จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 64 กลายเป็นศัตรู

            เมื่อเสียงของผู้ดูแลดังออกมาทันใดนั้น ทุกคนต่างก็หันไปจับจ้องที่หวังกวางจากตระกูลหวังที่เดิมทีนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนักอย่างประหลาดใจ

            อายุเพียงสิบเจ็ดปี ทว่ากลับมีพลังบ่มเพาะระดับนักรบขั้นเก้าซึ่งห่างจากระดับปรมาจารย์เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้นพรสวรรค์ระดับนี้ ถึงแม้จะไม่ตระการตาเท่าผู้ฝึกวิญญาณระดับนักรบขั้นสามแต่ระดับพรสวรรค์กลับสูงส่งนัก

            “โอ้แม่เจ้าอายุสิบเจ็ดปีแต่มีพลังบ่มเพาะระดับนักรบขั้นเก้า พรสวรรค์ระดับนี้ช่างทำให้ผู้อื่นตกใจนัก”

            “จากผู้ที่อยู่ในจัตุรัสนี้ทั้งหมดดูเหมือนหวังกวางจะมีพลังบ่มเพาะสูงที่สุดแล้ว”

            ผู้ชมโดยรอบต่างตกอยู่ในความโกลาหลและตื่นตกใจการที่พึ่งอายุสิบเจ็ดปีแต่มาถึงระดับนักรบขั้นเก้าแล้วนั้นเป็นเรื่องที่หาได้ยากความแข็งแกร่งระดับนี้ การจะเข้าสู่ห้าอันดับแรกก็คงจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

            “ผู้นำหวังตระกูลหวังของท่านช่างเก็บซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ได้ลึกเสียจริง”บนที่นั่งของผู้ตัดสิน ผู้นำตระกูลคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองไปที่ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองแล้วกล่าวด้วยความประหลาดใจ

            “ผู้นำหวัง ท่านทำให้พวกเราประหลาดใจจริงๆ”หยางซ่างเฟิง หัวหน้าของตระกูลหยางกล่าวออกมา

            “ผู้นำหยาง หยางเมี่ยวก็เก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ได้ลึกเช่นกันพึ่งมาเปิดเผยว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุในตอนนี้ ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ให้ทุกคนได้เห็นเรื่องน่าหัวเราะแล้ว” ชายที่อยู่ในชุดคลุมสีเหลืองยกยิ้มและกล่าวเบาๆทว่าการแสดงออกของเขากลับมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่เล็กน้อย ลูกชายของเขาเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองมานานขนาดนี้ก็เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ

            ‘หวังกวางผู้นี้สมควรถูกมองว่าเป็นม้ามืดในการแข่งขันครั้งนี้พลังของเขาอยู่ถึงระดับนักรบขั้นเก้า ความแข็งแกร่งระดับนี้ น้อยคนนักที่จะรับมือได้’ หลู่เส่าโหย่วคิดในใจ บนจัตุรัสแห่งนี้ หากดูจากภายนอกแล้ว หวังกวางก็สมควรเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

            “หลู่เส่าหู่ อายุสิบหกปีธาตุไม้และดินระดับนักรบขั้นสาม พรสวรรค์ระดับล้ำเลิศ”หลังจากหลู่เส่าหู่เข้ารับการตรวจสอบ ผลการตรวจสอบนั้นก็ไม่ต่างไปจากครั้งที่เขาตรวจสอบที่ตระกูลหลู่

            เมื่อผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุที่มีพรสวรรค์ระดับล้ำเลิศปรากฏตัวขึ้นทันใดนั้นคนจำนวนไม่น้อยก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาทันทีสมาชิกของตระกูลหลู่ที่อยู่รอบนอกส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จ้าวฮุ่ยหลู่หนาน โจวลี่ซิงและคนอื่นๆที่นั่งอยู่บนที่นั่งผู้ชมรอบนอกต่างก็เผยรอยยิ้มออกมา

            “หลู่ตงตระกูลหลู่ของเจ้าในคราวนี้ไม่ง่ายดายเลย” ทุกคนบนที่นั่งผู้ตัดสินต่างก็เอ่ยออกมา

            ในที่สุดก็มาถึงตาของหลู่เส่าโหย่ว เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆและวางมือขวาลงบนลูกคริสตัล ครั้งนี้หลู่เส่าโหย่วเตรียมตัวมาอย่างดี เขาไม่ได้กระตุ้นธาตุทั้งห้าเหมือนครั้งก่อนแต่กระตุ้นเพียงพลังธาตุที่เคยเปิดเผยออกมาเท่านั้น นั่นก็คือธาตุลม ธาตุไฟและธาตุดิน รวมทั้งหมดสามธาตุ จากนั้นเขาก็ปล่อยพลังลมปราณเข้าไปในลูกบอลคริสตัลทันใดนั้น ลูกบอลคริสตัลก็ส่องแสงสว่างสามสีที่ต่างกันออกมา

            “เก็บซ่อนความแข็งแกร่งสักหน่อยดีกว่า”หลู่เส่าโหย่วคิดในใจ ในตอนนี้ตัวเขามีพลังระดับนักรบขั้นสี่แต่ตอนทดสอบที่ตระกูลหลู่ เขายังอยู่ที่ระดับนักรบขั้นสามเท่านั้น ตอนนี้เขาสามารถเก็บซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แล้วพลังระดับนักรบขั้นสามกับขั้นสี่นั้นถือว่ามีความแตกต่างกันไม่น้อย

            หลู่เส่าโหย่วควบคุมพลังลมปราณที่อยู่ในมือเขาได้ควบคุมมันให้เหลือเพียงระดับนักรบขั้นสาม อย่างไรลุงหนานก็เคยบอกกับเขาเอาไว้ว่าหากฝึกฝนทักษะวิญญาณหยินหยางแล้วคนทั่วไปก็ไม่มีทางจะมองพลังบ่มเพาะของเขาออก

            “หลู่เส่าโหย่ว อายุสิบหกปี ธาตุดิน ไฟและลมระดับนักรบขั้นสาม พรสวรรค์สูงสุด”ผู้ดูแลจากนิกายอวิ๋นหยางอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ เพราะทั้งชีวิตของเขานั้นรู้จักเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุนั่นก็คืออัจฉริยะผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุที่เหมือนดั่งปีศาจในนิกายอวิ๋นหยาง

            “ผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุ และยังมีพรสวรรค์ระดับสูงสุดอีก”

            เกิดความโกลาหลที่กลุ่มผู้ชมอีกครั้งความโกลาหลระดับนี้ เมื่อเทียบกับผู้ฝึกวิญญาณของตระกูลฉินแล้วก็ไม่ถือว่าด้อยกว่าเลยผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุเป็นเรื่องที่เห็นได้ยากมาก

            “หลู่ตงคราวนี้ตระกูลหลู่ของเจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆลูกชายทั้งสองของหลู่จงต่างมีพรสวรรค์ที่น่าตกใจ” บนที่นั่งผู้ตัดสิน ผู้นำจากตระกูลอื่นต่างก็ประหลาดใจผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุนั้นหมายความว่าอย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจมันได้อย่างชัดเจน

            เมื่อเห็นว่าหลู่เส่าโหย่วทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้งหลู่เส่าหู่ที่อยู่ไม่ไกลก็มีสีหน้ามืดมน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา

            “คนสุดท้าย กูตู๋ปิงหลัน” ผู้ดูแลกล่าวออกมาในตอนนี้เหลือเพียงกูตู๋ปิงหลันเท่านั้นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

            หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน เพราะตัวเขาเองก็มองกูตู๋ปิงหลันไม่ออกว่านางอยู่ระดับไหนแล้ว

            กูตู๋ปิงหลันก้าวเดินอย่างสง่างามเมื่อมาถึงที่ด้านหน้าของลูกบอลคริสตัล นางก็ยืดข้อมือที่ขาวเนียนออกไปและมือที่เหมือนดั่งหยกของนางก็วางลงบนลูกคริสตัล จากนั้นบนลูกคริสตัลก็ได้ปรากฏแสงสีฟ้าที่สว่างไสว

            “กูตู๋ปิงหลัน อายุสิบแปดปีธาตุน้ำระดับนักรบขั้นเก้า พรสวรรค์ระดับยอดเยี่ยม” ผู้ดูแลกล่าว

            “ระดับนักรบขั้นเก้า”หลู่เส่าโหย่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขารู้อยู่แล้วว่ากูตู๋ปิงหลันผู้นี้ไม่ธรรมดาพลังระดับนักรบขั้นเก้าเทียบได้กับหวังกวางผู้นั้น บนจัตุรัสแห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นคู่ต่อสู้ของนางได้

            “ระดับนักรบขั้นเก้าอีกคนการแข่งขันชิงห้าอันดับแรกดูท่าจะดุเดือดไม่น้อย” คนจำนวนมากต่างพูดคุยกันในครั้งนี้ได้ปรากฏผู้มีพรสวรรค์สูงส่งอยู่หลายคนทีเดียว และตอนนี้รายชื่อห้าอันดับแรกก็ได้ถูกฉินเทียนห่าวครอบครองไปแล้วหนึ่งตำแหน่งจึงเหลืออีกเพียงสี่ตำแหน่งเท่านั้น แต่ในกลุ่มผู้เข้าร่วมการแข่งขันผู้ที่มีพรสวรรค์และความสามารถไม่ได้มีเพียงสี่คน การต่อสู้ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

            “ผู้อาวุโสไป๋เหม่ย ในปีก่อนๆเทียนเป่าเหมินนั้นไม่เคยเข้าร่วมเลยทำไมครั้งนี้กูตู๋ปิงหลันถึงมาเข้าร่วมการประลองกัน” บนที่นั่งผู้ตัดสินหยางซ่างเฟิงได้เอ่ยถามออกมา

            “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน การที่คุณหนูของเทียนเป่าเหมินเข้าร่วมนั้นทางนิกายเป็นผู้จัดการครั้งนี้เมืองชิงอวิ๋นมีต้นกล้าดีๆ ไม่น้อย ไม่เสียแรงที่ข้ามาด้วยตัวเอง”เมื่อเห็นผู้มีพรสวรรค์มากมายขนาดนี้ ผู้อาวุโสไป๋เหม่ยก็เผยรอยยิ้มออกมา ครั้งนี้มีผู้ฝึกวิญญาณหนึ่งคนผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุหนึ่งคน ผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุอีกสองคน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นกล้าที่โดดเด่น

            หลู่เส่าโหย่วมองไปที่เหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันหลังจากจบรอบแรก ผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็เหลือเพียงสามสิบแปดคนจากห้าสิบสองคนเท่านั้นในรอบแรกนี้มีคนตกรอบไปทั้งหมดสิบสี่คน

            ในสามสิบแปดคนที่เหลืออยู่พรสวรรค์ต่ำสุดก็อยู่ที่ระดับสูงขึ้นไป ทว่าความแข็งแกร่งนั้นไม่เหมือนกันมีทั้งสูงและต่ำ พรสวรรค์สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังแข็งแกร่ง

            “ตอนนี้เริ่มรอบที่สองได้ พวกเจ้ามองเห็นแท่นหินด้านหลังข้าหรือไม่เมื่อขึ้นไปแล้วพวกเจ้าสามารถลงมือได้ตามใจ แต่จำเอาไว้ว่าไม่ให้สังหารผู้ใดไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ แปดคนสุดท้ายที่เหลือรอดจะได้เข้าสู่รอบที่สาม ตอนนี้พวกเจ้าก็ขึ้นไปได้แล้ว”ผู้ดูแลจากนิกายอวิ๋นหยางกล่าว

            ทุกคนต่างก็สังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าที่ด้านหลังของผู้ดูแลมีแท่นหินสูงสองเมตรอยู่แท่นหินนั้นมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก ประมาณสองร้อยเมตรเท่านั้น

            ทันทีที่ผู้ดูแลกล่าวจบ ทันใดนั้นร่างหลายร่างก็กระโดดขึ้นแท่นหินไปทันทีดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจกฎของรอบที่สองแล้ว ว่ากันว่าถ้าอยากจะครอบครองตำแหน่งใกล้จุดศูนย์กลางก็ต้องรอโอกาสสุดท้ายเพราะจะมีโอกาสมากกว่า

            “ปิงหลัน ข้าขึ้นไปก่อนนะ”หยางเมี่ยวกล่าวเบาๆ แล้วร่างกายที่อ่อนเยาว์และสง่างามของนางก็กระโดดขึ้นไปบนแท่นหินทันทีในตอนที่นางกำลังจะถึงพื้น พลังลมปราณสีแดงที่ห่อหุ้มทั่วร่างของนางอยู่ก็ได้วาดผ่านเป็นเส้นโค้งเก้าสิบองศาท่ามกลางสายตาที่ร้อนแรงของผู้คน ในที่สุดนางก็ตกลงบนใจกลางของแท่นหิน

            หวังกวางจ้องมองไปที่หยางเมี่ยวท่าทางของเขาจมลงเล็กน้อย หวังกวางกระตุ้นพลังลมปราณในร่างและกระโดดขึ้นไปบนแท่นหินโดยตรงร่างของเขาเหมือนกับเกล็ดหิมะ หวังกวางล่องลอยอยู่ในอากาศราวกับไร้น้ำหนักในที่สุดก็หมุนตัวแล้วตกลงบนพื้น ในตอนที่เขาตกสู่พื้น บนแท่นหินไม่มีการสั่นไหวเลยแม้แต่น้อยทำให้เหล่าบรรดาหญิงสาวที่ดูอยู่ต่างกรีดร้องขึ้นมา

            “เส่าโหย่ว พวกเราก็ขึ้นไปเถอะ”กูตู๋ปิงหลันยิ้มเล็กน้อย นางกระตุ้นพลังลมปราณในร่างและกระโดดขึ้นไปในทันที กูตู๋ปิงหลันวาดตัวเองเป็นเส้นโค้งที่ดูสง่างามขณะที่ลอยละล่องอยู่บนอากาศ ผมยาวสลวยของนางก็ปลิวไสว กระโปรงยาวโบกสะบัดเป็นจังหวะอย่างสง่างามราวกับนางฟ้าทำให้นางได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมไม่น้อย

            แท่นหินนี้ไม่มีทางให้เดินหลู่เส่าโหย่วจึงได้แต่คิดว่าคงต้องกระโดดขึ้นไป เขากระตุ้นพลังลมปราณและกระทืบพื้นทันใดนั้นหลู่เส่าโหย่วก็กระโดดขึ้นไปบนแท่นหินในทันที

            ในเวลานั้นเอง ดวงตาของหลู่เส่าหู่ก็มีความเย็นชาปรากฏจากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นราวกับสายฟ้าแลบและพุ่งตรงไปทางหลู่เส่าโหย่วอย่างรุนแรงด้วยความจงใจ