ตอนที่ 17 ซื่อจื่อแห่งฉีอ๋อง มังกรท่ามกลางหมู่คน (2)
“พี่หญิงห้า ท่านยังไม่รู้จักคุณหนูท่านนั้นสินะ! นางคือบุตรสาวสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของจวนฉีอ๋อง ได้ยินว่าช่วงนี้กำลังเจรจาเรื่องงานแต่งกับตระกูลหลี่ นางยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มงานเลี้ยงท่าชิงด้วย”
“อ้อ!”
เหยียนจื่อม่อตอบอย่างไม่ใส่ใจ ชาติก่อนบุตรสาวสายตรงของจวนฉีอ๋องได้แต่งเป็นภรรยาให้จู้กั๋วกงแห่งสกุลหลี่จริงๆ ทว่างานมงคลสมรสกลับไม่สำเร็จ แถมยังกลายเป็นการผูกปมแค้นไปเสียอีก เกรงว่าตอนนั้นฉีอ๋องคงอยากฆ่าธิดาของตนเองจริงๆ!
เหยียนจื่อม่อยิ่งจิตใจเฉื่อยชาตั้งแต่ได้พบฉู่ซวิน หากนางรู้แต่แรกว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นี่คงไม่ยอมมาแน่
...ไม่ใช่เกรงกลัว แต่เป็นเพราะรังเกียจต่างหาก
ฉู่ซวินพูดคุยกับเหยียนจื่อหลิงไม่กี่คำก็เดินจากไป ส่วนคนตระกูลเหยียนเดินตามบ่าวรับใช้เข้าไปตามทางต่อ จนกระทั่งเห็นหญิงสาวหลายคนในช่วงวัยเดียวกัน เหยียนจื่อจวิ้นจึงกล่าวกับเหล่าพี่หญิงน้องหญิงตระกูลเหยียนว่า “ข้าส่งพวกเจ้าถึงตรงนี้แล้วกัน ประเดี๋ยวจบงานค่อยกลับมาหา”
“พี่สาม พี่ใหญ่ล่ะเจ้าคะ”
ดวงตาแวววาวของเหยียนจื่อหลิงพินิจมองรอบกายเหยียนจื่อจวิ้นคราหนึ่ง เมื่อวานพี่ชายใหญ่บอกชัดเจนว่าจะตามมาด้วยกัน ทว่ายามนี้คนที่ควบคุมดูแลตระกูลเหยียนได้กลับไม่ปรากฏให้เห็นสักคน นี่ไม่ให้เกียรติซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องเกินไปแล้ว!
“พี่ใหญ่มีธุระ จึงให้ข้ามาคอยคุ้มกันพวกเจ้าแทน หรือน้องหญิงสี่รังเกียจข้า”
ด้วยสีหน้าอันอ่อนโยนของเหยียนจื่อจวิ้น ผนวกกับคำพูดแข็งกระด้าง อาจทำให้ผู้คนที่ได้ยินไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรนัก ทว่าเหยียนจื่อม่อยังคงสังเกตเห็นถึงความไม่พอใจของเขา ต่อให้ไม่ได้กล่าวออกมาตามตรง แต่ก็เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งการกระทบกระเทียบ
“เอาละ ข้าไปก่อนนะ”
เหยียนจื่อจวิ้นจ้องมองเหยียนจื่อหลิงก่อนเม้มปากเดินจากไป เหยียนฟางซึ่งอยู่ด้านข้างพลันสะกิดแขนของเหยียนจื่อม่อ “พี่หญิงห้า ไฉนข้ารู้สึกว่าเมื่อครู่พี่สามเหมือนจะโกรธเลย!”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว เขาไม่ได้ใจแคบเช่นนั้นหรอก”
เหยียนจื่อม่อพูดปดตาไม่กะพริบ ชาติก่อนนางเข้าใจความใจแคบของเหยียนจื่อจวิ้นเป็นอย่างดี แม้ว่าปกติเขาจะเก็บซ่อนฝีมือไม่โอ้อวดตน แต่เมื่อถึงช่วงเวลาตัดสินกลับปล่อยการโจมตีเพื่อปลิดชีพเจ้าออกมา
...หากต้องใช้สัตว์สักชนิดมาเปรียบเทียบกับเหยียนจื่อจวิ้น อสรพิษจำศีลถือว่าเหมาะสมที่สุด
“พวกเราไปกันเถิด!”
เหยียนจื่อหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังเหยียนจื่อจวิ้นจากไป ทว่ายังคงกิริยาสูงส่งอย่างสตรีชนชั้นสูง ต่อให้เหยียนจื่อม่อจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังว้าวุ่นใจมากเพียงใด แต่ตนไม่เห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย
ในเวลานั้น กลางเรือนไม้สำหรับชมทิวทัศน์ภูเขาเจียวซึ่งล้อมด้วยกำแพงสีแดงมีบุรุษผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ น้ำเสียงยามเอ่ยวาจาแหบต่ำ ทว่ากลับมีเสน่ห์ “ดูท่าเหยียนจื่อเซี่ยแห่งตระกูลเหยียนจะไม่มาแล้ว”
“ซื่อจื่อ ผู้มีสายตาเฉียบแหลมต่างมองเจตนาของท่านในการจัดงานเลี้ยงท่าชิงครั้งนี้ออก ทว่าตระกูลเหยียนกลับไม่ให้เกียรติกันถึงปานนี้...”
คำพูดของผู้ใต้บัญชาซึ่งยืนอยู่ผู้นั้นไม่ได้เกินไปนัก อย่างไรเสียฉีซื่อจื่อกับตระกูลเหยียนมีการหมั้นหมายอันเป็นที่ประจักษ์ ทว่าเขาเองก็ไม่อาจเข้าใจความคิดที่แท้จริงในใจซื่อจื่อได้เช่นกัน
“ในเมื่อยามนั้นตระกูลเหยียนแสดงความปรารถนาชัดเจน หากยามนี้ต้องการคำนึงถึงเพียงประโยชน์ของตนเอง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว”
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตระกูลเหยียนอาศัยแรงผลักดันจากจวนฉีอ๋องจนประสบความสำเร็จไม่น้อย ยามนี้หากต้องการหลุดพ้นจากการควบคุมและกลายเป็นขุนนางบริสุทธิ์ย่อมเป็นไปไม่ได้! ทุกสิ่งในใต้หล้านี้ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
“ตรวจสอบเรื่องของคุณหนูห้าตระกูลเหยียนผู้นั้นแล้วหรือยัง”
“ถึงแม้ตระกูลเหยียนจะพยายามปกปิดเรื่องนี้ แต่จากรูปโฉมของแม่นางผู้นั้นไม่คล้ายเป็นฝาแฝดเลยพ่ะย่ะค่ะ นางเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของผิงซีโหวจริงๆ มากกว่า”
ความสามารถของคุณหนูสี่ตระกูลเหยียนเป็นที่เลื่องลือมานานแล้ว ทว่ารูปโฉมของคุณหนูห้าผู้นั้นช่างเหมือนฮูหยินผิงซีโหวยิ่งนัก ส่วนที่บอกว่าเป็นฝาแฝด เกรงว่าคงเป็นเพียงข้ออ้างของจวนผิงซีโหว
“จริงหรือ”
ชายหนุ่มหันกายกลับมาเล็กน้อย แม้ว่าเขาดูมีอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี แต่กลับเผยความเคร่งขรึมล้ำลึกไม่สมวัย แววตาที่เฉียบแหลมอยู่แต่เดิมมีประกายสงสัยพาดผ่านครู่หนึ่ง ขณะที่มุมปากที่ยกขึ้นยิ่งแสดงออกถึงความเคลือบแคลงโดยสมบูรณ์