หลังจากรับฟังเรื่องราวจากโอลิเวียแล้วแอเรียสก็เริ่มสะกดรอยไปตามทิศทางที่เคนนาร์สพึ่งเดินผ่านไป โอลิเวียดูไม่เต็มใจที่จะแยกจากแอเรียสนัก แต่สุดท้ายเมื่อเขารับปากว่าจะรีบไปรีบกลับนางก็ยอมรออยู่ที่เดิมแต่โดยดี แม้จะรู้ว่าโอลิเวียคงจะได้ยินเสียงการต่อสู้และการสังหารหมู่ที่ตระกูลสการ์เชียแต่เขาก็ไม่อยากจะพานางที่มีอายุเพียงสิบขวบไปดูภาพของการนองเลือดแบบต่อหน้าต่อตาสักเท่าใดนัก นางยังคงเด็กเกินไปสำหรับเรื่องแบบนี้
ร่องรอยของเคนนาร์สนั้นไม่ได้ถูกอำพรางเลยแม้แต่น้อย ทำให้แอเรียสติดตามมันไม่ยากนัก ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็มองเห็นที่โล่งด้านหน้า มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่พึ่งหักโค่นไปในเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดคงเป็นร่างของดาเนสที่นอนอยู่กับพื้นหญ้า แต่แอเรียสก็ไม่ได้บุ่มบ่ามเดินเข้าไปหามันโดยทันที มันน่าแปลกเป็นอย่างมากที่มีผู้ลอบเสี่ยงนำพาตัวมันออกมาจากตระกูลสการ์เชียแต่ทิ้งเอาไว้โดยไม่ใยดีเช่นนี้ บางทีนี่อาจจะเป็นกับดักก็เป็นไปได้ แต่เมื่อแอเรียสใช้พลังเวทตรวจสอบไปรอบๆเขาก็กลับไม่พบเจอใครเลยแม้แต่น้อย
“ หรือว่าพวกมันจะต้องการแค่มาเชลเลยทิ้งเจ้าตัวไร้ประโยชน์นี่เอาไว้“
แอเรียสคาดเดาออกมา และการคาดเดาของเขาก็ถูกต้องทุกประการ เคนนาร์สและพรรคพวกไม่ได้ต้องการตัวของดาเนสแต่อย่างใด จะให้แบกไปก็คงเป็นภาระเสียเปล่าๆ สุดท้ายมันก็ถูกทิ้ง
แอเรียสนำดาบยาวเล่มหนึ่งออกมา มันเป็นอาวุธที่เขาเก็บได้มาจากศพของพวกศัตรู เขาลากดาบเล่มนั้นไปกับพื้นก่อนจะค่อยๆเดินไปหาดาเนสอย่างช้าๆ สายตาของเขามองไปที่มันด้วยความอาฆาต รอยขีดของดาบปลายดาบที่ถูกลากไปกับพื้นเป็นทางยาวตามรอยเดินของแอเรียส ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่ใกล้ร่างของดาเนสที่นอนไม่ได้สติอยู่
ปั๊กกกก !!
เสียงของเท้าที่คุ้นเคยเตะไปที่ท้องของดาเนส แม้มันจะไม่รุนแรงจนถึงบาดเจ็บสาหัสแต่นั่นก็ทำให้ร่างของมันกระเด็นออกไปไกลกว่าหนึ่งเมตร ใบไม้แห้งและผงฝุ่นลอยฟุ้งตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ
“ แค๊กๆๆใครบังอาจทำกับข้าแบบนี้ !“
ดาเนสที่ถูกเตะเข้าไปอย่างจังฟื้นคืนสติมาด้วยความเจ็บปวด มันตะโกนออกมาด้วยความโกรธทันที ตั้งแต่มันเกิดมาทั้งชีวิตนี่เป็นครั้งแรกที่มันที่มันถูกปลุกด้วยฝ่าเท้าแบบนี้
“ ข้าเอง“
แอเรียสตอบคำถามของมันด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างเขามันราวกับปีศาจกระหายเลือด
“ อะ..อะ..แอเรียส อย่า..อย่า !! อย่าเข้ามา “
ใบหน้าของดาเนสที่กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ฉุนเฉียวเปลี่ยนไปในทันที ใบหน้าของมันซีดเผือกด้วยความหวาดกลัว ดวงตาของมันเบิกกว้างมองไปยังแอเรียสราวกับมองผีในเวลากลางวัน บางทีผีอาจจะน่ากลัวน้อยกลัวคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันด้วยซ้ำ ประกายดาบในมือของแอเรียสที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์ราวกับเคียวของยมทูตที่พร้อมจะบั่นคอของมันออกได้ตลอดเวลา ทั่วร่างของมันสั่นเครือด้วยความกลัว มันหันซ้ายหันขวาเตรียมที่จะตะโกนขอความช่วยเหลือแต่มันก็กลับพบเพียงผืนป่าเขียวขจีเท่านั้น ใบหน้าของมันในยามนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ ไหนเมื่อก่อนเจ้าเคยเรียกข้าว่าขยะของตระกูลยังไงล่ะ มาวันนี้ทำไมเจ้าจึงหวาดกลัวขยะเช่นข้าด้วยเล่า“
แอเรียสแสยะยิ้มอย่างเย็นชา เขาลูบไปที่ใบดาบในมืออย่างช้าๆพรางมองไปยังใบหน้าของดาเนสที่กำลังหวาดกลัวนั้นด้วยความแค้น
“ ข้าไม่ได้ตั้งใจแอเรียส!! ข้าไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยข้าไปเถอะนะ !! ได้โปรดข้าขอร้อง ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นพี่น้องกัน เห็นแก่สายเลือดของพวกเราสักครั้งเถอะนะ ! ใช่สิ ท่านปู่อยู่ไหนไปเรียกท่านปู่มาคุยหน่อยสิ ข้ายอมถูกจับขังไปตลอดก็ได้ “
ดาเนสพล่ามคำพูดต่างๆออกมาด้วยความหวาดกลัว มันไม่คิดเลยว่าในชีวิตนี้มันจะต้องเอ่ยคำขอโทษให้กับคนที่มันเคยเหยียบย่ำมาตลอดชีวิต คนที่มันเคยคิดว่าเป็นแค่เศษขยะ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นคนที่มันไม่อาจจะแหงนมอง มันพยายามพูดทุกอย่างออกมาเพื่อให้มันมีชีวิตรอด
ฉึกกก !!
คมดาบปักลงไปยังพื้นดินจากแรงเหวี่ยงของแอเรียส มันห่างจากหว่างขาของดาเนสไปเพียงไม่ถึงคืบเท่านั้น มันกรี๊ดร้องออกมาด้วยความกลัวราวกับสตรี แต่เมื่อมันค่อยๆลืมตาดูมันก็รู้ว่าดาบนั้นไม่ได้ปักลงที่ร่างของมัน
“ ขอบคุณแอเรียส ข้าจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้เลย ข้า… “
“ ขอบคุณทำไม !! ใครบอกว่าข้าจะปล่อยเจ้า? “
ดาเนสที่กำลังดีใจได้เพียงไม่ถึงห้าวินาทีสีหน้าของมันก็ต้องกลับมาเศร้าสลดอีกครั้งเมื่อเสียงมัจจุราชกลับดับความหวังของมันจนสิ้น
“ เจ้าอยากให้ข้าไว้ชีวิตเจ้าใช่หรือไม่? “
แอเรียสยกยิ้มขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเลือดเย็นราวกับปีศาจ
“ อยากสิ เจ้าจะปล่อยข้าไปใช่หรือไม่ “
ดาเนสที่กำลังตกอยู่ในบ่อน้ำ เมื่อมีคนโยนเชือกให้มันเกาะขึ้นมา แม้เชือกนั้นจะเต็มไปด้วยหนามแหลมคมมันก็จำต้องคว้าเอาไว้ แม้มันจะมองเห็นรอยยิ้มอันไม่น่าไว้ใจบนใบหน้าของแอเรียสแต่เมื่อมีหนทางรอดชีวิตมันก็จะรีบคว้าเอาไว้
“ เจ้าจำเมื่อสองสามปีก่อนได้หรือไม่? ในตอนนั้นพวกเจ้าสองพี่น้องเริ่มเข้าสู่วิถีของนักเวท ส่วนข้าก็เริ่มกลายเป็นกาฝากของตระกูลอย่างสมบูรณ์แบบ ตอนนั้นมีเกมชนิดหนึ่งที่พวกเจ้าสองคนพี่น้องอุตส่าห์คิดค้นขึ้นมาเพื่อข้าโดยเฉพาะ พวกเจ้าให้ข้าถือไม้ท่อนหนึ่งเอาไว้ในมือ หากข้าฟาดโดนพวกเจ้าครบสิบครั้งพวกเจ้าก็จะปล่อยข้าไป แต่หากข้าฟาดไม่โดนข้าก็ถูกพวกเจ้าสองคนพี่น้องทุบตีราวกับกระทรอบทราย ข้ายังจำเกมนั้นได้ดีเลยล่ะ มันสนุกมากเลยเจ้าว่าไหมล่ะดาเนส “
แอเรียสอธิบายออกมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่สำหรับดาเนสมันเป็นรอยยิ้มของปีศาจชัดๆ ยิ่งพูดถึงเรื่องราวนั้นเท่าไหร่จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของแอเรียสก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธแค้นในใจของเขามันรอวันที่จะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ มือของแอเรียสกำแน่นด้วยโทสะที่พยายามจะสะกดข่มเอาไว้
“ หรือว่าเจ้าจะให้ข้าเล่นเกมนั้น.. “
ดูเหมือนเมื่อความตายใกล้มาถึงสมองของดาเนสจะทำงานได้ดีมากขึ้น มันมองไปที่ดาบที่ปักอยู่อย่างเข้าใจในความหมายที่แอเรียสต้องการจะสื่อ แต่เมื่อคิดถึงระดับพลังของมันและแอเรียสแล้วมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง โจมตีโดนสิบครั้งนั่นนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
“ ฉลาดขึ้นเยอะนี่ดาเนส ไม่เสียแรงที่ไปคลุกคลีกับพวกดาร์คเอลฟ์ซะนาน แต่ข้าจะใจดีกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย และข้าจะเปลี่ยนกติกาเล็กน้อย หากเจ้าใช้ดาบที่ปักอยู่บนพื้นโจมตีข้าโดนเพียงครั้งเดียวข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่หากโจมตีไม่โดนเจ้าคงรู้ดีว่าจุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไร “
“ เพียงครั้งเดียว ? เจ้าพูดจริงใช่หรือไม่“
ดวงตาของแอเรียสเริ่มมีประกายความหวังขึ้นมา มันมองไปยังดาบธรรมดาเล่มนั้นราวกับเป็นอาวุธวิเศษที่พระเจ้าประทานมาจากฟากฟ้า ในที่สุดชีวิตมันก็มีโอกาสรอดแล้ว
“ แน่นอนว่าข้าพูดจริง“
ฟึบบบ !!
ทันทีที่แอเรียสพูดจบดาเนสก็คว้าด้ามดาบฟันไปยังร่างของแอเรียสโดยไม่มีการบอกกล่าวใดๆ แต่มันก็ต้องผิดหวังเมื่อดาบนั้นไม่แม้แต่จะโจมตีโดนชายเสื้อของแอเรียสด้วยซ้ำไป
“ นิสัยของหมาลอบกัดแบบเจ้านี่ไม่มีวันเปลี่ยนได้จริงๆ“
แอเรียสแสยะยิ้มมองไปยังดาเนสที่กำลังถือดาบพุ่งเข้ามาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูถูก
คมดาบในมือของดาเนสกระหน่ำฟันแอเรียสด้วยความบ้าคลั่ง มันตะโกนก้องออกมาทั่วผืนป่ายามเมื่อฟาดฟันราวกับต้องการจะปลุกพลังใจของมันออกมา แสงสีเขียวจางๆที่ปกคลุมร่างของมันเป็นพลังของเวทวายุที่ช่วยให้การโจมตีของมันรวดเร็วมากขึ้น แต่ในสายตาของแอเรียสแล้วการโจมตีของมันไม่ต่างอะไรกับเด็กพึ่งฝึกหัดพลังเวท ไม่ว่าจะโจมตีมาสักเท่าใด ใช้ทักษะเวทจนพลังเกือบจะเหือดแห้งแต่ดาเนสก็กลับโจมตีโดนแค่ความว่างเปล่า มันไม่อาจจะตามความเร็วของแอเรียสทันเลยแม้แต่น้อย
“ หมดเวลาของเจ้าแล้วล่ะดาเนส“
ราวกับพญามัจจุราชกำลังกระซิบบอกว่าหมดเวลาของชีวิต แอเรียสคว้าข้อมือของดาเนสเอาไว้ก่อนจะหักข้อมือของมันด้วยพละกำลัง มือข้างที่ถือดาบเข้าฟาดฟันถูกหักออกด้วยพละกำลังที่มันไม่อาจต้าน เสียงกระดูกข้อมือที่ถูกหักดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของดาเนส แอเรียสใช้ดาบที่อยู่ในมือของดาเนสแทงเข้าไปในร่างของมันเอง คมดาบอันแหลมคมกรีดเฉือนเข้าไปในเนื้อของมัน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทุกโสตประสาทในร่าง มันช่างเป็นความเจ็บปวดอันยากจะทานทนยามที่คมดาบทะลุหัวใจ โลหิตทะลักออกมาจากบาดแผลอย่างไม่อาจจะหยุดได้ เสียงกรีดร้องของมันดังไปทั่วผืนป่า แม้พยายามจะดิ้นให้หลุดจากดาบเล่มนั้นแต่ร่างกายของมันกลับไม่เชื่อฟังสมองอีกต่อไป ขาแขนของมันเริ่มอ่อนแรง ร่างของมันล้มลงไปที่พื้นทั้งๆที่ยังมีดาบปักอยู่บนทรวงอก ภาพสุดท้ายที่มันมองเห็นคือเด็กหนุ่มที่มันตราหน้าเอาไว้ว่าคือขยะที่ควรจะกำจัดทิ้งจากตระกูล แต่บัดนี้ผู้ที่ถูกกำจัดกลับกลายเป็นมันเสียเอง
แอเรียสหันสายตาไปมองร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา เขามองร่างของดาเนสที่กระตุกเล็กน้อยก่อนตายโดยไม่มีความเห็นใจใดๆอยู่ในแววตาเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เขาเกิดใหม่ในร่างนี้มันคือศัตรูที่เขาให้สัตย์สาบานไว้กับตัวเองว่าจะต้องสังหารมันให้ได้ เขากับมันมีชะตาที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันมาแต่แรกแล้ว หากมีโอกาสเขาก็อยากจะส่งพี่ชายของมันให้ตามไปอยู่กับมันที่ยมโลกอีกสักคน