ตอนที่ 119
เมื่อกลับมาถึงสำนักสายลมประจิม ภารกิจพิเศษของ เหยาซานแม้จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทว่าก็ถือเป็นการปฏิบัติภารกิจที่สมบูรณ์ดังนั้น เหยาซาน ย่อมได้เลื่อนขั้นกลายเป็นศิษย์สายในทั้งยังได้รับสิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ ของสำนักอีกด้วย…
แน่นอนว่าทันทีที่ เหยาซาน เอ่ยปากขอให้ตนมีอิสระในการสลับเปลี่ยนแผนกโดยไม่จำเป็นต้องชี้ชัดแผนกใดแผนกหนึ่งในแต่ละเดือนผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง พลันออกมาปฏิเสธทันทีด้วยใบหน้าดุดัน!! แต่เมื่อ เป่ยเตียวหุย แค่นเสียงต่ำในลำคอ และพยักหน้ายอมรับสองผู้อาวุโสหัวหน้าแผนกก็ได้แต่ต้องจำยอมคอตกไปตาม ๆ กัน เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสเถิง และ ผู้อาวุโสจาง มีความเคารพต่อรองเจ้าสำนักทั้งสองอย่างถึงที่สุดมิต่างผู้อาวุโสที่ลำดับชั้นสูงกว่า...
ยามนี้ เหยาซาน สวมชุดคลุมสีดำของศิษย์สายใน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เคยเงียบงันไปหลายวันเกี่ยวกับแมวสวรรค์ ก็พลันกระหึ่มขึ้นมาอีกระลอก สะเทือนไปถึงในหมู่ศิษย์หลักภายในเมืองหลวงเวลานี้ตัวตนของ เหยาซาน แทบมิต่างจาก 1 ใน 10 ศิษย์หลักแห่งความภาคภูมิใจผู้หนึ่งแล้วในแง่ของชื่อเสียงแม้จะเป็นชื่อเสียงที่ไม่ค่อยจะดีนักก็ตามที
และยิ่งแน่นอนว่า มันได้สร้างแรงกระเพื่อมที่แผ่กระจายออกมาในหมู่ศิษย์หลักแม้แต่ในกลุ่มศิษย์หลักชั้นแนวหน้าที่มิได้ให้ความสนใจ ก็เริ่มที่จะชายตามองมายังเด็กหนุ่มผู้นี้บ้างแล้ว...และมันย่อมรวมถึงสองตัวตนที่เปรียบดังดวงตะวันและจันทราแห่งหมู่ศิษย์...
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ...
หลายเดือนมานี้ ทั้งสองคนปิดด่านฝึกตนเพียงลำพังเพราะการประลองศึกใหญ่ภายในพระราชวังไป๋หู่กระชั้นเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เป้าหมายของทั้งสองย่อมเป็นตำแหน่งที่สูงล้ำยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
ด้าน ลั่วชิงเหอ ที่เวลานี้แม้พลังฝีมือจะเข้าขั้นแล้ว แต่ก็ยังขาดเวทีอันเหมาะสมที่จะเจิดจรัสจึงยังไม่ได้รับตำแหน่งเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ดังนั้นการประลองในครั้งนี้จึงตั้งใจจะเลื่อนขึ้นตำแหน่งให้ได้ซึ่งคงไม่มีเวทีประลองใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าเวทีในพระราชวัง...
ส่วนทางด้าน เจี่ยโย่วเทียน ก็มีเป้าหมายที่จะเป็นอันดับ 1 ในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป...ซึ่งเวลานี้ เจี่ยโย่วเทียน ยังเป็นแค่อันดับที่ 3 เท่านั้น ด้านลำดับยังเป็นรอง ไป๋หู่จิวหรงองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 จากหน่วยเทพพยัคฆ์ ที่เป็นอันดับ 2 ของทวีป
และอัจฉริยะผู้เยาว์อันดับ 1 ของทวีปแห่งนี้ก็คือ...
เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว
ณ สำนักสายลมประจิม ภายในเมืองหลวง...
เจี่ยโย่วเทียน ก้าวเดินออกมาจากเรือนของรองเจ้าสำนัก เตียมู่หยงหลังเข้าไปขอคำชี้แนะด้านวิถีแห่งเพลงกระบี่ ถึงจะเป็นเพียงผู้เยาว์ในวัย 20 ปีทว่ากลับแผ่รังสีกระบี่ออกมารอบกายอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับตนเองเป็นกระบี่ชั้นเลิศเล่มหนึ่งใบหน้าหล่อเหลาไร้ตำหนิ แววตาเต็มไปด้วยรัศมีแห่งผู้กล้าทะนงตน
เมื่อผ่านมาถึงช่วงกลางเขตสำนัก กลับบังเอิญพบเจอบุรุษหนึ่งอีกคนด้วยความบังเอิญ...ใบหน้าของคนผู้นี้ดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย รอบกายปรากฏภาพบิดเบือนของความว่างเปล่าโดยรอบจากปราณอัคคีที่ร้อนแรงแผ่ซ่าน ดวงตาเจิดจรัสดุจดวงตะวันยามเที่ยงตรง ซึ่งคนผู้นี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลั่วชิงเหอ...
สายตาของทั้งสองคนประสานกันเล็กน้อย ทั้งคู่แทบจนหดตาดำหรี่แคบพร้อมเพียงเผยแววไม่ถูกชะตาออกมาอย่างชัดเจน ทั้งสองกล่าวได้ว่าเป็นคู่แข่งกันภายในสำนักถึงแม้ว่า เจี่ยโย่วเทียน จะเหนือกว่าขั้นหนึ่งก็ตามที แต่หากประมาท ลั่วชิงเหอก็พร้อมจะเหยียบย่ำขึ้นแซงหน้า ถือเป็นดวงดาวที่สุกสกาวสองดวงของสำนักสายลมประจิม...
เมื่อพิจารณาอีกฝ่ายได้สักระยะ ลั่วชิงเหอก็พลันบังเกิดความไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งขึ้นมา เพราะการปิดด่านหลายเดือนที่ผ่านมานั้นทำให้ ลั่วชิงเหอ สามารถทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย บรรลุขั้นที่ 7ได้เป็นผลสำเร็จ เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมหลังจากที่พยายามไล่ตามระดับพลังของเจี่ยโย่วเทียน มาโดยตลอด เวลานี้ก็ตามได้ทันเสียที
ทว่าหลังการปิดด่านครั้งนี้ เจี่ยโย่วเทียน กลับหนีห่างออกไปเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่8 ทั้งยังคล้ายแตกฉานรู้แจ้งในวิถีกระบี่มากยิ่งขึ้น จนแผ่อำนาจสะกดข่มออกมาอย่างชัดเจนยิ่งสิ่งนี้ทำให้ ลั่วชิงเหอ ถึงกับกัดฟันกรอดอย่างมิอาจยอมรับ...
ลั่วชิงเหอ หลังจากแสดงสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก็เผยรอยยิ้มที่มุมปากขึ้นมาประสานมือโค้งตัวสุภาพ ด้วยใบหน้าที่มองอย่างไรก็ดูจะเป็นการเสแสร้ง...
“ยินดีด้วยศิษย์พี่เจี่ย ที่บรรลุขั้นที่ 8 ได้แล้ว”
เจี่ยโย่วเทียน เผยสีหน้าประหลาดเล็กน้อย ความนิ่งขรึมดุจกระบี่ยังคงเป็นเอกลักษณ์...
“เจ้าก็เช่นกันศิษย์น้องลั่ว ไม่คิดว่าจะบรรลุขั้นที่ 7 ก่อนเริ่มการประลองในพระราชวังได้จริงๆ ดังที่เจ้าเคยลั่นวาจาเอาไว้... หากการประลองครั้งนี้เจ้าสามารถแซงหน้า เกาทงหลินแห่งพรรคราชสีห์สวรรค์ และ ซวงฉวี่ แห่งสำนักบุปผาประจิมได้ สำนักสายลมประจิมของเราจะเกรียงไกรเหนือสองขุมกำลังในรุ่นนี้อย่างสมบูรณ์...”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจแรงออกมา ใช้น้ำเสียงที่ฟังดูแสนเย่อหยิ่ง...“ข้าไม่ได้สนใจ เกาทงหลิน และ ซวงฉวี่ อยู่แล้ว เป้าหมายของข้า คือคนที่อยู่สูงยิ่งไปกว่านั้น...”
เจี่ยโย่วเทียน หดนัยน์ตาแคบลงทันที ซวงฉวี่ และ เกาทงหลิน คืออันดับ4 และอันดับ 5 ในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป ดังนั้นความหมายในวาจาของลั่วชิงเหอ ย่อมต้องเป็นการเพ่งเล็งมาที่ตำแหน่งของตนในปัจจุบัน...
เจี่ยโย่วเทียน นอกจากจะไม่มีท่าทีโกรธเคืองแล้ว ยังหัวเราะเสียงเย็น...
“หึหึ... ศิษย์น้องลั่ว ช่างมีความกล้าหาญทะเยอทะยาน ไม่หวั่นเกรงต่อยอดเขาใดสมแล้วที่เป็นถึงศิษย์หลักอันดับ 2 ของสำนัก นับเป็นศิษย์ต้นแบบที่น่าชื่นชม... ทว่าศิษย์น้องคงปิดด่านเก็บตัวไปนานเวลานี้มีการพูดถึงข่าวสารภายในสำนักที่เจ้ามักจะไม่เคยให้ความสนใจ
ที่สำนัก 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบ ได้ปรากฏศิษย์สำนักคนใหม่ ที่ราวกับเป็นอัญมณีล้ำค่าแตกฉานพรสวรรค์ทุกธาตุ ทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับความรักจากศาสตรา จนแม้แต่สองผู้อาวุโสเถิงและผู้อาวุโสจาง ยังต้องยื้อแย่งตัวเข้าแผนกกันเลย...
ข้านั้นพอเข้าใจได้ ว่าสายตาของเจ้ามักจะมองแต่เบื้องบน ไม่เคยสนใจใยดีผู้ที่อยู่เบื้องล่าง...ทว่าข้าอยากจะเตือนเจ้าเอาไว้สักอย่าง เจ้าเอาแต่ปีนป่ายไล่ตามหลังของข้า เวลานี้ลองชำเรืองไปด้านหลังตนเองเสียบ้างไม่แน่ว่าอาจมีใครกำลังหายใจรดต้นคอเข้าอยู่ก็เป็นได้...”
เจี่ยโย่วเทียน คำรามเสียงหัวเราะอีกครั้งท่าทางสะใจยิ่ง พลางเดินจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงความสลับซับซ้อนในแววตาของลั่วชิงเหอ... การปะทะเล็ก ๆ ของทั้งสองคนด้วยวาจานั้น มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ แต่ส่วนมากจะแยกจากไปด้วยความขุ่นเคืองของทั้งสองฝ่ายทว่าเวลานี้กลับมีเพียง เจี่ยโย่วเทียน ที่หัวเราะออกไปเท่านั้น...
ซึ่งแน่นอนว่า ลั่วชิงเหอ ย่อมบังเกิดจิตมุ่งมาดบางอย่าง...
ห่างไกลออกไป เตียมู่หยง ที่จับตามองทั้งสองคนอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง...
“ลั่วชิงเหอ เป็นอัจฉริยะที่อายุยังน้อย หากมีอายุมากกว่านี้อีก 2ปี เท่ากับ เจี่ยโย่วเทียน อาจจะแข็งแกร่งกว่า เจี่ยโย่วเทียน ก็เป็นได้... แต่ทว่าในด้านชั้นเชิงต่างๆ ล้วนมิอาจเปรียบวัด!! แน่นอน ว่า เจี่ยโย่วเทียน ในเวลานี้เอง ก็คงไม่สบอารมณ์กับการปรากฏตัวของเหยาซาน ผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราอีกคนหนึ่งในรุ่นเดียวกัน
แต่ด้วยสถานะของศิษย์หลักอันดับ 1 ก็ไม่คิดจะลดตัวลงไปจัดการศิษย์ระดับล่างอย่างเหยาซาน ด้วยตนเอง จึงเลือกใช้คำพูดเพียงแค่ประโยคเดียวยุแยงเติมไฟให้ ลั่วชิงเหอ เกิดความเคลือบแคลงอ่านออกทะลุจิตใจว่าด้วยอุปนิสัยของ ลั่วชิงเหอ คงยากที่จะนิ่งเฉยในเรื่องนี้
กลยุทธยืมดาบสังหารคนของ เจี่ยโย่วเทียน แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นที่เฉียบคมกว่า ลั่วชิงเหอ ได้จริง ๆ” เตียมู่หยง กล่าวพึมพำพลางทอดถอนหายใจอีกครั้งทว่าก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปแทรกแซงเรื่องราวความบาดหมางของหมู่ศิษย์ ขอเพียงแค่ไม่ลงมือเกินไปกว่าขอบเขตในกฎสำนักก็ถือว่ายังรับได้
ด้าน เหยาซาน เอง ในเมื่อกล้าที่จะสร้างชื่อเสียงในสำนักขึ้นแล้วก็คงย่อมต้องหาทางแก้ไขผลกระทบเหล่านั้นด้วยตนเอง นี่คือแนวทางการสอนสั่งของชนชั้นผู้อาวุโสที่เฝ้ามองจากเบื้องบนไม่จำเป็นต้องเข้าไปประคบประหงมจนเกินไป มิเช่นนั้นจะทำให้ศิษย์ปวกเปียกไร้ความสามารถ...
“ยุทธภพนั้นโหดร้ายยิ่งนัก ไม่มีช่องว่างสำหรับผู้ที่อ่อนแอ...เหยาซาน หากความลำบากเล็ก ๆ ภายในสำนัก ยังทำให้เจ้าสั่นคลอนได้ นั่นแปลว่าเจ้าก็ยังไม่สมควรจะก้าวออกไปสู่โลกแห่งยุทธภพแท้จริง...”เตียมู่หยง เอ่ยพึมพำ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในเรือน
...................................................
ณ ถ้ำปิดด่าน...
เหยาซาน กำลังเพ่งมองตำราศาสตร์แห่งความตายโบราณ หุ่นเชิดศพกองทัพจีรังแน่นอนว่าอักษรโบราณเหล่านี้ เหยาซาน ย่อมไม่สามารถอ่านมันได้แม้แต่ตัวเดียว...ทว่าเบื้องหน้าของ เหยาซาน นั้น ยังมีดวงวิญญาณดวงหนึ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าจิตวิญญาณสั่นไหวราวกับไร้สมดุล พร้อมจะแตกดับไปทุกเมื่อ...
และดวงวิญญาณนี้ก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น สู่เหยียนกุ่ย ที่ยามนี้ถูกกำราบยอมศิโรราบเป็นที่เรียบร้อยความเจ็บปวดยามเป็นดวงวิญญาณน่ากลัวยิ่งกว่ายามที่ยังมีชีวิตเสียอีกเพราะมิอาจใช้ความตายหลีกหนีความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาได้ และภายใต้อำนาจทรมานของบ่วงทรทัณฑ์ ดวงวิญญาณใดก็ยากที่จะขัดขืน...
เหยาซาน จึงหยิบยื่นข้อเสนอให้ สู่เหยียนกุ่ย ยอมรับใช้ตน 50 ปีแล้วยอมปล่อยให้เป็นอิสระ รวมถึงดวงวิญญาณของเหล่าพี่น้องตระกูลสู่ แน่นอนว่าทุกตนย่อมไม่มีทางเลือกสุดท้ายก็ตกอยู่ภายใต้พันธสัญญาทาสวิญญาณของ เหยาซาน ทั้งหมด...
เวลานี้ เหยาซาน จึงเรียก สู่เหยียนกุ่ยออกมาเพื่อให้ช่วยชี้แนะตำราโบราณที่อ่านไม่ออกเล่มนี้ อย่างไรเสีย สู่เหยียนกุ่ยก็เป็นศิษย์ของชายชราสวมหน้ากากอสูรขาว ทั้งยังทำหน้าที่หลอมศพในระดับ 1จนสำเร็จเสร็จสิ้น มากน้อยอย่างไรก็คงจะทราบเนื้อหาตำราอยู่บ้าง...
เวลานี้ศพทั้งหนึ่งพันร่างที่ผ่านการหลอมระดับ 1 เรียบร้อยแล้วนั้นเฒ่าชีเปลือย ก็ส่งต่อให้กับ เหยาซาน แทนการแลกเปลี่ยนด้วยเงื่อนไข ให้ช่วยหลอมศพใบหน้าหล่อเหลาและแข็งแกร่งสักร่างหนึ่งเพื่อที่ตนจะได้ใช้เป็นร่างสถิตชั่วคราว
หากว่าศพนับพันเหล่านี้ยังคงเน่าเปื่อยเฉกเช่นศพทั่วไป เหยาซาน ก็คงปฏิเสธโดยไม่ลังเลทว่ายามนี้เมื่อศพทั้งหมดได้ผ่านการหลอมมา 1 ขั้นไปแล้ว จนไม่เน่าไม่เปื่อย คงสภาพได้ยาวนานนับสิบปีหากทำลายศพเหล่านี้ทิ้ง ก็เท่ากับสูญเสียทรัพยากรที่ใช้เวลาหลายปีในการสรรสร้างศพนั้นก็เหมือนภาชนะสำหรับวิญญาณ ต่อให้เผาทิ้งไปก็ไม่ก่อผลให้เปลี่ยนแปลงความจริงที่เป็นเพียงภาชนะ
เฒ่าชีเปลือย จึงใช้วาจายั่วยุปลุกปั่นเล็กน้อย ให้ เหยาซานเห็นถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่อหังการของกองทัพอมตะในภายภาคหน้า สุดท้าย เหยาซานก็ตัดใจทำลายศพเหล่านี้ไม่ลง ยอมเชื่อถือคำพูดของ เฒ่าชีเปลือย อีกสักครา...
“สู่เหยียนกุ่ย... เจ้าบอกว่า หุ่นเชิดศพ สามารถหลอมคความแข็งแกร่งยกระดับได้ถึง8 ขั้น เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?!” เหยาซาน ฉากหน้าเค้นถามด้วยน้ำเสียงดุดันทว่าภายในใจนั้นกลับเปล่งประกายความตื่นเต้นไร้สิ้นสุดออกมา สัมผัสได้ถึงศาสตร์บางอย่างที่ล้ำลึก
“จริงนายท่าน... ตำราโบราณนี้ได้ระบุไว้เช่นนั้นจริง ๆ ทว่าตามที่อาจารย์ข้าได้เคยบอกไว้ดูเหมือนว่าทรัพยากรในยุทธภพ หรือแม้แต่ในโลกมนุษย์นี้ จะไม่อาจหล่อหลอมศพได้เกินไปกว่าระดับ5 ได้...”
เหยาซาน หลังจากได้ยินก็แสดงท่าทีครุ่นคิด เพราะข้อมูลที่ได้มานั้นมันค่อนข้างจะน่าเหลือเชื่ออย่างมาก...ศพที่ถูกหล่อหลอมเพื่อยกระดับจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ มิต่างจากผู้ฝึกตนที่ผ่านการสั่งสมลมปราณ...
ศพระดับ 1 จะไม่เน่าไม่เปื่อย แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีม่วง
ศพระดับ 2 มีโลหิตหมุนเวียน แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีคราม
ศพระดับ 3 สามารถฟื้นฟูบาดแผล แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีน้ำเงิน
ศพระดับ 4 ฟื้นฟูถึงขั้นงอกอวัยวะ แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีเขียว
ศพระดับ 5 มีผิวกายดุจโลหะ แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีเหลือง
ศพระดับ 6 มีกำลังขั้นอสูรกาย แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีส้ม
ศพระดับ 7 ก่อสติปัญญาขึ้น แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีแดง
ศพระดับ 8 คือศพจีรังไร้พ่าย แข็งแกร่งเทียบเท่าชั้นลมปราณสีรุ้ง!!
............................................