ตอนที่ 64 จบภาค1 ตระกูลตงฟาง และเมืองเฟิงหัว แคว้นฉิ่ง
64.1 การปกปิดความจริงของการฝึกเซียน!
ชิงชิง “ทุกท่านคาดคิดว่า ข้ามีพลังปราณอยู่ในระดับใดรึ?”
ขุนนางและทหาร มองชิงชิงที่นั่งอยู่อย่างสงบ ด้วยสายตาของความเลื่อมใส เหล่าแม่ทัพสบตากันซักครู่ ก่อนมอบหมายให้แม่ทัพผู้หนึ่ง เป็นผู้ “เสนอหน้า” ตอบ
แม่ทัพผู้หนึ่งประสานมือ กล่าวเสียงดัง
“ท่านชิงชิง ย่อมต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับ4 เป็นอย่างน้อย ขอรับ!”
เหล่าทหาร และขุนนาง ต่างแสดงท่าทีเห็นด้วยในคำตอบนี้ แน่นอนว่า มิมีผู้ใดคาดไว้ว่าขณะนี้ท่านชิงชิงเป็นจอมยุทธ์ระดับ5! “” นั่นมันก็เกินไป .. แม้ท่านชิงชิงจะกล่าวว่า ชาติที่แล้วเป็นจอมยุทธ์ระดับ6 ก็ตาม
ชิงชิงหันมองผู้คนรอบห้องประชุม ก่อนจะส่ายศีรษะ แล้วเฉลยคำตอบ “ผิดแล้ว เวลานี้ข้าอยู่ในระดับจีจู หรือก็คือ ผู้ใช้ปราณระดับ2 ขั้นสูงสุดเท่านั้น”
คำตอบนี้ทำให้เหล่าขุนนางและทหารตกใจอย่างมาก! (อืม .. ตกใจบ่อยมากแล้ว ยังไม่เซ็งกันจนชินอีกรึ?) เป็นไปได้อย่างไร? พลัง และสภาวะปราณที่ท่านชิงชิงแสดงออกมา มันเกินกว่าจอมยุทธ์ระดับ2ไปไกลโข .. แม้แต่จอมยุทธ์ระดับ3 ก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ ...
หรือว่าท่านชิงชิงจะกล่าวโป้ปด พูดล้อเล่น .. แต่บุคลิกท่านชิงชิงก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่? แล้วนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน!? แล้วไอ้คำว่า จูจี มันคืออันใดกันเล่า?
ชิงชิงเว้นช่วงเวลาให้ผู้คนได้ทัมใจก่อน แล้วค่อยกล่าวต่อ
“ดูท่าว่าพวกท่านจะมิได้พิจารณาข้อความในหน้าที่6 ที่ข้าเรียบเรียงให้เลยซินะ .. เอาล่ะ ข้าจะอธิบายความให้ท่านฟังอีกครั้ง ...
การฝึกตนเป็นเซียน เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว .. แต่ละอาณาจักรการมีวิถี และวิชาของตนแต่ละแนวทางไป เพื่อมุ่งหวังการพัฒนาผู้คนของตนให้พัฒนาขึ้น ...
แต่ก็มีบางแห่ง เช่น แคว้นฉิ่งนี้! ที่กลับถอยหลังตกต่ำลง! สืบเนื่องจากในปลายรัชสมัยราชาที่2 ที่บัญญัติให้เปลี่ยนคำว่าวิถีเซียน ให้กลายเป็น “วิถียุทธ์” แล้วตลอดเวลา200ปี ของราชาที่3 ที่มิได้บริหารงานใดๆ จนทำให้ความเชื่อเรื่องวิถียุทธ์ฝังใจชาวฉิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ...
แม้ว่าราชาที่4 จะทรงเตรียมการฟื้นฟูการฝึกตนวิถีเซียน แต่พระองค์ก็จากโลกนี้เร็วเกินไป จนเป็นเหตุ ให้เกิดผล ดังเช่นทุกวันนี้ ..”
เหล่าขุนนางและทหาร กำลังรับฟัง พิจารณา และย้อนกลับไปอ่านเอกสารหน้าที่6 ของท่านชิงชิงอีกครั้ง!
ชิงชิง “การฝึกเซียน 6 ระดับแรก คือ 1.เลี่ยนชี่ 2.จีจู 3.หนิ่งม่าย 4.จินตัน 5.หยวนอิง และ 6.ฝ่านซู “”
เป็นองค์ความรู้รากฐานการฝึกตนยาวนานหลายพันปี หรือหลายหมื่นปีของมนุษยชาติ .. เมื่อหลายท่านมิเข้าใจหลักความสำคัญ! ท่านก็ย่อมมิอาจก้าวสู่วิถีเซียนได้! “”
นอกจากการเรียกชื่อระดับ เพื่อความเข้าใจความหมายการฝึกตนแล้ว .. ในย่อหน้าที่3 ระบุไว้ชัด! หัวใจสำคัญของการฝึกตนเป็นเซียน คือ “การบำเพ็ญเพียร” โดยใช้พลัง 2 รูปแบบหลัก คือ พลังปราณ และ พลังวิญญาณ .. หากไม่ฝึกฝนพลังในแนวทางอย่างน้อย2วิถีนี้ ท่านจะมิอาจวิวัตนาการตนไปสู่จุดสูงสุดได้”
เซียงจ้าวสงสัยจนคันหัวใจ ประสานมือขึ้นถาม
“ท่านชิงชิง เหตุใดราชาที่2 จึงปิดบังเรื่องการฝึกเซียน! นี่ .. นี่มิเพียงมิเกิดประโยชน์ยังใด? กลับทำให้รากฐานของแคว้นฉิ่งย่ำแย่ลง .. ตัวข้าก็สงสัยมานานปี ว่าเหตุใดเหล่าประชาชน และทหารแคว้นอื่น ดูจะเข้มแข็งกว่าทหารแคว้นเราอยู่บ้าง!”
ชิงชิงหันหน้าไปทางอินทรา อินทราจึงแทรกตอบคำถามนี้
“เรื่องที่ราชาองค์ที่2คิดอย่างไรนั้น มิได้มีการบันทึกไว้ .. แต่มีบันทึกของราชาองค์ที่4 คาดเดาว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น คงสืบเนื่องจากเวลานั้น เพิ่งจะได้รับชัยชนะต่อเหล่าฝูงสัตว์อสูร ขณะนั้นมีพืชพันธุ์ปราณ และทรัพยากรที่จะนำมาใช้พัฒนาเหล่าผู้ฝึกตน ก็มีจำกัดจำกัด ...
ในบันทึกนี้ คาดว่าสาเหตุที่ราชาองค์ที่2 ได้บัญญัติเคล็ดวิชา “บัญญัติสี่ประการ” ให้ประชาชนแคว้นฉิ่งได้ฝึกปรือ ให้เป็นเพียงวิชายุทธ์ แล้วเพื่อที่จะเก็บทรัพยากรต่างๆ ที่จะใช้ฝึกเซียน ให้กับเหล่าราชวงศ์เท่านั้น”
เหล่าทหารและขุนนาง ล้วนอึ้งไปกับคำตอบของอินทรา .. นี่ นี่จะด่าว่าตำหนิราชาที่2 ก็กระไรอยู่ .. จะว่าเห็นแก่ตัวก็ใช่ .. แต่การกระทำเช่นนี้ต่อบ้านเมือง .. หลายคนย้อนพิจารณาเอกสารส่วนของอินทรา ...
มิน่าเล่า ท่านอินทราดูคล้ายจะไม่พอใจราชาองค์ที่2 และองค์ที่3 (โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ 5 และ 6 มันคือตัวพ่อของการบ่อยทำลายแคว้นฉิ่งอย่างมาก ในช่วงเวลา20กว่าปีมานี้) ก็เพราะสืบเนื่องจากเหล่าราชาเป็นสาเหตุหลักให้แคว้นฉิ่งทรุดโทรมลงนี่เอง! ที่หัวใจสำคัญที่ทำให้รากฐานของชาติของแคว้นเสียหาย ก็คือ ประชากรที่ด้อยคุณภาพ! ขาดความสามารถในการป้องกันตัวจากภัยรอบด้าน!
ขณะที่ทุกคนกำลังมีท่าทางเศร้าหมอง และแค้นเคืองใจ ชิงชิงก็กล่าวขึ้นเสียงดัง
“ที่ข้า และท่านอินทรา ลำดับเหตุการณ์ในอดีตให้ทุกท่านได้ทราบนี้ หาใช่เพื่อบ่อนทำลายจิตใจของพวกท่าน! .. แต่เพื่อให้พวกท่านเข้าใจวิถีการฝึกตนที่ถูกต้อง! เพราะเรายังคงมีหน้าที่ต้องกระทำ มาศึกสงครามที่ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเมืองของเรา .. พวกท่านเข้าใจหรือไม่!?”
เหล่าขุนนางตอบสนองไม่ทัน แต่ชาวตระกูลตงฟางและเหล่าทหาร ล้วนประสานมือขึ้นกล่าวพร้อมกัน
“ขอรับ!!/เจ้าค่ะ!!” “”
เหล่าขุนนางจึงรู้สึกตัว แล้วกล่าวคำตอบรับเช่นกัน
ตอนนี้ทุกคนได้มองเห็นภาพพจน์ผู้นำของอินทรา และชิงชิง ชัดเจนแล้ว! เรื่องราวการเตรียมประชุม การนำความจริงบางส่วนมาเปิดเผยเพื่อตระเตรียมให้การดำเนินขั้นต่อไปราบรื่นลุล่วง ดูท่าทางจะมีใช่การเตรียมตัวมาเพียง1-2วันเป็นแน่ ..
แม้แต่การเปรียบกับเหล่าจอมปราชญ์ของแคว้นฉิ่ง หากนำกับเปรียบเทียบกับผู้บัญชาการที่ดูเยาว์วัยทั้งสองนี้ ทั้งสภาวะและสติปัญญา ย่อมมิอาจนำมาทัดเทียมกันได้เลย ...
ยิ่งการดำเนินการประชุมนี้ ไม่ซิ นี่ควรจะเป็นห้องเรียนมากกว่า เป็นห้องเรียนที่บรรพชนอินทรา และชิงชิง ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ เพื่อสั่งสอนพวกเขา .. เวลานี้ จากความเคารพ ได้พัฒนาไปสู่ความศรัทธา และเทิดทูนบูชาแล้ว!
ชิงชิง “ข้าขออธิบายหัวใจสำคัญสำหรับการฝึกช่วงเวลา10วันนี้ก่อน เราจะนำทหารไปช่วยเมืองลู่เซวียนจำนวน9กองพัน! อีก1กองพันจะค่อยอยู่ดูแลเมืองเฟิงหัวแห่งนี้ ซึ่ง1กองพันที่อยู่ที่นี่ ก็คือ ผู้ทำฝึกฝนได้ผลน้อยที่สุด!”
ชิงชิงเว้นช่วงเวลา แล้วกล่าวต่อ
“รายละเอียดและตารางการฝึก แสดงในเอกสารไปจนถึงหน้าที่10! ขอเพียงเหล่าทหารหาญเข้าใจในเหตุผลต่างๆ ของพลังมากขึ้น กองทัพก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน! เอาล่ะ ใครมีข้อสงสัยอันใดหรือไม่?”
แม่ทัพซีหยวนเห็นสบโอกาส จึงยืนขึ้นเอามือทุบหน้าอก
“ฮ่าฮ่า ท่านชิงชิง! การที่ท่านให้เหล่าทหารระดับหนึ่ง เฮ้อ.. เลี่ยนซี่ ฝึกฝนวันละ12ชั่วโมง ก็เหมาะสมแล้ว .. แต่จะให้เหล่าแม่ทัพผู้มีพลังปราณระดับสาม เออ ที่เรียกว่า หนิ่งม่าย! ฝึกฝนเพียงวันละ20ชั่วโมงนี้ ดูท่าท่านจะดูเบา ออมมือกับพวกข้ามากไปแล้วนะขอรับ!”
“อึบ ฮึ ฮึ ..”
มีหลายคนในตระกูลตงฟาง กั้นหัวเราะไม่อยู่ แล้วซงหานกับไผฟาง ก็เป็นหนึ่งในนั้น .. หลายวันก่อน เขาก็ได้พูดประโยคคล้ายกับซีหยวน เพราะเขามั่นใจมากกับการทะลวงขึ้นสูงระดับ3 ..
แต่ พอได้รับการฝึกระดับ3จริงๆ จากชิงชิง .. พวกเขาก็พอจะรับรู้ได้ร่ำไรว่า นรกบนดินมันเป็นเช่นนี้นี่เอง TT

ขณะที่ซีหยวน และทหารบางคน จะกล่าวตำหนิท่าทีของคนตระกูลตงฟาง ชิงชิงก็ยิ้มเย็นกล่าวขึ้น
“เอาล่ะ ไม่ต้องถกเถียงกัน หากพรุ่งนี้เริ่มการฝึกแล้ว ข้าจะตัดสินเองว่าควรทำการปรับเปลี่ยนสิ่งใด เช่นนี้ ทุกท่านเข้าใจหรือไม่?”
เหล่าทหารนั้น มิรู้สึกแปลกอันใดกับรอยยิ้มเย็นของชิงชิง .. แต่เหล่าคนตระกูลตงฟางนั้นรู้ดี! “” พวกเขาล้วนเสียวสันหลังวาบ! .. พลางมองไปยังเหล่าทหารด้วยท่าทีเห็นใจ ..
เอาเถิด พลังที่ยิ่งใหญ่! ล้วนมาพร้อมกับความทรมานที่ใหญ่ยิ่ง! .. ขอให้ทุกท่านมีความสุขทั้งน้ำตา! กับการฝึกอันแสนจะสร้างสรรค์ของท่านชิงชิง! .. ข้าขอรับประกันได้เลยว่า ทุกท่านคงประทับใจ จดจำได้ไปจนวันตายเลยทีเดียว! (หืม ขนาดนั้นเลยเหรอ?)
เหล่าทหารซุบซิบปรึกษากัน บ้างก็จ้องอ่านทบทวนข้อความของท่านชิงชิงอีกครั้ง บ้างก็พยายามทำความเข้าใจความรู้พื้นฐานของตนใหม่ ...
แล้วนายร้อยผู้หนึ่งก็ยืนขึ้นประสานมือ
“ท่านชิงชิง เหตุใดเคล็ดวิชา “บัญญัติ4ประการ” บางคนฝึกแล้วก็เห็นผลมาก บางคนก็ไม่ได้ผลเลย? แต่ในภาพรวมของเหล่ายอดฝีมือแล้ว นี่ก็เป็นเคล็ดวิชาที่ดีมากแล้วนี่ขอรับ!”
ชิงชิง “ง่ายมาก ก็เพราะคนเรามีโครงสร้างร่างกายต่างกันอย่างไรเล่า! ทั้งสัดส่วนกล้ามเนื้อ ลักษณะชีพจร .. นี่ยังไม่รวมเรื่องอุปนิสัย และส่วนอื่นๆทางจิตใจด้วย .. บัญญัติ4ประการ เพียงใช้แนวทางของ ฟ้า ดิน มนุษย์ และอสูร มาใช้ฝึกฝนปราณในร่าง แต่แทบไม่อธิบายถึงพลังวิญญาณเลย .. การใช้บัญญัติ4ประการฝึกฝนเพียงวิชาเดียวนี้ จึงเป็นข้อบกพร่องมากกว่าข้อดี!”
จากนั้น ชั่วครู่หนึ่ง แม่ทัพผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นสอบถาม
“จากที่ท่านชิงชิงได้เขียนไว้ว่าปุถุชนก็มีปราณ ข้าน้อยไม่เข้าใจ โปรดอธิบายด้วย!”
ชิงชิง “ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ และบางสิ่งที่ไม่มีชีวิต ย่อมมีพลังปราณและพลังวิญญาณในร่างอยู่แล้ว! เพียงแต่พลังของปุถุชนยังไม่มากพอที่จะบรรลุเข้าถึงระดับเลี่ยนชี่(ระดับหนึ่ง) ได้เท่านั้นเอง และเพราะในแคว้นฉิ่งไม่มีเครื่องมือวัดพลังระดับปุถุชน จึงทำให้เหล่าปุถุชนไม่ได้รู้ว่า ตนนั้นใกล้จะบรรลุระดับเพียงไร?”
นายร้อยอีกผู้หนึ่ง ถามต่อ
“ท่านชิงชิงอธิบายเรื่อง "พลังวิญญาณ" ในระดับที่สามารถเห็นได้ชัดเจนให้พวกเราทราบได้หรือไม่ขอรับ!?”
ชิงชิง “ที่ชัดเจน? ก็ที่เจ้าเห็นที่ข้าแผ่พุ่งพลังอย่างไรเล่า! “” เช่นนั้นใช้คำที่ง่ายขึ้นก็แล้วกัน เป็นสิ่งที่พวกเจ้าล้วนปรารถนากัน ที่เรียกว่า “เจตจำนงกระบี่” ไงล่ะ”
“เจตจำนงกระบี่!!”
ครั้งนี้ทหารทุกคนอุทานพร้อมกัน! ใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ก็มิอาจทราบว่าต้องทำอย่างไร? ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากกว่าการก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นด้วย!
ชิงชิง “ข้าจะบรรยายภาพรวมอีกครั้ง .. ในระดับปุถุชนถึงชนชั้นหนิ่งม่าย (ระดับ3) พื้นฐานการฝึกตน ก็คือ บำเพ็ญเพียร ใช้ชีวิตพื้นฐานตามหลักบัญญัติ4ประการ .ใช้แนวทางของ “ฟ้า ดิน มนุษย์ และอสูร”
.หมั่นอยู่ในพื้นฐานชีวิต “อากาศ อาหาร ออกกำลัง และอนามัย”
.ไตร่ตรองในวิถีเวลาประจำวัน “กลางวัน กลางคืน หยาง และหยิน”
.ค่อยๆ เพิ่มพูน “สัมมาทิฐิ สัมมาอาชีวะ สัมมาสมาธิ และสัมมาปัญญา” ..
ฝึกตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมิต้องนับว่ากี่ครั้ง กี่หมื่น กี่ล้าน หรือกี่ร้อยล้านครั้ง .. ให้ชีวิตของพวกเจ้าเติบโต เข้าสู่วิวัฒนาการ .. พวกเจ้าก็จะพบวิถีนั่นเอง”
ชิงชิงให้หลายคนยังไม่เข้าใจ ก็กล่าวต่อ “แต่ละระดับปราณ มีเกณฑ์ของตนเองอยู่ ดังเช่น การจะบรรลุเลี่ยนชี่ที่สมบูรณ์ ปราณจะต้องไหลเวียนในส่วนชีพจรปราณที่เปิดแล้วอย่างต่อเนื่อง ...
ผู้ใดมิอาจทำให้ปราณไหลเวียนได้เองตลอดเวลา ก็คือ บกพร่องในระดับเลี่ยนชี่แล้ว ...
ผู้ใดมิอาจไหลเวียนปราณในอวัยวะสำคัญ คือ สมอง และหัวใจ เป็นหลัก สายชีพจรอื่นๆ ที่หนุนเสริม ผู้นั้นก็ บกพร่องในระดับจีจู ...
แล้วหากขาดการฝึกฝนพลังวิญญาณ คนผู้นั้นย่อมมิอาจก้าวสู่ขอบเขตของเจตจำนง หรือไม่อาจจะบรรลุระดับจินตัน(ระดับสี่)ได้ ...”
.......
ชิงชิงบรรยายไปเรื่อยๆ .. เหล่าขุนนางและทหาร ก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า แท้จริงที่แห่งนี้มิใช่ห้องประชุมเพื่อปรึกษาหารือ แต่เป็นห้องเรียนต่างหาก! .. เรื่องราวที่ดูเรียบง่าย ที่พวกเขาไม่เคยได้รู้มาก่อน ค่อยๆ ปรับตัวตนของพวกเขาให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
แล้วระหว่างการบรรยายนั่นเอง จู่ก็มีนายร้อย3คนเลื่อนระดับ!? .. ทั้ง3คนนี้ ติดอยู่ในระดับ2 ขั้นต้นชั้นสูงสุด(ขั้น4) มานานแล้ว ตอนนี้ก็ได้ทะลวงในระดับ2ขั้นกลาง (ขั้น5) เสียที .. เพื่อนๆ ทหารล้วนแสดงความยินดีเสียงเบาๆ เพื่อมิให้รบกวนการบรรยายของท่านชิงชิง ...
แล้วในขณะที่การบรรยายดำเนินต่อไปอีก ก็มีนายร้อยอีก4คนที่เลื่อนระดับอีก!? คราวนี้เป็นผู้อยู่ในระดับ2ขั้นกลางชั้นสูงสุด (ขั้น8) ทะลวงสู่ระดับ2ขั้นปลาย (ขั้น9)
ตอนนี้หลายคนไม่ค่อยแสดงมุทิตาจิต (ยินดีด้วย) แล้ว มันออกเป็นความอิจฉาเสียมากกว่า .. แล้วหลายคนก็นึกขึ้นได้ ไอ้เจ้า7คนนี้ คือ 7คนที่ได้กล่าวสาบานต่อสวรรค์นี่น๊า! “”
เฮ้ย ถ้างั้น .. ตูข้าก็มีโอกาสด้วยน่ะซิ! ท่านชิงชิงกล่าวไว้แล้วว่า พรุ่งนี้จะร่วมกล่าวคำสาบานหมู่ต่อสวรรค์อีกด้วย .. แม้ส่วนหนึ่งเพื่อจับกุมจัดการผู้คิดคดทรยศ แต่พวกทหารล้วนเป็นสักขีพยานการได้รับพลังจากสวรรค์เช่นกัน!
ชิงชิง “ที่ว่าเจตจำนงกระบี่ มิใช่ต้องเป็นกระบี่ (甲米) เท่านั้น คำว่ากระบี่เพียงแทนที่ความแหลมคม และพลังทำลาย ดังเช่น เจตจำนงของข้า ที่คล้ายเส้นใยมากมาย สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “เหนียวแน่น” หรือ “แหลมคม” ได้ดั่งใจข้า ...
หรือเจตจำนงของท่านแม่ทัพใหญ่หวงเพียหล๋อ วีรชนของแคว้นฉิ่ง ที่กำลังปกป้องเมืองลู่เซวียนอยู่ในขณะนี้ ที่มีเจตจำนงเป็นกระบี่ความยาวหลายสิบเมตร! สามารถสังหารทหารข้าศึกได้กว่าร้อยคนในกระบวนท่าเดียว! ..
หรือท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวตาน วีรชนอีกท่านของแคว้น ที่กำลังปกป้องเมืองลู่ฉิ่งในขณะนี้ ที่มีเจตจำนงเป็นลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่ สามารถเผาผลาญทำลายกองทัพศัตรูได้เป็นวงกว้าง! ...
เจตจำนงของพลังปราณ และพลังวิญญาณ จึงเกี่ยวพันกับตัวของพวกเรา ตั้งแต่ระดับปุถุชน มาถึงขณะนี้ และต่อเนื่องไปในอนาคต...”
หลังการบรรยายมีเกือบ1ชั่วโมงเต็ม .. เหล่าขุนนาง และทหารต่างก็ “อิ่ม” ในองค์ความรู้จากท่านชิงชิง บางคนก็ไม่สามารถย่อยความรู้ที่ได้รับแล้ว .. หลายคนก็มองเห็นช่องทางที่จะทะลวงผ่านจุดตีบตันของตนเองมานาน!
แต่ชิงชิงเห็นว่า ควรบรรยายให้ครบวงจรพื้นฐานจะดีกว่า เพื่อให้พวกเขานำไปถ่ายทอดต่อ และจะเป็นประโยชน์ในการฝึก10วันนี้! (ขอบอกว่าโหดสุดๆ ถ้าไม่ติดเวลาที่ต้องไปช่วยเมืองอื่นในเวลาจำกัด ต้องมีทหารที่บาดเจ็บหนัก! เกือบตาย หรือเกือบสติแตก! แน่นอน .. ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนฝึกทหารเมืองเฟิงหัวจริงๆ ต่อไป)
ชิงชิงเห็นสมควรแก่เวลาแล้ว จึงกวาดสายตาสบตากับทุกคน แล้วกล่าว
“เอาล่ะ การประชุมวันนี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เวลานี้พวกท่านจงไปทำหน้าที่ของตนให้ดีเถอะ! .. พวกข้าก็จะไปจับหนอนที่ตระกูลตงฟางเช่นกัน! พรุ่งนี้7โมงเช้า (เวลาดวงอาทิตย์ขึ้น) ทหารทุกนายพบกันที่ลานกว้างนอกกำแพงเมือง!”
หลังจากชิงชิงและอินทรา มอบหมายหน่วยทั้งสาม บางหมู่ ไว้ในเมืองเฟิงหัว เพื่อช่วยเหลือเรื่องการดำเนินงานฝ่ายต่างๆ .. ทุกคนก็เตรียมการแยกย้ายไป .. แม้มีนายทหารหลายคน ต้องการวิ่งเข้าไปกอดขาท่านชิงชิง ขอติดตามท่านไปด้วย (ชั่วชีวิต!) คล้ายๆ เมื่อหลายวันก่อนในตระกูลตงฟาง ...
แต่เหล่าทหารก็มิกล้ารบกวนการงานของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพวกเขาหรอกนะ!
หลังจากมอบหมายหน้าที่เตรียมการช่วงสุดท้ายแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ขบวนกองกำลังตระกูลตงฟาง นำโดยเปาซง อินทรา และชิงชิง รวมจำนวนราว 200 คน ก็ออกเดินทางจากประตูเมืองเฟิงหัว ด้วยความเร็วพอประมาณ “”
ในกองกำลังนี้ มีเพียงผู้ฝึกตนระดับจีจู (ระดับ2) และหนิ่งม่าย (ระดับ3) ทั้งสิ้น
แม้ดูคล้ายพวกเขามิได้พกพายุทธภัณฑ์ใดๆ ขณะวิ่งกันสบายๆ ด้วยความเร็วประมาณ40ลี้ (20กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง .. แต่แท้ที่จริงแล้ว อาวุธทั้งหมด ล้วนอยู่ในปลอกแขนมิติของสามสาว คือ ชิงชิง ไซซี และเจียวิน ..
โดยปลอกแขนมิตินี้แต่ละอันนี้ เป็นอุปกรณ์สามารถเก็บสิ่งของได้ในพื้นที่ราว1,000ลูกบาศก์เมตร (พื้นที่มิติกว้าง10เมตร ยาว10เมตร และสูง10เมตร) เก็บของได้โดยไม่มีน้ำหนักเลย แต่ก็ไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิต หรือมีพลังปราณ หรือพลังวิญญาณสูงกว่าระดับ3 ได้ ..
และที่สามารถเก็บหน้าไม้ทะลวงเมืองกว่า10คัน และปืนใหญ่พลังปราณอีก2กระบอก (เอาไว้มาถล่มไอ้ไซจงโดยเฉพาะ!) ก็เพราะทั้งหมดเป็นยุทธภัณฑ์ปราณระดับ3 ...
ส่วนลูกกระสุนปืนใหญ่ปราณระดับ4 จำนวน 20 ลูก ก็ได้แบ่งให้คน20คนแบกไว้นั่นเอง! (หอกใหญ่สำหรับยิงจากหน้าไม้ทะลวงเมือง ก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับ3 เช่นเดียวกับทวน หรือดาบ ของกองกำลังนี้ จึงสามารถเก็บเข้าในปลอกแขนมิติได้ทั้งหมด ...
อุปกรณ์เก็บของมิติ ในแคว้นฉิ่งมีทั้งหมดราว 30 ชิ้น การมาอยู่กับตระกูลตงฟางขณะนี้ถึง3ชิ้น ย่อมมีเหตุอันไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!
แต่เหล่ากองกำลังทั้ง200คน ก็ล้วนไม่มีผู้ใดประมาท .. เพราะชิงชิงได้ประมาณไว้แล้วว่า ไซจง น่าจะเป็นวิญญาณร้ายของยอดฝีมือในอดีต! เช่นเดียวกับตนและอินทรา ...
ทั้งไซจงยังมีเวลาถึง5ปี ในการฝึกฝนตนเองมาตลอด อย่างน้อยไซจงต้องมีพลังฝึกตนระดับจินตัน! (ระดับ4ของเซียน ซึ่งสูงกว่าระดับ4ของจอมยุทธ์มาก) ..
หากว่าพวกเขาประมาทเพียงนิด อาจจะต้องมีผู้พลีชีพเป็นจำนวนมากก็ได้! ..
ตัวของเปาซงเอง ก็พยายามควบคุมอารมณ์ให้ดี .. ภารกิจในฐานะผู้นำตระกูลครั้งนี้ มิใช่พยายามจับเป็น หรือผ่อนปรนกับตัวไซจงแน่นอน .. หากเป็นไปได้ดังแผนการของชิงชิง คือ ต้องพยายามสังหารในกระบวนท่าเดียว และใช้กระบวนท่า และยุทธภัณฑ์ทำลายเมืองอย่างต่อเนื่องต่อไซจง! “” สิ่งปลูกสร้างในตระกูลตงฟางเสียหาย ก็ยังดีกว่าให้คนในตระกูลต้องมาล้มตาย!
การเดินทางของเหล่าผู้กล้าของตระกูลตงฟาง และความหวังของแคว้นฉิ่ง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเส้นทางเข้าหุบเขาตงฟางแล้ว .. การต่อสู้อันดุเดือด กำลังจะประทุขึ้นแล้ว!
จบภาค1 ตระกูลตงฟาง และเมืองเฟิงหัว แคว้นฉิ่ง
โปรดติดตามภาค2 การล่มสลายของแคว้นฉิ่ง สงคราม และการฟื้นฟูชาติ .. เร็วๆ นี้






