ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    ว่าที่ชินหวางเฟย 2

            “ผู้ใดเป็นคนคาบข่าวมาบอกเจ้า!”

            “จะมีได้อย่างไร คนในวังต่างก็เห็นกันหมด ท่านเองก็กระทำการโจ่งแจ้งในตลาดใช่ที่ที่เป็นความลับเสียเมื่อไหร่” ฮ่องเต้พูดแก้ต่างอย่างเหงื่อตกหากพี่เก้ารู้ว่าเขาลอบวางคนคอยเป็นหูเป็นตาในวังตะวันออกล่ะก็ไม่เพียงคนพวกนั้นที่จะซวยเขาเองก็คงไม่รอดเช่นกัน

            ฮุ่ยชินอ๋องหรี่ตามองอนุชาอย่างจับผิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเบนสายตามายังสตรีน้อยข้างกาย

            “ข้ามาช้าไปหรือไม่?”

            ซูเจินส่ายหน้า“ท่านมาเร็วกว่าที่คิดไว้อีกเจ้าค่ะ”

            ที่แท้นางก็เป็นคนเรียกพี่เก้ามา!

            ซูเจินมองบุรุษในชุดสีเหลืองทองแล้วก็ยกยิ้ม คิดจะเรียกข้ามาหยั่งเชิงรังแกหรือ?ฝันไปเถอะ เจ้าคนไม่สำนึกบุญคุณ!

            “ไม่ต้องกังวล เสด็จแม่ไม่ใช่คนไม่ดี”

            “เจ้าค่ะ”  

            “ท่านพูดอย่างนั้นได้อย่างไรพี่เก้าข้าก็ไม่ใช่คนไม่ดีเหมือนกันนะ”

            “แต่เป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย”

            “ใช่ที่ไหนกัน” ฮ่องเต้วัยสามขวบทำปากยื่น พี่น้องคู่นี้เขาก็น่ารักดีนะถ้าไม่ติดว่าอีกคนเป็นฮ่องเต้ผู้อยู่เหนือใต้หล้าและอีกคนเป็นชินอ๋องที่มีร่างกายใหญ่โตสูงสองเมตร

             ซูเจินหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนงามเช็ดกรอบหน้าคนตัวโตอย่างใส่ใจเขาคงรีบร้อนมาเป็นแน่ใบหน้าถึงได้ชื้นเหงื่อถึงเพียงนี้ ซูเจินพลันรู้สึกประทับใจในตัวอีกฝ่ายขึ้นอีกนิดนึง

            “แฮะๆ พี่สะใภ้อย่าถือสาเลยน้องชายเพียงหยอกล้อเล่นเท่านั้น”เมื่อเห็นว่าพูดกับผู้เป็นพี่ชายแล้วท่าทางจะไม่รอดก็รีบเบี่ยงมาพูดกับสตรีน้อยทันที

            “ไม่ถือสาๆได้เจอท่านถือว่าเป็นจังหวะเหมาะเลยด้วยซ้ำ เนอะท่านอ๋อง” ซูเจินกล่าวเสียงใส อายุอานามมากกว่านางยังกล้าเรียกตัวเองว่าน้องชายได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

            ฮ่องเต้หนุ่มพลันคิ้วกระตุกคล้อยหลังพระมารดานางก็เลิกพูดราชาศัพท์กับพระองค์เชียวอย่าคิดว่ามีพี่เก้าคุ้มหัวแล้วข้าจะไม่กล้านะ

            ฮุ่ยชินอ๋องเห็นน้องชายทำหน้าเขียวคล้ำก็ถลึงตาใส่ครั้งหนึ่งทำเอาฮ่องเต้หดหัวกลับมาแทบไม่ทัน ข่มข้าเสียไม่เหลือบารมีขนาดนี้ท่านไม่มานั่งบัลลังก์เป็นฮ่องเต้เสียเองเลยเล่า!

            ฮุ่ยอ๋องพยักหน้าก่อนหน้านี้เคยบอกว่าอาจต้องเข้าพบฮ่องเต้ก่อนครั้งหนึ่งเพื่อพูดคุยเรื่องที่นางจะเข้าร่วมประชุมด้วยก็ถือโอกาสนี้เลยก็แล้วกัน

            “ในการประชุมเรื่องสุสานบรรพกาลเดือนหน้าข้าจะพานางไปด้วยคงได้สินะ”ฮุ่ยอ๋องกล่าวราวกับแค่บอกเล่า

            “จะพานางไปด้วย?พี่เก้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ใดจะไปด้วยก็ได้อีกทั้งไม่อาจบอกเรื่องที่เป็นความลับเช่นนี้กับผู้อื่น” ฮ่องเต้หนุ่มขมวดคิ้ว เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องลับสุดยอดมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้อีกทั้งการเดินทางไปประชุมในครั้งนี้จะมีเพียงเขากับพี่เก้าไปเพียงสองคนยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ผู้อื่นจะรู้ได้

            “นางไม่ใช่คนอื่น”

            “นี่...”

            “อีกอย่างเรื่องนี้ข้าก็ไม่ได้เป็นคนบอกนางแต่เป็นนางที่รู้เรื่องนี้เอง ต้องบอกว่าพวกเจ้าเก็บความลับกันอย่างไรมากกว่าหละหลวมถึงเพียงนี้คิดว่าจะตบตาคนจากทวีปอื่นได้หรืออย่างไรกัน?”

            เจิ้นฮ่องเต้รู้สึกหนักใจ“แล้วท่านจะให้นางไปในฐานะใดเล่า?”

            “ว่าที่ชินหวางเฟย”

            ซูเจินใจเต้นตึกตักหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ขุดหลุมดักนางให้ตกลงไปคิดใช้โอกาสนี้ผูกมัดนางเอาไว้หรอกนะเหล่มองคนตัวโตเห็นรอยยิ้มมุมปากตอนที่เขาหันมาสบตาพอดีก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย

            “วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนเล่ห์เช่นเจ้า”

            ได้ยินอีกคนเอ่ยเหน็บแนมแล้วก็ต้องทำหน้ายู่นอกจากจะดักความคิดอันเพ้อเจ้อของนางแล้ว ยังหลอกด่านางได้อีกด้วย ร้ายกาจ!

            “น้ำหนักยังถือว่าไม่มากพออีกอย่างนางจะไม่ตกเป็นเป้าหรืออย่างไร วันนั้นมีคนอยู่มากเรื่องผลประโยชน์ต่างๆคงไม่รั่วไหลแต่เรื่องของนางข้าเกรงว่า...”

            “เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลอันใดข้าจะปิดบังตัวตนของตัวเองเป็นอย่างดี ขอเพียงอนุญาตให้ข้าไปด้วยเท่านั้นก็พอ”ซูเจินกล่าว

            เจิ้นฮ่องเต้เหลือบมองใบหน้าของพี่ชายแล้วก็ได้แต่ถอดถอนใจในเมื่อพี่เก้าอนุญาตแล้วเขาจะไปคัดค้านได้อย่างไร พี่เก้าช่างใจร้ายผลักภาระให้น้องชายแล้วตัวเองก็ลอยลำใช้ชีวิตสบายใจส่วนเขาก็ต้องมารบรากับพวกขุนนางเฒ่าและยังต้องมาปวดหัวกับบรรดานางสนมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            “เช่นนั้นก็ตามใจเถอะแต่นางไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้นนะ”

            “เรื่องนี้ข้าได้บอกนางไว้แล้ว”

            ดีจริง บอกกล่าวกันไว้เรียบร้อยแล้วจะมาขออนุญาตเขาทำไม

            “ขอบพระทัยเพคะ” ซูเจินกล่าวด้วยคำราชาศัพท์แล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ ฮ่องเต้หนุ่มมุมปากกระตุกไม่หยุดเลย

            “เหอะ จะไปไหนก็ไปได้แล้วพี่เก้าท่านยังต้องไปค่ายทหารนะ เรื่องนี้รอไม่ได้”

            “เรื่องนั้นข้าให้คนล่วงหน้าไปก่อนแล้วเจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรก็ต้องลากคอพวกมันออกมาให้ได้” ฮุ่ยชินอ๋องตอบกลับนัยน์ตานับว่าโหดเหี้ยมเป็นที่สุด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเมื่อหันมาพูดกับแม่จิ้งจอกตัวน้อย“เจ้าอยากจะไปด้วยหรือไม่?”

            ซูเจินมองตาปริบๆก่อนจะปฏิเสธ “ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ”

            “อย่างนั้นเราก็ออกจากวังกันเถอะ”ฮุ่ยอ๋องกล่าวแล้วก็จูงมือจิ้งจอกน้อยเดินออกไปทันที โดยมีจือเหลียงตามออกไปด้วย ก่อนออกไปยังไม่วายหันมาเอ่ยประโยคคาดโทษน้องชาย

            “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าใครเป็นคนคาบข่าวมาบอกเจ้าเรื่องในครั้งนี้ข้าจะคาดโทษเจ้าเอาไว้ก่อน รีบย้ายคนของเจ้าที่อยู่ในวังของข้าออกไปให้หมดก่อนที่ข้าจะกลับมาจากค่ายและหากเจ้ายังใช้องครักษ์ของข้าสืบข่าวอีกละก็...หวังว่าคงไม่ต้องให้ข้าบอกนะ”

            ฮ่องเต้หนุ่มมองตาค้างกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เรื่องที่ค่ายทหารก็ถือเป็นเรื่องสำคัญพี่เก้ายังเอ่ยชวนนางไปไม่พอนี่พี่เก้ายังจูงมือนางไปโดยไม่ทำความเคารพเขาด้วยยังเห็นเขาเป็นฮ่องเต้อยู่หรือไม่?ทำไมวันนั้นท่านไม่ขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเองเลยเล่า!

            พี่ชายผู้แข็งทื่อยังยอมสยบให้โฉมงาม จิ้งจอกนางต้องเป็นจิ้งจอกจำแลงกายมาเป็นแน่แท้

            พี่เก้ากำลังโดนนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ล่อลวงแล้ว!

             

            “นี่ท่านกำลังหลอกกินเต้าหู้ข้าอยู่หรือเจ้าคะ”ซูเจินพูดขึ้นเมื่อเดินออกมา กระตุกมือที่ถูกกุมเอาไว้เล็กน้อย

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าชอบให้ข้าจับมือเจ้าไว้หรอกหรือ?”

            “ใช่ที่ไหน!”ซูเจินปฏิเสธแก้มแดง ได้ยินเสียงคนตัวโตหัวเราะเหนือหัวเบาๆ “ไม่ต้องมาหัวเราะเลย”

            “ได้ๆ เจ้ากลัวหรือไม่?”

            “กลัว? ข้าไม่ได้เปราะบางถึงเพียงนั้นหรอกนะบอกตามตรงว่ามีหวั่นๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวหรอก ไม่ใช่ว่าท่านใหญ่ที่สุดหรืออย่างไรน้องชายกับมารดาท่านไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก” ซูเจินยิ้มแฉ่ง

            “รู้ดีนัก”ฮุ่ยชินอ๋องยกมือขึ้นใช้ด้านข้างของนิ้วชี้ลูบที่ปลายจมูกคนเจ้าเล่ห์อย่างเอ็นดูซูเจินกุมจมูกตัวเองไว้อย่างขัดเขิน ขยันหยอดนางจริง...

            “พวกเจ้ามาทางลับใช่หรือไม่?”  

            ซูเจินพยักหน้าตอบ

            “มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าออกจากวังเอง”ฮุ่ยอ๋องปล่อยมือจิ้งจอกน้อยในที่สุด

            “ท่านมีงานที่ต้องรีบไปทำไม่ใช่หรือเจ้าคะ?ให้คนอื่นพาข้าออกไปแทนก็ได้นะ”

            “ไม่เป็นไร ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปเอง”  

            ซูเจินไม่ปฏิเสธอีกจากที่ฟังเขาคงมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมาตามที่นางส่งข้อความไปนางไม่ต้องการทำให้เขาเสียเวลาไปมากกว่านี้ จึงพลิ้วกายตามไปแต่โดยดี 

    ...............................................

    ตำนานยอดหญิงซูเจิน เล่ม 1 มีวางจำหน่ายแล้วใน MEB นักอ่านทุกท่านสามารถเข้าไปดาวโหลดได้แล้วนะคะ

    https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTE3MTE5MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEyMzk2MSI7fQ

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน