จินหวังเฟย

    เล่ม 2 - ตอนที่ 1 ชายชรานามว่าฉีฉิน

    ฉีฉินเป็นชายชราที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงยิ่ง ใช้ชีวิตเจ้าสำราญราวกับเป็นคหบดีผู้มีเงินใช้ไม่หมด แต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีราคาแพง หนวดเคราและเส้นผมก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทว่าตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนกองฟางที่มีกลิ่นเหม็นอับชื้น ข้างๆ มีหนูตัวเล็กๆ วิ่งผ่าน ข้อมือและข้อเท้าถูกตรึงเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนให้ติดกับกำแพงคุกหลวง กว่าองครักษ์หลวงจะจับตัวชายชราผู้นี้มาได้ ต้องสังเวยชีวิตทหารฝีมือดีไปถึงแปดนาย เพราะฉีฉินมีวรยุทธและใช้พิษได้อย่างคล่องแคล่ว ยามนี้ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษก็กำลังใช้นิ้วจับปอยผมที่หลุดลุ่ยออกมาให้เข้าที่เข้าทาง ท่วงท่าไม่ปรากฏความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าได้ทำอะไรลงไป แผ่นดินแคว้นจ้าวกำลังจะลุกเป็นไฟเพราะยาพิษของเจ้า” หัวหน้าองครักษ์หลวงนามว่าเทียนซงป้าสอบสวนสุ้มเสียงดุดัน“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่ซื้อยาพิษของข้าไปจะเอาไปทำร้ายผู้ใด ข้าก็แค่ขายของของข้าเท่านั้น”ฉีฉินตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ ใครจะตาย ใครจะมีชีวิตอยู่ ไม่เกี่ยวกับชายชราผู้นี้“เจ้าสมควรตายยิ่ง!” หัวหน้าองครักษ์หลวงโมโหขึ้นมา“ในตัวข้าไม่มียาถอนพิษแล้ว ถ้าจะปรุงใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกสามวัน หากพวกเจ้ายังรั้งตัวข้าเอาไว้อยู่ที่นี่ คนผู้นั้นที่พวกเจ้าต้องการจะช่วยเหลือไม่รอดแน่ๆ หลังจากนั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่มันเป็นความผิดของพวกเจ้า”ชายชราโยนความผิดให้ผู้อื่นหน้าด้านๆ หัวหน้าองครักษ์หลวงถึงกับพูดไม่ออก“นี่เจ้า!”“ปล่อยข้าสิ ถ้าพวกเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะปรุงยาถอนพิษใจขาดให้ แต่มีข้อแม้หนึ่ง...พวกเจ้าต้องสัญญาก่อนว่าข้าจะไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น!” ฉีฉินเชิดหน้าต่อรองจางหานเฟิ่งที่ฟังอยู่มีข้อสงสัยอยากจะถาม นางยื่นมือออกไปสะกิดแผ่นหลังของโอวหยางไป๋ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เสียงที่เปล่งออกมาทุ้มต่ำดุจบุรุษผู้หนึ่ง“พี่ชาย”โอวหยางไป๋กับจินเยี่ยหยางหันกลับมามองหน้านางพร้อมกัน บุรุษหนุ่มทั้งสองมีรูปร่างสูงโปร่งองอาจ นางตัวเล็กนิดเดียวจึงถูกบังเอาไว้ได้เกือบมิด“ท่านถามเรื่องผู้ที่ซื้อยาพิษใจขาดไปแล้วใช่หรือไม่”“ถามแล้ว แต่ตอบกลับมาว่าไม่รู้จัก” โอวหยางไป๋ตอบ“เป็นสตรีหรือว่าบุรุษ”“บุรุษผู้หนึ่ง”“ขายยาถอนพิษไปด้วยใช่หรือไม่”“ใช่แล้ว” โอวหยางไป๋ผินใบหน้ากลับไปมองฉีฉินที่ยังแสดงท่าทางไม่กลัวตายออกมาให้เห็น เป็นชายชราที่หยิ่งผยอง ยโส และโอหังยิ่งนัก“แย่แล้ว” จางหานเฟิ่งวิตกขึ้นมาอยู่ทางด้านหลังโอวหยางไป๋และจินเยี่ยหยาง หัวคิ้วของนางย่นเข้าหากัน เป็นเช่นนี้แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร“อืม...แย่แล้ว”นางเบนดวงตาหงส์ไปมองฉีฉินอย่างเคร่งเครียดด้วยคน เพราะเพิ่งจะได้ยินมาว่าถ้าต้องการยาถอนพิษใจขาดนั้นต้องใช้เวลาปรุงถึงสามวันไม่ทันการณ์แน่ เชวียนอ๋องได้สิ้นลมก่อนเป็นแน่!“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย” หัวหน้าองครักษ์หลวงหันกลับมาปรึกษาโอวหยางไป๋และจินเยี่ยหยางว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ดีฉีฉินมองตามสายตาของหัวหน้าองครักษ์หลวงจนเห็นร่างเล็กๆ ที่สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มก็ให้ความสนใจ คนผู้นี้เป็นใครกัน จึงพยายามเพ่งมอง กระทั่งเห็นใบหน้าที่แม้แต่จะเขียนคิ้วจนหนาเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังจำได้“เจ้า...เจ้า...”ทุกสายตาหันมองไปทางฉีฉิน ทว่าร่างของจินเยี่ยหยางและโอวหยางไป๋ยังบังร่างของจางหานเฟิ่งเอาไว้ ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษกำลังเรียกผู้ใด“เจ้า...เจ้า...”จินเยี่ยหยาง โอวหยางไป๋ และหัวหน้าองครักษ์หลวง ต่างมีแววตาสงสัย ยามนั้นฉีฉินก็ใช้นิ้วชี้ชี้ข้ามบุรุษเหล่านั้นมาที่จางหานเฟิ่ง“เจ้า...เจ้า...”โซ่ตรวนที่กักข้อมือของฉีฉินเอาไว้ขยับจนเกิดเสียงดังแกรกจางหานเฟิ่งเผยตัวพร้อมกับพูดแทรกขึ้นมาในที่สุด น้ำเสียงของนางไม่ได้ดัดให้ฟังเหมือนบุรุษอีกต่อไป อีกทั้งยังเดินแหวกมหาบุรุษฝ่ายบู๊กับฝ่ายบุ๋นออกไปข้างหน้า“เจ้าอะไรอยู่ได้”จินเยี่ยหยางขยับตัวเตรียมรับการจู่โจมจากตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษถ้าคิดจะทำร้ายว่าที่ชายาเอกของเขา เขาเดินกำลังภายในไปที่ฝ่ามือเงียบๆ ดวงตาคมกริบประดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจับจ้องทุกกิริยาท่าทางของฉีฉิน“เจ้า...ทำไมเจ้าถึงอยู่กับคนพวกนี้!” ฉีฉินถามขึ้นแล้วยังใช้นิ้วชี้ชี้มาที่จางหานเฟิ่ง เมื่อขยับร่าง เสียงโซ่ตรวนก็ดังขึ้นไปทั่วห้องขัง“ท่านนี่...หัดรับข่าวสารเสียบ้าง ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่าข้าได้รับราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ให้สมรสกับจินอ๋อง!” นางเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่เกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นงานถึงชีวิต“เจ้านี่หรือจะแต่งงาน!” ฉีฉินตาโตขึ้นมาทันที“ถูกต้องแล้ว” นางอมยิ้มน้อยๆ ยามนี้ไม่รู้สึกขัดอกขัดใจแม้แต่น้อย แล้วนางก็ไพล่สองมือไปทางด้านหลังพลางยืดอกขึ้นทำท่าราวกับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง “วันที่แปดเดือนแปดเป็นวันมงคลสมรสของข้า ถ้าท่านผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ก็ขอเชิญท่านผู้เฒ่ามาดื่มสุรามงคลของข้าด้วย”“ฮา...ฮา...สวรรค์เล่นตลกอะไรกับเจ้ากัน” ชายชราหัวเราะเสียงดังลั่นด้วยความตลกขบขันและบันเทิงรื่นเริงใจจริงๆ“ข้าก็ว่า”นางในคราบบุรุษพลันย่อตัวลงนั่งยองๆ ร่างของนางอยู่ห่างจากร่างของตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษแค่ไม่กี่ฉื่อ จินเยี่ยหยางถึงกับผวาเข้าไปหาเพราะกลัวว่าจางหานเฟิ่งจะได้รับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่นางกลับพูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางสนิทสนมโอวหยางไป๋เห็นแล้ว แต่ก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดปรากฏออกมาให้เห็น เพราะตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษบอกว่าไม่มียาถอนพิษใจขาดกับตัวจริงๆ ถ้าต้องการยาถอนพิษใจขาดก็ต้องใช้เวลาปรุงถึงสามวัน ชายชราขายยาพิษกับยาถอนพิษไปพร้อมกัน นี่คือหายนะครั้งใหญ่“ท่านขายยาพิษและยาถอนพิษใจขาดให้กับผู้อื่นได้อย่างไร” เจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาตัวจริงตัดพ้อต่อว่า หน้าตาบึ้งตึงราวกับว่างอนแล้ว“เอ่อ...ข้า...” ฉีฉินถูกถามตรงๆ เช่นนี้ก็รู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยที่ค้าขายกับผู้อื่นแทนที่จะค้าขายกับเจ้าประจำ จึงก้มหน้าก้มตาหลบสายตาของจางหานเฟิ่ง“ท่านขายให้กับผู้ใด” นางเค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง“ข้าไม่รู้จัก...มันมาหาข้าที่หอหมื่นรื่นรมย์”“ท่านได้เห็นหน้าตาของคนผู้นั้นหรือไม่”“ไม่เห็น คนผู้นั้นสวมหมวกปิดบังใบหน้า” ฉีฉินส่ายหน้าไปมา แววตาไม่ปรากฏความหลุกหลิกกลิ้งกลอกโกหกออกมาให้เห็น“ท่านคาดเดาอายุของบุรุษผู้นั้นได้หรือไม่”“อืม...ขอข้าคิดก่อนนะ” ฉีฉินย่นหัวคิ้วนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ยามขยับตัวพูดคุยกับนาง เสียงโซ่ตรวนจะดังก้องอยู่ภายในห้องขัง“ในตัวของคนผู้นั้นมีลักษณะอะไรที่โดดเด่นบ้าง เช่น ป้ายหยก แผลเป็น หรือแม้แต่กระบี่ที่พกพา” นางพยายามรวบรวมข้อมูล ในเมื่อตั้งข้อสันนิษฐานออกไปแล้ว ก็ต้องพิสูจน์ว่าใช่หรือไม่“อืม...” ฉีฉินกลอกตาขึ้นด้านบนครุ่นคิดต่อไป“ในตัวท่านไม่มียาถอนพิษใจขาดแล้วจริงๆ หรือไร” นางถามตรงๆ นี่แหละ เผื่อฉีฉินจะเก็บกั๊กยาถอนพิษใจขาดเอาไว้บ้าง“ไม่มี ข้าขายมันไปด้วยจริงๆ”“ท่านขายไปเท่าไร” นางเริ่มงอนแล้วจริงๆ“ฮา...ฮา...ถ้าเจ้ารู้ราคาแล้วจะตกใจ ทั้งยาพิษและยาถอนพิษใจขาดข้าขายไปสองหมื่นตำลึงทอง! ฮา...ฮา...” ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุขที่ได้เงินทองก้อนโตมาหาความสุขสำราญ“แพงยิ่ง!” จางหานเฟิ่งตาโต เพราะนางไม่คิดที่จะจ่ายในราคานี้ อย่างมากก็แค่สองพันตำลึงทองเท่านั้น เมื่อทางหอสุรากุ้ยฮวาเป็นผู้ชาย ก็ต้องตั้งราคาเอาไว้ที่หนึ่งหมื่นตำลึงทอง ความงกของนางทำงานทันใด“ฮา...ฮา...ข้าบอกเจ้าแล้ว ถ้าเจ้ารู้ราคาแล้วจะตกใจ” ชายชราหัวเราะอีกเสียงดังลั่น ทั้งที่กำลังอยู่ในคุกหลวง แทนที่จะมีท่าทางหดหู่กลัวตาย แต่กลับไม่ปรากฏออกมาให้เห็น“แล้วท่านจำได้หรือยังว่ามีตรงไหนของบุรุษผู้นั้นที่สะดุดตาของท่านบ้าง” นางวกกลับเข้าเรื่องสำคัญอย่างลื่นไหล ดวงตาคมกริบเพิ่มขึ้นสามส่วน“อืม...ข้ารู้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มอย่างแน่นอน อายุน่าจะสักประมาณไม่เกินยี่สิบ ดูท่าทางไม่ใช่สามัญชน จริงสิ! คนผู้นั้นสวมแหวนหยกที่นิ้วชี้ทางด้านซ้าย อันนี้ข้าจำได้อย่างแม่นยำ เพราะตอนยื่นตั๋วเงินให้กับข้า ข้าเห็นมัน”“สวมแหวนหยกที่นิ้วชี้ทางด้านซ้าย” นางพึมพำครุ่นคิดพลางวิเคราะห์ว่าน่าจะมีคนเช่นใดบ้างที่สวมแหวนหยกในลักษณะเช่นนี้“ถูกต้องแล้ว” ฉีฉินยืนยันสีหน้าจริงจัง“ลักษณะของแหวนโดดเด่นหรือไม่”“โดดเด่นอยู่ ตัวแหวนมีลวดลายนูนๆ ขึ้นมา ข้ายังจำได้อยู่ ถ้าเจ้าเอากระดาษ พู่กัน และหมึกมาให้ข้า ข้าวาดมันออกมาได้” ฉีฉินพยักหน้าให้จินเยี่ยหยางคลายกำลังภายในที่เตรียมจู่โจมใส่ฉีฉินก่อนตะโกนสั่งงานออกไปในทันใด“เอากระดาษ พู่กัน และหมึกมา!”“พ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์หลวงผู้หนึ่งเข้ามารับคำสั่ง ก่อนจะรีบร้อนออกไปหาสิ่งของที่จินอ๋องต้องการ“นั่นจินอ๋องใช่หรือไม่”ฉีฉินชำเลืองสายตามองจินเยี่ยหยางแล้วกระซิบกระซาบถามสตรีตัวน้อยที่นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า บุรุษผู้นี้คือว่าที่สามีของนาง“ถูกต้องแล้ว และนั่นก็เสนาบดีฝ่ายซ้าย...โอวหยางไป๋” จางหานเฟิ่งหันกลับไปมองว่าที่สามีและพี่ชายบุญธรรมแวบหนึ่ง“ข้ารู้จักแล้ว” ฉีฉินรู้จักโอวหยางไป๋จากการสอบสวนเมื่อครู่“แล้วรู้หรือไม่ว่าเขาคือพี่ชายบุญธรรมของข้า” นางเลิกคิ้วถามยิ้มๆ“จริงหรือ!”“จริงแท้แน่นอน” นางหัวเราะ“ไม่ได้แวะไปทำการค้าขายกับหอสุรากุ้ยฮวาเพียงครึ่งปี มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย” ชายชรามีสีหน้าเหมือนเพิ่งจะรู้เรื่องจริงๆ“ท่านรู้หรือไม่ว่า...ใครถูกยาพิษใจขาดของท่าน” นางเปลี่ยนเรื่องพูดคุย นางกำลังใช้ฝีปากหลอกล่อเอาข้อมูลออกมาจากชายชราให้มากที่สุด“ข้าจะไปรู้หรือ รู้แต่ว่าต้องเป็นคนที่สำคัญมากแน่ๆ คงไม่ใช่องค์ฮ่องเต้หรอกนะ” ฉีฉินพูดแล้วชำเลืองสายตามองหน้าหัวหน้าองครักษ์หลวง โอวหยางไป๋ และจินเยี่ยหยาง ถ้าเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าวถูกยาพิษใจขาดเข้า โทษตายถึงคอแน่“ไม่ใช่หรอก แต่คนผู้นี้ก็ทำให้แผ่นดินจ้าวลุกเป็นไฟได้เช่นกัน” นางพูดแล้วถอนหายใจเฮือก สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เยือกเย็น และดุดัน “ถ้าคนผู้นั้นเสียชีวิต จะเกิดศึกสงครามขึ้น ต่อไปในภายภาคหน้า สำนักโคมเขียว สำนักโคมแดง หอหมื่นรื่นรมย์ อาจจะมอดไหม้ ท่านไม่สงสารพวกนางบ้างหรือไร เพราะถ้าเกิดสงครามขึ้น พวกนางจะต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปยังที่อื่น เนื้อตัวคงไม่งามผุดผ่องน่าจับต้องอีกต่อไปแล้ว”“เจ้า! เจ้าพูดอะไร”“ข้าพูดถึงสงคราม”“ร้ายแรงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” ชายชราไม่กลัวตัวเองตาย แต่กลัวบรรดาสตรีในหอนางโลมทั้งหลายที่ให้ความสุขสำราญกับบุรุษจะลำบากมากกว่า ภาพนั้นฉีฉินนึกแล้วรู้สึกไม่พอใจ“เฮ้อ...ไฉเอ๋อร์...เหลียนเอ๋อร์...เจ้าเอ๋อร์...เซียวเอ๋อร์...อินเอ๋อร์...แต่ละนางช่างน่าสงสารนัก” จางหานเฟิ่งทำหน้าเศร้าสร้อยด้วยความสงสารบรรดาสตรีเหล่านั้น