ำลายอึกเท่านั้น ในที่แห่งนี้จึงมีเพียงเสียงทุบโต๊ะบริเวณธงทิวที่ดังขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัด เสียงเกิดขึ้นด้านข้างของเฉินซือหยาง แต่เฉินซือหยางมิได้เคาะ เป็นเจิ้งโจวที่ยืนแทรกระหว่างเก้าอี้มันกับสตรีสะคราญโฉมนามฟางเยว่หรูผู้นั้นต่างหาก
เจิ้งโจวยิ้มออกมาพลางมองตอบสายตาที่โกรธเกรี้ยวของเทียนเฟย ก่อนกล่าวเสียงดังกังวาน
“หกพันเหรียญทอง!”
ได้ยินคำกล่าว เสียงฮือฮาของผู้คนก็กระเซ็งแซ่ขึ้นอีกครั้ง กลับมีคนกล้าประมูลแข่งกับเทียนเฟยได้ แต่พอดูจากตำแหน่งที่เสียงดังกล่าวดังมา พร้อมกับธงทิวที่แสดงแจ่มชัด ผู้คนจึงต่างเข้าใจและรู้สึกว่าจะได้ดูการแข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อกันแล้ว
โฆษกประจำงานยังมิทันจะได้ขานรับ เทียนเฟยที่กัดฟันกำหมัดแน่นก็พลันฟาดค้อนลงบนโต๊ะจนดังสนั่น
“เจ็ดพันเหรียญทอง"
เจิ้งโจวยังคงยิ้มออกมา พร้อมค้อนในมือที่ทุบลงอย่างแผ่วเบา
“แปดพันเหรียญทอง"
พอเสนอราคาครั้งนี้ เป็นเหล่าศิษย์น้องของมันที่ต่างมองหน้ากัน จนฟางเยว่หรูต้องหันมากล่าวกับมัน
“ศิษย์พี่…”
เจิ้งโจวยังมีรอยยิ้ม หันมามองฟางเยว่หรูและส่ายศีรษะเล็กน้อย
ยิ่งมีคู่แข่งเสนอราคาแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้ที่มีรอยยิ้มเห็นทีจะเป็นเฉินซือหยางแล้ว แม้การกระทำของบุรุษสวมเสื้อแขนกุดจะกระทำราวกับไม่เห็นตนอยู่ในสายตา ชายหนุ่มก็มิได้สนใจ ในเมื่อคนผู้นี้แค่เสียมารยาทแต่มิได้มาก้าวก่ายหรือสร้างความเดือดร้อนกับตนแต่อย่างใด มันก็เพียงมองข้ามไปเท่านั้น และดูท่าบุรุษสวมเสื้อแขนกุดผู้นี้ก็ไม่ค่อยชอบหน้าเทียนเฟยเช่นเดียวกับตนด้วย
เทียนเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก มันมองเจิ้งโจวต่ำชั้นกว่ามัน เช่นนั้นจะมาพ่ายแพ้แก่ตัวบัดซบที่เป็นเพียงศิษย์ประมุขพรรคมิได้ มันจึงทุบค้อนลงยังโต๊ะจนดังสนั่นอีกครั้ง
“เก้าพันเหรียญทอง"
ด้วยราคาระดับนี้นับว่ามีจำนวนมหาศาลอยู่ไม่น้อย ผู้คนที่ได้ยินราคาที่สู้กันต่างทำได้เพียงกลืนน้ำลายอึกและลุ้นระทึกอย่างใจจดใจจ่อว่าจะลงเอย ณ ที่ใด หากการประมูลจะจบลงตรงนี้ก็นับว่ามีมูลค่าที่มหาศาลและถือได้ว่าเป็นราคาประวัติการแห่งหอการค้ากลางเมฆาได้เลย
เทียนเฟยเสนอราคาออกไปแล้ว ส่วนสายตาจ้องเขม็งที่เจิ้งโจวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เจิ้งโจวก็ยิ้มออกมาแล้วถอยฉากออกไป ฟางเยว่หรูจึงกล่าวขึ้นกับมันโดยที่มิหันกลับไปมอง
“ท่านรีบมาถึงที่นี่เพียงเพื่อต้องการปั่นประสาทมันแค่นั้นหรือ"
เจิ้งโจวยิ้มออกมา
“ข้าเพียงอยากให้มันรู้ว่า เพื่อสิ่งสำคัญ คนอย่างข้าหากคิดจะสู้ก็สู้ได้”
ฟางเยว่หรูจึงมองหยกขาวกลางเหมันต์แล้วถามต่อ
“หรือนี่มิใช่สิ่งสำคัญสำหรับท่าน"
เจิ้งโจวหันมามองแผ่นหลังของนางแวบหนึ่ง ก่อนตอบว่า
“ข้ามีสิ่งสำคัญมากกว่านั้น หากเป็นสิ่งนั้นข้าไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน"
กล่าวจบเจิ้งโจวก็เดินออกไปไม่หันหลังกลับ ในที่แห่งนี้จึงไม่มีเสียงใดดังขึ้นเพื่อจะสู้ราคาที่สูงลิ่วนี้อีก เทียนเฟยจึงยิ้มเยาะเจิ้งโจวอย่างสมใจ ด้วยศักดิ์ฐานะที่แตกต่าง อย่างไรการตัดสินใจย่อมเป็นมันที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรมันก็ถือไพ่เหนือกว่า คนอย่างเจิ้งโจวมิอาจจะเอาชนะมันได้ ขณะที่กำลังคิดกระหยิ่มยิ้มย่อง มันกลับนึกขึ้นมาได้ว่าในที่แห่งนี้ยังมีตัวบัดซบไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำอีกผู้หนึ่ง นั่นก็คือเจ้าขยะที่ไร้พลังจิตวิญญาณผู้นั้น!
เมื่อนึกถึงเฉินซือหยาง เทียนเฟยก็มองไปที่ชายหนุ่มแวบหนึ่ง เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสังหารที่มุ่งมายังตน เฉินซือหยางก็ยิ้มมุมปากนิดๆ และทำทีเป็นยกกล่องไม้พร้อมทำท่าเงื้อมือขึ้นทันใด
ทันทีที่เห็นเช่นนั้นเทียนเฟยก็กัดฟันกรอด แต่มันก็บังเอิญรู้ขีดจำกัดในกำลังทรัพย์ของฝ่ายตรงข้ามมา อีกทั้งมันยังคิดว่าการที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการหยกขาวชิ้นนี้คงเป็นเพราะต้องการจะหาทางทำให้ตนเองมีพลังจิตวิญญาณขึ้นมาได้ เมื่อรู้และคิดเช่นนี้มันยิ่งจะพ่ายแพ้มิได้ โดยไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามออกปากใด มันก็ชิงเสนอราคาขึ้นมาอีกเพื่อให้ราคานี้มากกว่าทรัพย์สินที่เจ้าขยะนั่นมีอยู่
“หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเหรียญทอง!”
ได้ยินราคาที่บ้าคลั่งนี้ผู้คนก็ต่างตกตะลึงพรึงพรืดแทบจะตกจากเก้าอี้ เทียนตงต้องสำลักน้ำชาคำใหญ่ เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มแผ่นหลัง หยกขาวสำคัญก็จริงแต่ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลนี้ไม่รู้ท่านผู้นำตระกูลจะว่าอย่างไร แล้วตนที่แอบไปถอนทรัพย์สินที่เมืองสาขาตามคำสั่งนายน้อยมา ตนจะโดนเล่นงานหนักหรือไม่ เพราะผู้ติดตามอีกผู้ที่ร่วมมาด้วย มันก็ได้แต่กล่าวเตือนอยู่ด้านนอกมิเข้ามารับความยุ่งยากนี้ด้วย
“คุณชาย เรื่องนี้เทียนฉวนที่อยู่ด้านนอกพึ่งกำชับ…”
เทียนเฟยตวาดขึ้น
“หุบปาก!”
แผ่นหลังของเทียนเฟยเองก็หลั่งเหงื่อโทรมกาย นี่คือทรัพย์มหาศาลที่มันมีแล้ว มันกัดฟันมองเฉินซือหยางด้วยใจที่เต้นระทึก ส่วนเฉินซือหยางคล้ายไม่นำพาสิ่งใด มันเก็บกล่องไม้และลุกออกจากโต๊ะเดินออกไปจากหอกลางทันที ด้านฟางเยว่หรูก็อดที่จะชำเลืองมองชายหนุ่มผู้ยากเข้าใจผู้นี้มิได้
เห็นเฉินซือหยางลุกออกไปไม่แม้แต่จะเสนอราคา เทียนเฟยก็ยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ ปากก็พึมพำออกมา
“เจ้าขยะเอ๋ย ทรัพย์สินเพียงมีแค่นั้นยังกล้านำมาเชิดหน้าชูคอต่อหน้าข้าได้ ช่างน่าขันสิ้นดี"
เมื่อไม่มีเสียงการประมูลของผู้ใดต่อ โฆษกประจำงานก็กล่าวเสียงสั่นเครือเพราะตลอดชีวิตมิเคยเห็นราคาการประมูลที่สูงเพียงนี้ เมื่อมันประกาศย้ำเตือนราคาหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเหรียญทองเป็นครั้งที่สาม เสียงฮือฮาพลางเสียงกระเซ็งแซ่ก็ดังทั่วหอกลาง นามของเทียนเฟยผู้ใช้ทรัพย์จำนวนมหาศาลก็ดังกระฉ่อนไปอีก
เทียนเฟยสูญเสียทรัพย์มหาศาล ในใจทั้งเสียดายคละเคล้ากับความสาสมใจอย่างบอกไม่ถูก แผ่นหลังมันจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่ใบหน้ากลับเย่อหยิ่งอวดดี เมื่อทำสัญญาส่งมอบของและชำระค่าประมูลเสร็จสรรพ ของถูกเตรียมจัดส่งไปยังตระกูลเทียน เทียนเฟยก็เดินสะบัดกระดาษสัญญาในมืออย่างภาคภูมิ ยิ่งเห็นการมาของเถ้าแก่หวังและเจ้าขยะ มันยิ่งทำการอวดเป็นการใหญ่
ด้านผู้อาวุโสเฉิงอี้ผู้ดูแลหอการค้าแห่งนี้ก็เข้ามาแสดงความยินดีและขอบคุณต่อมัน เทียนเฟยยังคงอวดความมั่งคั่งและชัยชนะต่อไป ในขณะที่เถ้าแก่หวังเองก็เข้ามาประสานมือและขอบคุณต่อมันเช่นเดียวกัน
คำขอบคุณของเถ้าแก่หวังนี้ทำให้หัวคิ้วของเทียนเฟยต้องขมวด
“ขอบคุณ?”
เป็นผู้อาวุโสเฉิ้งอี้ที่อธิบาย
“ท่านไม่ต้องงุนงงไป ที่มันขอบคุณเป็นเพราะท่านอุดหนุนสินค้าจากพวกมันอย่างไรเล่า"
เทียนเฟยได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะสำลักความเย่อหยิ่งอวดดีออกมา นัยน์ตาของมันเบิกโตแดงก่ำ
“ท่านหมายความว่า"
เป็นเถ้าแก่หวังที่ตอบพร้อมผายมือไปยังเฉินซือหยาง
“หยกขาวกลางเหมันต์ที่บริสุทธิ์นั่น เป็นของข้าและหุ้นส่วนของข้าผู้นี้เอง"
เทียนเฟยได้ยินอย่างชัดหู เลือดลมแห่งความเดือดดาลจึงปั่นป่วนจากภายในส่งให้โลหิตหวานเลี่ยนแทบทะลักผ่านลำคอพุ่งออกจากปาก ยังดีที่มันฝืนกลืนเอาไว้ก่อน ทำให้กล่าวสิ่งใดไม่ได้ เป็นเฉินซือหยางที่ประสานมือด้วยรอยยิ้มต่อมัน
“ขอบพระคุณในทรัพย์มหาศาลที่ซื้อของจากเรา”
เทียนเฟยมิอาจอดกลั้นโลหิตที่คลั่งในลำคอได้อีกต่อไป มันกระอักออกมา พร้อมตวาดลั่นด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
“เจ้า!”
แล้วเฉินซือหยางกับเถ้าแก่หวังก็ขอตัวจากไป ระหว่างทางที่นั่งรถม้า เถ้าแก่หวังก็มองหน้าเฉินซือหยางยิ้มๆ นึกถึงการยืมทรัพย์สินที่ตนมีทั้งหมดและการไปหลอกปั่นประสาทเพื่อหวังสร้างราคาของชายหนุ่ม ก็กล่าวถาม
“เจ้าไม่เกรงกลัวมันหรือ"
“ต้องกลัวด้วยหรือ"
“แม้นเจ้าไม่กลัวมัน หรือเจ้าก็ไม่เกรงกลัวเบื้องหลังของมัน”
“ข้าไม่ได้ทำผิดกติกา ไม่เคยออกปากเสนอราคาประมูลเพื่อปั่นราคา คนทุกผู้ในหอกลางล้วนเป็นพยานได้ เช่นนั้นไม่มีสิ่งใดที่เป็นความผิดอันจะกระทบไปถึงเบื้องหลังของมัน”
“แต่เทียนเฟยผู้นี้กัดไม่ปล่อยแน่ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี…”
กล่าวคำนี้ออกมา เถ้าแก่หวังก็มองออกไปเบื้องนอกพลางกล่าวต่อ
“หรือไม่ก็มาร่วมทำการค้ากับข้าต่อ เพราะข้าพอที่จะคลี่คลายปัญหาแก่เจ้าได้"
เฉินซือหยางมิได้เกรงกลัวต่อเทียนเฟยหรือเบื้องหลังของคนผู้นั้นแต่อย่างใด ทว่านับแต่มันได้เห็นเถ้าแก่หวังกับหอการค้ากลางเมฆา มันก็พอรู้ว่าเถ้าแก่หวังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับหอการค้าแห่งนี้ และหอการค้าอาจช่วยให้มันค้นพบมรกตที่ตามหาได้
“ข้าจะร่วมทำการค้ากับท่าน แต่ท่านต้องช่วยข้าหาของสิ่งหนึ่ง ตกลงหรือไม่"
เถ้าแก่หวังไม่คิดมากความ เพราะการหาของอาจมิใช่เรื่องยากจนเกินไปสำหรับมัน
“ตกลง"