ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 35 แท่นหิน

            จูเยว่คาดเดาว่า นี่คงเป็นพลังงานบางอย่างที่มารดาทิ้งไว้ให้แก่ตน เพื่อใช้ในการยกระดับความแข็งแกร่งเพราะเมื่อหลอมรวมเข้ามาภายในร่าง มันสามารถพัฒนาลมปราณของตนได้อย่างรวดเร็วเมื่อมองไปรอบๆ ปากของจูเยว่เริ่มที่จะฉีกยิ้มกว้างออกมา 

     

            “ฮ่า ฮ่าฮ่า ด้วยหมอกสีดำจำนวนมาก ที่ปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ คงทำให้ข้าสามารถทะลวงขั้นพลังได้หลายระดับเลยทีเดียว!”

     

            เมื่อเวลา 1 ชั่วยามได้ผ่านพ้นไปพลังงานในบริเวณดังกล่าว ได้เบาบางลงเหลือเพียงแค่ครึ่งเท่านั้น แต่สามารถทำให้จูเยว่ทะลวงขั้นพลังมาอยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 ได้!

     

            หลังจากที่หลอมรวมพลังงานรอบตัวอีกครึ่งชั่วยามจูเยว่เริ่มสัมผัสได้ว่า พลังลมปราณที่อยู่ภายในตันเถียนตอนนี้เพียงพอที่จะทะลวงไปยังระดับเชื่อมโยงชีพจร!จึงกล่าวออกมาด้วยดวงตาเป็นประกายพร้อมน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

     

            “คาดไม่ถึงเลยว่า...ข้าจะสามารถทะลวงไปยังระดับเชื่อมโยงชีพจร ได้ในคราเดียว!!”

     

            ตอนนี้จูเยว่เริ่มรวบรวมพลังลมปราณจากทั่วทั้งร่างเข้ามาควบไว้อยู่ภายในตันเถียน จนเมื่อเวลาผ่านพ้นไปอีกครึ่งชั่วยามพลังลมปราณได้รวมตัวกันหนาแน่น จนปรากฏเป็นก้อนพลังงานคล้ายผลึกสามสีส่องสว่างอยู่ภายในตันเถียนของตน เมื่อเห็นดังนั้น จึงได้ตรวจสอบมันอยู่ชั่วครู่

     

            “ดูเหมือนว่าสิ่งนี้...จะสามารถควบคุม ให้เคลื่อนที่ไปตามความนึกคิดของข้าได้ หรือว่า… ต้องใช้มัน เพื่อเชื่อมโยงไปยังชีพจรภายในร่าง?”

     

            จูเยว่รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นก้อนพลังงานดังกล่าวภายในตันเถียน เพราะเขายังไม่เคยศึกษาจากตำราหรือมีผู้ใดให้คำชี้แนะ ว่ายามก้าวเข้าสู่ระดับเชื่อมโยงชีพจร ต้องทำเช่นใดจึงได้คาดเดาออกมาด้วยตนเอง

     

            “หากเป็นดั่งที่ข้าคิด...เมื่อนึกถึงกฏธาตุทั้ง 5 ตามหลักของโลกใบนี้...ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา ธาตุไฟคือส่วนของหัวใจ ธาตุดินคือส่วนของม้ามธาตุทองคือส่วนของปอด ธาตุน้ำคือส่วนของไต ธาตุไม้คือส่วนของตับ และอวัยวะ 4ส่วนสำคัญคือ สมอง ดวงตา แขนและขา...”

     

            จูเยว่ได้นึกถึงความรู้พื้นฐานที่อยู่ภายในโลกใบนี้ จากความทรงจำที่หลอมรวมมาถึงแม้ในอดีตดวงจิตวิญญาณของเขาจะไร้สมองแต่ก็ยังพอที่จะทราบความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง

     

            เมื่อค่อยๆผสมผสานความรู้ของโลกในอดีตที่จากมาและความรู้ของโลกใบนี้เข้าด้วยกัน ใบหน้าที่ครุ่นคิดของจูเยว่ ก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก

     

            “เช่นนั้นชีพจรแรกที่ข้าควรจะเชื่อมโยง สมควรเป็นส่วนของหัวใจ!” เมื่อคิดได้ดังนั้นจูเยว่จึงควบคุมพลังงานสามสี ที่อยู่ภายในตันเถียนให้เคลื่อนที่ไปยังบริเวณหัวใจทันที

     

            เมื่อพลังงานดังกล่าวได้ไปถึงจากที่มันมีลักษณะคล้ายผลึกในตอนแรก ตอนนี้มันกลับ แตกกระจายออกมาราวกับหมอกสามสีที่ปกคลุมรอบๆบริเวณหัวใจ

     

            พริบตาต่อมาหมอกดังกล่าวได้เริ่มหลอมรวม เข้าไปภายในหัวใจของจูเยว่เมื่อมันหลอมรวมเสร็จสมบูรณ์ พลังงานอันมหาศาลได้แผ่กระจายออกมาจากภายในหัวใจ สร้างเป็นเส้นพลังลมปราณอันแข็งแกร่งเชื่อมโยงหัวใจและตันเถียน ก่อนที่จะกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย

     

            บรึ้ม!!!

     

             เสียงแรงกดดันยามเมื่อจูเยว่ได้ทะลวงระดับพลังดังสนั่น พื้นดินที่นั่งอยู่กลับเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวออกไปรอบๆนับ 10 จั้งพร้อมทั้งปรากฎเป็นเส้นแสงสามสี ที่ผสานเข้ากับพลังงานรอบตัวที่อยู่ในอากาศซึ่งเป็นธาตุทั้งสามที่เขาได้ครอบครอง

     

            เป็นเพราะไม่เพียงระดับลมปราณของจูเยว่จะเข้าสู่ระดับเชื่อมโยงชีพจรเท่านั้น ตอนนี้ระดับพลังเวทย์ของเขาได้เข้าสู่ระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นกลางทั้งสามธาตุด้วยเช่นกัน! ทำให้สามารถควบคุมพลังธาตุที่อยู่รอบกายได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

     

            เมื่อมองไปยังร่างของจูเยว่ในตอนนี้ได้ขับของเหลวสีดำจำนวนมาก ที่อยู่ภายในร่างออกมา มันคือสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกยามก้าวข้ามผ่านระดับขั้นใหญ่ เพื่อทำให้ร่างกายของผู้ฝึกฝนลมปราณ มีความบริสุทธิ์และเหมาะสมต่อการฝึกฝนมากยิ่งขึ้น!

     

            หลังจากที่จูเยว่ทะลวงระดับสำเร็จวิหคเพลิงที่อยู่ภายในตันเถียน เริ่มสยายปีกแผ่อำนาจออกมาอย่างน่าเกรงขามแสงสีแดงเจิดจ้าดั่งเปลวเพลิง ได้บดบังไปทั่วทั้งตัวของมันเมื่อแสงสว่างนั้นเริ่มจางหาย ได้ปรากฏวิหคเพลิงที่มีหาง 2 เส้นคล้ายหางของนกยูงยาวลงมา

     

            เป็นดั่งเช่นคราที่แล้วเส้นขนหนึ่งเส้นจากปลายหางของวิหคเพลิงที่พึ่งปรากฎได้เคลื่อนที่ออกจากตันเถียนของจูเยว่ พุ่งเข้าสู่บริเวณหว่างคิ้วอย่างรวดเร็วซึ่งในครั้งนี้ ตัวเขาไม่มีท่าทีที่จะหลบหลีกมันแต่อย่างใด

     

            เมื่อเวลาได้ผ่านไป 1 เค่อ เส้นขนของวิหคเพลิงได้เริ่มปรากฏออกมาจากหว่างคิ้วของจูเยว่อีกครั้งแล้วจึงกลับเข้าไปหลอมรวมกับร่างวิหคเพลิงภายในตันเถียนเช่นเดิม

     

            ตอนนี้จูเยว่อดที่จะฉีกยิ้มอย่างมีความสุขออกมาไม่ได้กับสิ่งที่ตนเองได้รับมา

     

            “เป็นทักษะขั้นที่ 2ของย่างก้าววิหคเพลิงมายา และเพลิงทลายสวรรค์! ช่างยอดเยี่ยมนัก!!”

     

            ยามนี้หมอกสีดำในบริเวณพื้นที่รกร้างที่เขาอยู่ได้จางหายไปจนหมดสิ้น และได้พบว่า เวลานี้เป็นช่วงเช้าของอีกวันเมื่อมองไปยังบริเวณรอบๆ จึงพบว่า พื้นที่ตรงกลางได้มีแท่นหินสูงปรากฏขึ้นมาซึ่งแลดูธรรมดาเหมือนแท่นหินทั่วไปและเมื่อเขาใช้พลังลมปราณเวทย์ตรวจสอบไปยังแท่นหิน ก็ไม่พบเจอสิ่งใดเช่นกัน 

     

            “คงต้องลองเอาจี้หยกดำออกมา...เพื่อตรวจสอบดูก่อน ว่าที่แห่งนี้ ใช่เป้าหมายที่ข้าตามหาจริงๆหรือไม่?”

     

            แม้ภายในใจจูเยว่จะคิดว่าสิ่งที่ตนเองคาดเดา ไม่น่ามีสิ่งใดผิดพลาด เพราะหมอกสีดำเหล่านั้นได้ช่วยเพิ่มระดับพลังให้แก่ตนแต่เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องลองตรวจสอบดูอีกครั้งให้แน่ใจ

     

            เมื่อจี้หยกดำปรากฏขึ้นมาบนฝามือเส้นแสงสีแดงได้พุ่งตรงไปยังแท่นหินที่อยู่เบื้องหน้าคล้ายบอกให้จูเยว่เดินเข้าไปหามัน จูเยว่รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยจึงเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันมองไปยังแท่นหินดังกล่าว

     

            “กลับเป็นแท่นหินนั่น?มารดาข้า... ท่านได้ทิ้งสิ่งใดเอาไว้ให้ข้ากันแน่?”

     

            ถึงแม้ตัวเขาจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างเพราะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งใด จากภายในแท่นหินตรงหน้า แต่จูเยว่ได้สลัดความสงสัยทิ้งไปพร้อมก้าวเดินเข้าไปหามันอย่างไม่รีบร้อน

     

            หลังจากที่เดินเข้าไปอยู่ในระยะห่างจากมัน 10 จั้งจี้หยกดำในมือจึงเริ่มลอยออกไป ห่างจากด้านหน้าของแท่นหินดังกล่าวเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะเกิดเสียงแตกร้าวดังขึ้นมา พร้อมรอยแตกร้าวที่ลามไปทั่วทั้งแท่นหินจนในที่สุดมันได้ถล่มลงมากองอยู่กับพื้น ราวกับเป็นเพียงกองหินธรรมดาๆกองหนึ่ง

     

            แต่สายตาของจูเยว่ตอนนี้หาได้มองไปที่กองหินแต่อย่างใด แต่กลับจ้องมองไปยังบริเวณเหนือกองหินที่แตกด้วยความรู้สึกเป็นกังวล!