ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 25 อับอายขายหน้า

            “ท่านจะไม่ไปอย่างนั้นหรือ”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนเกี้ยวตะลึงไปเล็กน้อยสีหน้าพลันแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

            เสิ่นว่านซื่อกล่าวเช่นนี้เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหอประชุมมิต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ฝึกฝนได้หรือไม่ แม้จะฝึกฝนไม่ได้เขาก็จำเป็นต้องไป! นี่คือเกียรติแห่งวงศ์ตระกูล คำของนางถูกปฏิเสธไปแล้วอย่างนั้นหรือแน่นอนว่ายังมีคนบางส่วนที่คิดดีใจ หากอีกฝ่ายตัดสินใจไม่ไป สิทธิ์ที่เหลืออยู่อาจตกมาถึงตนเองได้

            สิทธิ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะเมื่อได้รับคัดเลือกแล้ว อนาคตที่สดใสกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า ไม่ต้องกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาแบบนี้อีกสิ่งต่างๆ ที่คาดหวังไว้จะเป็นจริงขึ้นมา

            “ข้าไม่ไป ข้าไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนต่อให้ไปก็ไม่มีความหมาย ให้โอกาสคนที่ต้องการดีกว่า”

            เสิ่นว่านซื่อหันมองซือหม่าหว่านเอ๋อร์ก่อนจะกล่าว

            “ท่านรู้ไหมว่าโอกาสนี้หายากมากแค่ไหน”ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ยังไม่ยอมแพ้

            “ให้คนที่ต้องการเถอะ!”เสิ่นว่านซื่อยิ้มเล็กน้อย แล้วปฏิเสธออกไปอีกครั้ง

            “ท่านต้องไปหากท่านไม่ไป สิทธิ์นี้ของตระกูลเสิ่นคงต้องมอบให้ตระกูลหาน!”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์โกรธมากก่อนหน้านี้นางอับอายต่อหน้าเสิ่นเสวียนไปแล้ว ตอนนี้เสิ่นว่านซื่อยังทำให้นางรู้สึกแย่ลงไปอีก

            “น้องหญิง ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย!ข้าเชื่อว่าหากเจ้ามีความจริงใจต่อผู้อื่น ผู้อื่นจะจริงใจต่อเจ้าเช่นกันเจ้าทำแบบนี้ไปก็ไม่มีความหมายหรอก”

            เสิ่นว่านซื่อมองซือหม่าหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาหมดความอดทนนางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ กลายเป็นคนอยากเอาชนะ กลายเป็นคนไม่เห็นใครในสายตา กลายเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง

            “จะไปหรือไม่”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ถามเสิ่นว่านซื่ออีกครั้งสิ่งที่แม้แต่ตัวนางเองยังไม่รู้เลยก็คือ ก่อนหน้านี้นางไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ แต่หลังจากเจอเสิ่นเสวียนทำให้นิสัยของนางเริ่มเปลี่ยนไปอาจเพราะเขาเป็นคนที่ตนเคยเหยียดหยามมาก่อน เมื่อถูกแซงหน้าไปทำให้จิตใจของนางเปลี่ยนไปเช่นนี้

            “ไม่ไป”

            เสิ่นว่านซื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

            “ท่าน!”

            มือบางที่แอบซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อของซือหม่าหว่านเอ๋อร์กำแน่นหากไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ นางคงซัดพลังหมัดออกไปแล้ว

            “อย่าเสียเวลาอีกเลยเจ้ากลับไปเถอะ! ตระกูลเสิ่นยังไม่ถึงขั้นที่เจ้าต้องทำทานให้”

            เสิ่นเสวียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำตระกูลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            หากก่อนหน้านี้เสิ่นว่านซื่อใช้น้ำเสียงทำนองปรึกษาหารือเช่นนั้นเสิ่นเสวียนก็คงท้าทายซือหม่าหว่านเอ๋อร์เข้าแล้ว เมื่อได้ยินคำของเสิ่นเสวียนผู้อาวุโสและผู้ดูแลทั้งหลายในตระกูลต่างทำสีหน้าดูไม่ได้เลย ใช่สิ เสิ่นเสวียน เจ้ามีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมแล้วแต่เจ้าจะทิ้งโอกาสที่ดีเช่นนี้ไปไม่ได้

            อีกอย่าง ซือหม่าหว่านเอ๋อร์มาจากตระกูลซือหม่านางจะมีนิสัยแบบนี้สักหน่อยจะเป็นอะไรไป

            “ผู้อาวุโสทั้งหลายพวกท่านมีความเห็นอย่างไร”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์ยังคงไม่ยอมแพ้และนี่ยังเป็นภารกิจที่ท่านแม่ของนางมอบหมายมา ให้คัดเลือกคนในตระกูลที่มีพรสวรรค์โดดเด่นสักคนหนึ่งเพื่อรับสิทธิ์เข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนนับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณตระกูลเสิ่น

            “ข้ารู้สึกว่าผู้นำตระกูลทำไม่เหมาะสมเกินไปพวกเราตระกูลเสิ่นต้องการสิทธิ์นี้”

            ผู้อาวุโสอายุสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกล่าวกับเสิ่นเสวียนอย่างอดไม่ได้ลูกชายของเขามีพรสวรรค์ระดับสูงในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลเสิ่น หากได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ชีวิตจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

            “ข้าคิดว่าผู้อาวุโสท่านนี้กล่าวได้ดีหากท่านผู้นำปฏิเสธโอกาสครั้งนี้ไปเพียงเพราะเรื่องส่วนตัว ข้าคิดว่าผู้อาวุโสตระกูลเสิ่นทั้งหลายคงไม่ยอมหรอก!”ซือหม่าหว่านเอ๋อร์กล่าว

            “สิทธิ์เข้าฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนใช่ไหม!ผู้อาวุโส ลูกชายของท่านเสิ่นเลี่ยนถือเป็นน้องชายของข้า ท่านคิดว่าถ้าเขาได้ฝึกฝนในสถาบันชิงหยุนจะเลื่อนขั้นได้ถึงขั้นไหน”เสิ่นเสวียนกล่าวถามผู้อาวุโสคนนั้น

            “อืม อย่างน้อยก็มีขั้นบรรพบุรุษเพิ่มมาในตระกูลเสิ่นอีกคนหนึ่ง”

            ผู้อาวุโสกัดฟันกล่าว

            “สามปีถึงขั้นบรรพบุรุษผู้อาวุโส ท่านช่างกล้ากล่าวออกมา ทว่าข้าขอรับรองกับท่านเลยว่า ข้าจะทำให้เสิ่นเลี่ยนลูกชายท่านทะลวงถึงขั้นบรรพบุรุษในเวลาสองปี”

            คำของเสิ่นเสวียนมีทั้งคนเยาะเย้ยและมีทั้งคนเชื่อคนที่เชื่อคือคนที่รู้ว่าเสิ่นเสวียนยอดเยี่ยมเพียงใด ส่วนคนที่เยาะเย้ยคือคนที่โดนเสิ่นเสวียนทำลายความเข้าใจของพวกเขาฝึกฝนถึงขั้นบรรพบุรุษในเวลาสองปี ด้วยพรสวรรค์ของเสิ่นเลี่ยนแล้ว แม้จะไปไม่ถึงขั้นบรรพบุรุษเลยตลอดชีวิตก็ไม่แปลก

            “ข้าหรือ!ข้าทำได้จริงๆ หรือ”

            ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังหอประชุมลุกขึ้นอย่างเก้ๆกังๆ พลางถามเสิ่นเสวียน

            เสิ่นเลี่ยนมีอายุสิบห้าปีในหมู่คนรุ่นเยาว์ตระกูลเสิ่นเขาเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะก็จริงอยู่ อายุเพียงสิบห้าปีกลับมีพลังยุทธ์ถึงขั้นปรมาจารย์ระดับสูงแล้วทว่าหากเป็นไปตามที่เสิ่นเสวียนกล่าวไว้ อีกสองปีจากนี้เขาก็จะมีอายุสิบเจ็ดปี

            ขั้นบรรพบุรุษตอนอายุเพียงสิบเจ็ดปี? หลายคนไม่เชื่อก็ไม่แปลก

            “ท่านผู้นำแม้ข้าจะเชื่อท่าน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนี้เลย ใครบ้างที่จะต้านทานโอกาสเช่นนี้ได้ข้าขอรับรองกับท่านเลยว่า หากเลี่ยนเอ๋อร์ฝึกฝนไม่ถึงขั้นบรรพบุรุษในสามปี ข้ายอมออกจากตระกูลและไม่กลับมาอีกเลยตลอดชีวิต”

            “ผู้อาวุโสหกข้าขอรับรองกับท่านเช่นกัน หากเสิ่นเลี่ยนฝึกฝนไม่ถึงขั้นบรรพบุรุษในสองปี ข้าจะลงจากตำแหน่งผู้นำตระกูลท่านคิดเห็นอย่างไร”

            หากก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคุยโวทว่าเมื่อรวมกับการเดิมพันในตอนนี้เข้าไปแล้ว ทำให้หลายคนคิดว่าเสิ่นเสวียนไม่ได้ล้อเล่นและพวกเขาก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าเสิ่นเสวียนจะทำได้ รวมไปถึงผู้อาวุโสหกด้วย

            เสิ่นเสวียนกล่าวอย่างจริงจัง

            หลายวันที่ผ่านมา ความจริงจังของเสิ่นเสวียนได้พิสูจน์ถึงพลังของเขาแล้ว

            แล้วทุกอย่างก็เงียบกริบ!

            “ว่าอย่างไรยังไม่รีบเก็บโอกาสของเจ้าไปอีกหรือ” เสิ่นเสวียนปรายตามองซือหม่าหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “เจ้า!ข้าเองก็เป็นคนตระกูลเสิ่นเช่นกัน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาไล่ข้า”

            คุณหนูใหญ่ซือหม่าหว่านเอ๋อร์แสดงอารมณ์ร้ายออกมาอีกครั้งเพราะเสิ่นเสวียนฉีกหน้านางต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้

            “มีสิทธิ์อะไรอย่างนั้นหรือสิทธิ์ที่ข้าเป็นผู้นำตระกูลอย่างไรล่ะ ไป!!!”

            เสิ่นเสวียนกล่าวเน้นเสียงในคำสุดท้ายเป็นคำที่ทำให้ทุกคนตรงนั้นรู้สึกขนหัวลุก เดิมทีซือหม่าหว่านเอ๋อร์ยังคิดจะกล่าวบางอย่างอีกแต่เมื่อเห็นสีหน้าของเสิ่นเสวียนทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

            “เจ้า!พวกเราไป”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์หันไปกล่าวกับคนแบกเกี้ยวจากนั้นขบวนของนางก็เคลื่อนออกไป ตอนที่จะไป ข้ารับใช้ที่ยกหีบมาต่างก็ยกกลับไปด้วย

            “วางหีบลง ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูเจ้าจนโตขนาดนี้ไม่ควรจ่ายดอกเบี้ยสักหน่อยหรือ”

            เสิ่นเสวียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำตระกูลกล่าวขึ้นอย่างเกียจคร้าน

            เหล่าผู้อาวุโสหน้าแดงก่ำผู้นำตระกูลของพวกเขาหน้าหนาเกินไปแล้ว พวกเขาที่แก่ปูนนี้ยังสู้ไม่ได้เลย

            “เจ้า!เสิ่นเสวียน ข้ากับเจ้ายังไม่จบแค่นี้หรอก!”

            ซือหม่าหว่านเอ๋อร์โบกมือให้ข้ารับใช้เหล่านั้นแล้วออกจากตระกูลเสิ่นไปอย่างรวดเร็ว

            ทุกคนในที่นี้ตั้งแต่รุ่นเยาว์ไปจนถึงผู้อาวุโสได้รับรู้อย่างแท้จริงแล้วว่าอะไรคือฝีมือพลังวิญญาณของเสิ่นเสวียนแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ระดับความไร้ยางอายกลับเหนือชั้นยิ่งกว่า

            “เรื่องในตระกูลเสิ่นหลังจากนี้มอบหมายให้ผู้ดูแลใหญ่เสิ่นฉงจัดการแทน คำว่าผู้ดูแลใหญ่ไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร เปลี่ยนเป็นผู้จัดการใหญ่ก็แล้วกันท่านลุงฉง หลังจากนี้หากมีเรื่องอะไรข้าจะเรียกท่านแล้วกัน”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นฉงที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการใหญ่ก่อนหัวเราะเสียงดังลั่น

            ความรู้สึกที่ได้เป็นผู้นำตระกูลเช่นนี้ไม่เลวเลยเขาค่อนข้างชอบทีเดียว

            เสิ่นเสวียนเพิ่งฟื้นขึ้นมาทว่าเขาทำให้ตระกูลเสิ่นมั่นคงขึ้นกว่าเดิมด้วยวิธีการที่ต่างออกไป ทำให้ตระกูลเสิ่นเข้ามารวมเป็นเชือกเส้นเดียวกันอีกครั้งที่เขาเลือกให้เสิ่นฉงมาเป็นผู้จัดการใหญ่เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ เสิ่นฉงเป็นคนที่เชื่อถือได้คนหนึ่งทั้งยังมีพลังแข็งแกร่ง พรสวรรค์สูงมากพอ

            “ใช่แล้ว ของในหีบเหล่านี้พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันเถอะรับไว้อย่าได้ปฏิเสธ”

             

            ณ ลานหลังเขาตระกูลเสิ่น

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ม้าหินพวกเขาจิบชาไปพลาง คุยเรื่องในตระกูลเสิ่นไปพลาง

            “ผู้อาวุโสใหญ่ตอนนี้น่าจะพอมีเวลาแล้วใช่ไหม!”

            เสิ่นเสวียนจิบชา ก่อนจะกล่าวกับผู้อาวุโสใหญ่

            “อืม ในช่วงท้ายเจ้าทำให้ข้ารู้สึกเหลือเชื่อมาก”

            เสิ่นล่างหัวเราะเสียงดัง

            “เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางกันคืนนี้เลย” เสิ่นเสวียนพลันกล่าว

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน