พบคนคุ้นเคย
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ร่างหนึ่งได้ทะยานข้ามผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง ร่างนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเย่กู่เฉิน
ในตอนนี้เขากำลังออกค้นหาซูหยาง เพื่อที่จะจัดการกับอีกฝ่ายให้ไม่เหลือซากไว้กลบฝังเหมือนกับหวางเฟิง
จะว่าไปแล้ว ตัวเอกกับตัวร้ายก็ยังเป็นตัวเอกกับตัวร้ายอยู่วันยังค่ำ สุดท้ายก็ต้องมาเกี่ยวข้องกันในที่สุด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์ฆ่ากัน
แน่นอน ผลสุดท้ายที่ออกมาจะไม่เหมือนกับในชีวิตจริง ที่ตัวเอกจะชนะ และตัวร้ายจะแพ้และถูกฆ่าตาย เป็นตัวเอกต่างหากที่จะแพ้และถูกฆ่าตาย!
นี่คือความมั่นใจของเย่กู่เฉิน เขาเคยฆ่าตัวเอกมาแล้วคนหนึ่ง การฆ่าอีกคน เขาเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก และในความคิดของเขา มันน่าจะเป็นเรื่องง่าย
“หืม?” ในขณะที่เย่กู่เฉินกำลังทะยานผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง เพื่อค้นหาที่อยู่ของซูหยาง ไม่คาดฝันว่าเขาจะค้นพบใครบางคน ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยของเขา
เย่กู่เฉินต้องหยุดร่างลงอย่างช่วยไม่ได้ เขาหยุดร่างลงบนท้องฟ้า เหนือโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของปักกิ่ง
คนที่เขาค้นพบไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหลี่อันหลาน หนึ่งในนางเอกที่เขาได้รับจูบอันดูดดื่มจากเธอไป
เย่กู่เฉินคิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้เพียงวันเดียว เขาจะได้พบกับคนสองคนที่เขาไม่ได้พบเจอมามากกว่าหนึ่งปี คนแรกย่อมเป็นซงหว่านเอ๋อร์ และคนที่สองคือหลี่อันหลาน
หลี่อันหลานเวลานี้กำลังยืนอยู่ที่ดาดฟ้าโรงพยาบาล ในมือถือกาแฟกระป๋องหนึ่งไว้ ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเวลาพักของเธอ เธอถึงได้ขึ้นมาบนดาดฟ้า เพื่อดื่มกาแฟ รับลมเย็นๆ และชมเมืองหลวงปักกิ่งจากที่สูง
เย่กู่เฉินยืนมองเธออย่างลังเล เขาลังเลว่าสมควรจะลงไปทักทายเธอรึเปล่า ในเวลาเดียวกันก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าตามเวลาปกติ หลี่อันหลานยังไม่สมควรที่จะมาปรากฏตัวที่ปักกิ่ง
แต่ด้วยความที่โครงเรื่องพังทลายลงไปนานแล้ว เย่กู่เฉินเลยไม่ได้คิดมากอะไรในเรื่องนี้
หลังจากที่มองเธออย่างลังเลอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ตัดสินใจที่จะลงไปทักทายเธอ จะอย่างไร เธอก็เคยมอบจูบให้กับเขา ภายในใจลึกๆ เขายังคงมีความรู้สึกผิดต่อเธออยู่ที่ไปเอาเปรียบเธอแบบนั้น ไปทักทายสักหน่อยก็ไม่เสียหาย
โดยไม่รอช้าหรือลังเล เย่กู่เฉินพลันหายตัวมายืนข้างๆ หลี่อันหลาน โดยทิ้งระยะห่างไว้ประมาณสี่ถึงห้าก้าว “ปักกิ่งเป็นยังไงบ้าง?”
หลี่อันหลานตัวแข็งไปครู่หนึ่ง กาแฟกระป๋องในมือร่วงตกลงพื้น เมื่ออยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านข้างอย่างกะทันหัน
ความคิดแรกของเธอคือเสียงผี แต่เพื่อยืนยัน เธอจึงหันไปมอง ทันใดนั้นเธอก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มอยู่
ดวงตาคู่สวยของหลี่อันหลานพลันเบิกกว้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะผ่านมาหนึ่งปีกว่าแล้ว แต่เธอไม่เคยลืมใบหน้านี้ไปสักครั้ง
ใบหน้าของผู้มีพระคุณที่ช่วยรักษาแม่ของเธอให้หายขาดจากโรคร้าย ถึงเขาจะบอกว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมก็ตาม แต่หลี่อันหลานไม่คิดว่าแค่จูบของเธอ จะมีค่าเท่ากับชีวิตของแม่เธอ
ดังนั้น เธอจึงมองเย่กู่เฉินเป็นผู้มีพระคุณมาโดยตลอด บ่อยครั้งก็คิดขึ้นมาอยู่เหมือนกันว่าอยากจะพบเขา
“คุณคือเย่กู่เฉิน?” เธอสงบอารมณ์ลงเล็กน้อย ถามออกมา แน่นอนว่าชื่อของเขา เธอไม่เคยลืมมันไป ราวกับว่ามันได้สลักลึกลงไปภายในใจของเธออย่างลึกล้ำแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เย่กู่เฉินประหลาดใจเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงว่าหลี่อันหลาดจะจำเขาได้ เขาอดยิ้มมากขึ้นไม่ได้ ขณะเดียวกันก็พยักหน้า “ใช่ ผมเอง บังเอิญผ่านมาแถวนี้ แล้วเห็นคุณยืนอยู่ที่นี่ เลยเข้ามาทักทาย”
“แบบนี้เอง” หลี่อันหลานพยักหน้าเข้าใจและเหมือนจะไม่เข้าใจ เธอเหลือบไปมองที่ประตูดาดฟ้าเล็กน้อย เห็นว่ามันยังปิดสนิทอยู่ คิ้วคู่สวยขมวดขึ้นมาในทันที
คำพูดของเย่กู่เฉินทำให้เธอรู้สึกไม่เชื่ออยู่บ้าง เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูดาดฟ้า หรือเสียงเดินเข้ามาใกล้เธอเลยสักนิด
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม เธอถึงพยักหน้าเข้าใจและเหมือนจะไม่เข้าใจ
เย่กู่เฉินเหมือนจะเข้าใจว่าหลี่อันหลานคิดอะไรอยู่จากสีหน้าของเธอ อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้อธิบายอะไรออกมา เขาเพียงมาทักทายเธอเท่านั้น
“คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของผมเลยว่าปักกิ่งเป็นยังไงบ้าง?” เขาพลันพูด น้ำเสียงสงบ
หลี่อันหลานตอบออกมาแทบจะในทันที “ฉันก็ไม่ค่อยรู้นัก เพราะฉันเพิ่งจะย้ายมาได้ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์”
เย่กู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่แปลกใจเลยที่เธอเพิ่งจะย้ายมาได้ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยพบเธอเลยสักครั้ง เมื่อเป็นแบบนี้ ย่อมง่ายที่จะคาดเดาว่าเธอเพิ่งจะย้ายมา
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ไม่นานนักครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป หลี่อันหลานบอกลาเย่กู่เฉิน เนื่องจากเวลาพักของเธอหมดแล้ว
แต่ก่อนไป เธอไม่ลืมขอข้อมูลติดต่อของเขาไว้ แน่นอน เย่กู่เฉินเองก็ด้วย เขาขอข้อมูลติดต่อของเธอเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างให้ข้อมูลติดต่อของกันและกัน
เวลาครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาพูดคุยกันหลายเรื่อง และคุยถูกคอกันมาก เป็นธรรมดาที่จะขอข้อมูลติดต่อของกันและกันไว้
เย่กู่เฉินพลันพุ่งทะยานขึ้นมาบนท้องฟ้า เมื่อหลี่อันหลานกลับไปทำงานแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่ออีก
ร่างกายของเขาทะยานออกไปในทันที เขาไม่ได้มีความคิดที่จะกลับบ้าน เนื่องจากเขายังจัดการกับซูหยางไม่เสร็จ
ในตอนนี้ เขาย่อมออกค้นหาซูหยางต่อ ถ้าหากว่าอีกฝ่ายยังอยู่ภายในปักกิ่ง เขาจะค้นพบอีกฝ่ายได้ในเวลาไม่นาน
และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เย่กู่เฉินใช้เวลาไปประมาณเกือบๆ จะหนึ่งชั่วโมง เขาก็ค้นพบซูหยาง
ซูหยางในตอนนี้กำลังนอนอยู่ภายในห้องของโรงแรมแห่งหนึ่ง
ดวงตาของเย่กู่เฉินอดไม่ได้ที่จะหรี่ลง เมื่อเห็นรูปร่างที่น่ากลัวของซูหยาง ครึ่งหนึ่งของร่างกายของอีกฝ่ายได้กลายเป็นอัปลักษณ์ไปแล้ว
ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องรู้สึกหวาดกลัวกันทั้งนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้สึกหวาดกลัว และเกรงว่าจะไม่มีใครที่อยากจะเข้าใกล้ซูหยาง หลังจากได้เห็นสารรูปของเขา
เย่กู่เฉินไม่อยากเสียเวลากับซูหยางมากนัก เขาโบกมือไปที่ซูหยาง ในเวลาต่อมา ร่างของซูหยางก็ไปปรากฏตัวบนท้องฟ้า ห่างจากพื้นดินหลายพันเมตร
“อะไร?!” ซูหยางที่นอนอยู่พลันลืมตาขึ้นมา เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังตกลงจากที่สูง เมื่อเห็นว่าเขากำลังดิ่งลงจากท้องฟ้า เขาก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ
จะไม่ให้เขาตกใจได้ยังไง ในเมื่อมีใครก็ไม่รู้ สามารถพาเขามาอยู่ที่นี่โดยที่เขาไม่รู้สึกตัวได้
จุดนี้ นับว่าซูหยางฉลาดมากทีเดียว ที่เขาสามารถคิดออกมาได้ว่ามีคนพาเขามาอยู่ที่นี่ โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ร่างกายของซูหยางพลันค่อยๆ หยุดนิ่งลง เมื่อเขาหยุดร่างกายได้อย่างมั่นคง เขาก็แผดเสียงคำรามออกมา “ไสหัวออกมาซะ!”
จบบทที่ 75