อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 100 วิทยาศาสตร์

            “แล้วตกลงแรงโน้มถ่วงมันคืออะไรครับอาจารย์”

            โทมัสถามด้วยความสงสัย

            “แรงโน้มถ่วงก็คือ 1 ใน 4 แรงพื้นฐานที่มีอยู่ในธรรมชาติครับ”

            “4 แล้วพื้นฐานที่มีอยู่ในธรรมชาติ?” โทมัสงุนงงยิ่งกว่าเดิม เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

            “ตอนนี้สิ่งที่คุณควรสนใจยังไม่ใช่เรื่องพวกนี้ครับแต่เป็นการจำเลขอารบิกพวกนี้จดจำ สัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งหมดและคุ้นชินกับการใช้มันให้ได้ก่อน”

            โทมัสมองเลขอารบิกที่เขาจดก่อนจะถามว่า

            “แล้วเลขพวกนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับแรงโน้มถ่วงที่ว่าด้วยหรือเปล่าครับ”

            เออร์วินเล่นเหรียญทองในมือพลางตอบว่า

            “ศาสตร์ที่ผมจะสอนให้คุณนั้นไม่ใช่วิชาเล่นแร่แปรธาตุที่พวกพ่อมดพวกแม่มดศึกษากัน มันเป็นวิชาที่มีความละเอียดลึกซึ้งและมีความเป็นเหตุเป็นผลเป็นอย่างมากครับ มันใช้อธิบายได้เกือบทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติและในจักรวาล”

            โทมัสยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่ามันดูเหลือเชื่อและเวอร์วังจึงเริ่มสงสัยในศาสตร์ที่เด็กคนนี้บอกจึงถามไปว่า

            “แล้วศาสตร์ที่คุณพูดนั้นมีชื่อเรียกไหมครับ”

            เออร์วินพยักหน้าตอบว่า

            “มีครับมันเรียกว่าวิทยาศาสตร์”

            “วิทยาศาสตร์?” โทมัสทวนชื่อที่ฟังไม่คุ้นหู

            เออณืวินพยักหน้าก่อนจะอธิบายว่า

            “วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้อธิบายทุกสิ่งอย่างโดยเหตุและผลนั้น โดยหลักๆ แล้วจะแบ่งเป็นหลายสาย แต่พื้นฐานแล้วก็จะมีอยู่ 3 อย่างคือ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ฟิสิกส์จะศึกษาเกี่ยวกับสสารพลังงานและการเคลื่อนที่ เคมีจะศึกษาเกี่ยวกับส่วนประกอบโครงสร้าง การกระจายตัวและ ปฏิกิริยาของสสาร ส่วนชีววิทยานั้นก็ศึกษาเกี่ยวกับพวกสิ่งมีชีวิตการเจริญเติบโตหรือการวิวัฒนาการ นอกจาก 3 สายนี้ก็มีโลกศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพวกธรณีสภาพอากาศหรืออะไรพวกนี้ หรือจะดาราศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าความเป็นไปในจักรวาลการเกิดขึ้นของดวงดาวหรือแม้แต่โลกที่เราอยู่นี้”

            โทมัสอึ้งจนพูดไม่ออกเพราะเขาไม่เคยได้ยินว่าในโลกนี้จะมีศาสตร์หรือวิชาอะไรแบบนี้มาก่อน มันดูเลื่อนลอยและจับต้องไม่ได้ ยิ่งกว่าวิชาเล่นแร่แปรธาตุของพวกพ่อมดแม่มดเสียอีก เออร์วินที่เห็นเขาไม่เชื่อจึงพูดว่า

            “ธาตุตามหลักของเวทมนตร์เริ่มจากสองธาตุคือแสงและมืดที่ถูกเรียกว่าปฐมธาตุใช่ไหมครับ ถ้าเป็นวิชาเล่นแร่แปรธาตุของพวกแม่มดนั้น ก็คงเป็นห้าธาตุดินน้ำไฟไม้และทอง แต่ถ้าคุณคิดจะศึกษา วิทยาศาสตร์คุณต้องลืมธาตุเหล่านี้ออกไปจากหัวให้หมด เพราะธาตุทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่อะไรแบบนี้เลยครับ”

            โทมัสทำหน้างงยิ่งกว่าเดิมเออร์วินหันมามองเขาพร้อมกับชูเหรียญทองในมือให้เขาเห็นก่อนจะถามว่า

            “คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมทองถือเป็นทองแล้วทองนี้ต่างกับโลหะตัวอื่นยังไง”

            โทมัสอึ้งไปเพราะไม่นึกว่าเขาจะเปลี่ยนเรื่องแต่ก็ยังตอบว่า

            “เพราะว่ามันมันสวยงามและเก็บไว้ได้นานไม่สึกหรอ”

            เออร์วินพยักหน้าชมก่อนจะถามอีกว่า

             “แล้วคุณรู้ไหมครับว่าทำไมทองถึงมีคุณสมบัตินี้”

            โทมัสนิ่งไปทันทีถามในใจว่า

            ‘นั่นสิ ทำไมทองถึงไม่มีคุณสมบัตินี้ทำไมโลหะชนิดอื่นถึงไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้’ ด้วยความที่เป็นคนมักชอบตั้งคำถามและชอบศึกษาค้นคว้า เรื่องคุณสมบัติของทองนั้นเขาเองก็รู้ แต่กลับไม่เคยเอะใจว่าทำไมคุณสมบัติเช่นนี้ ขณะที่เขากำลังสงสัยเออร์วินก็ตอบว่า

            “สำหรับคำถามนี้วิทยาศาสตร์มีคำตอบแต่ก่อนหน้านั้น’ เออร์วิน ชี้ไปที่สมุดออมแล้วบอกว่า “ตอนนี้สิ่งที่คุณควรทำคือจำเลขอารบิกและคุ้นชินกับมันให้ได้ครับ”

            โทมัสเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถามว่า

            “คุณไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนครับใครเป็นคนสอนให้คุณ”

            ภาพความทรงจำเมื่อชาติที่แล้วผุดขึ้นในหัวของเออร์วิน สมัยที่เขายังอยู่ในศูนย์วิจัยอัลฟ่า-9  ทุกๆ วันที่ผ่านไปเหมือนกับขุมนรก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับเขาล้วนถูกแปลออกมาเป็นตัวเลข แล้วคนพวกนั้นก็สนแค่ตัวเลขที่อยู่บนจอเท่านั้น สารเคมีมากมายถูกฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้สมองของเขามีการพัฒนาเต็มที่ ความรู้มากมายถูกยัดเข้าไปในหัวโดยที่เขาไม่ต้องการ

            โทมัสเห็นว่าเออร์วินอยู่ๆ ก็เงียบไปก่อนจะพูดออกมาในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจว่า

            “จากขุมนรกส่วนคนที่สอนนั้นก็เป็นสัตว์ประเสริฐที่เรียกว่ามนุษย์”

            เรเวนทุ่มลูซี่ลงกับพื้นเข่าลงแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้เธอคุ้นชินการหายใจเข้าออกช้าๆ และลึกๆ เวลาที่เหนื่อยแทนหายใจหอบทางปาก ซึ่งเธอพบว่ามันดีกว่ากว่ามาก เรเวนเลือกมองไปทางเออร์วินที่นั่งพิงประตูบ้านของเจคอยู่ พบว่าตอนนี้เออร์วินไม่ได้มีรอยยิ้มบนใบหน้าเหมือนทุกที ซึ่งเธอพบว่าบางครั้งเออร์วินจะมีท่าทีเช่นนี้เมื่อตอนที่มีคนถามถึงอดีตบางอย่างของเขา เช่นเดี๋ยวกับตอนที่เรเชลถามเรื่องที่เขาชอบทานกาแฟ เกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เธอถามเรื่องว่าฝึกวิชาการใช้ดาบและเรเปียร์จากที่ไหน

            เธอไม่รู้ว่าอะไรถึงทำให้เขามีท่าทีเช่นนี้เพราะบางครั้งเธอก็รู้สึกว่าเออร์วินมีอดีตอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดแต่ไม่ยอมบอกให้เธอรู้ และบางครั้งเขาก็ใช้รอยยิ้มปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดนั้น และนั่นทำให้เธอยิ่งสงสัยว่าอะไรถึงทำให้เด็กอายุแค่ 10 ขวบถึงมีท่าทีเช่นนี้ได้เพราะมันไม่สมวัยเป็นอย่างมาก

            “คนเรเวนคะ” เสียงเรียกของลูซี่ดังขึ้นเรเวนหันไปมองเธอแล้วถามว่า

            “ฮะ? อะไรมีอะไรหรอ”

            “ตาฉันเป็นฝ่ายทุ่มแล้วค่ะ”

            เรเวนนึกขึ้นได้ทันทีว่าขณะนี้กำลังฝึกทุ่มอยู่กับลูซี่โดยผลัดกันทุ่ม ยิ่งฝึกทุ่มมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในพละกำลังของลูซี่และการเรียนรู้ที่รวดเร็วของเธอ

            ‘สมก็เป็นเผ่ามารหูสัตว์’ เรเวนคิดในใจ เพราะตั้งแต่เริ่มฝึกมานั้นลูซี่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ที่รวดเร็วของเธอ ในขณะที่เรเวนต้องใช้เวลาพักหนึ่งจะเข้าใจในสิ่งที่เออร์วินบอกว่าควรทำยังไงจับตรงไหนหรือถ่ายน้ำหนักยังไง ซึ่งเธอทำผิดพลาดบ่อยมากในตอนแรกๆ

            เออร์วินมองการฝึกทุ่มของทุกคนแล้วพูดกับโทมัสว่า

            “หากคุณอยากเข้าใจในเรื่องเหล่านี้สิ่งแรกที่คุณควรจะต้องทำในตอนนี้คือจำเลขอารบิกพวกนี้แล้วใช้มันให้ชิน เพราะมันจะเพราะมันจะง่ายเวลาคุณใช้มันกับวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นฐานเกือบทุกอย่างที่คุณจะไม่มีวันหนีมันพ้นหากคุณสนใจในวิทยาศาสตร์จริงๆ”

            “หนีไม่พ้นงั้นหรอครับ”

            เออร์วินหันมายิ้มให้เขาพร้อมกับบอกว่า

            “ใช่ครับคุณจะไม่มีวันหนีมันพ้นเลยโดยเฉพาะกับฟิสิกส์ที่คำนวณได้เกือบทุกอย่าง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ล้วนสามารถใช้คณิตศาสตร์คำนวณมันได้ ความจริงจะใช้ระบบตัวเลขของทวีปอาร์เคนัสก็ได้อยู่หรอครับ แต่ยิ่งคุณศึกษาคณิตศาสตร์เยอะเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งพบว่าหากใช้ตัวเลขของทวีปอาร์เคนัสมันก็จะไม่สะดวกเป็นอย่างมาก”

            โทมัสมองตัวเลขอารบิกบนสมุดอีกครั้งด้วยสติปัญญาของเขาตอนนี้สามารถจำเลข 0-9 ได้หมดแล้ว และกำลังฝึกใช้ตัวเลขเหล่านั้นทำการบวกลบคูณหารอยู่ แม้ว่าตอนแรกจะยังไม่คุ้นอยู่บ้าง แต่เมื่อเริ่มทำไปเรื่อยๆ เขาก็พบถึงความมหัศจรรย์ของเลขอารบิกว่ามันช่างสะดวกและเข้าใจง่ายอย่างเหลือเชื่อ

             

            ที่ปราสาทพระราชวัง

            เหล่าสาวใช้ก็กำลังทำงานตามหน้าที่ของตนอยู่ดังเช่นทุกวัน วันนี้โซอี้ไม่ได้อยู่ในห้องสมุดแต่เธอนั่งริมหน้าต่างพร้อมกับใช้แขนข้างเดียวที่มีอยู่ทำความสะอาดหน้าต่างไปด้วย ข้างๆ เธอมีสาวใช้ที่ชื่อว่าเบธที่ดูจะห่อเหี่ยวไม่น้อยเพราะว่าเดซี่ไม่ได้อยู่ด้วย

            วันนี้เป็นวันที่สองที่โซอี้ไม่ได้อยู่กับเดซี่ เพราะว่าเดซี่นั้นถูกเออร์วินลากไปฝึกทำให้โซอี้ต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเออร์วินก็ไม่ได้ทิ้งเธอแต่ฝากให้เหล่าสาวใช้ทุกคนช่วยดูแลเธอ เขาคอยสังเกตเธออยู่เสมอพบว่าช่วงนี้อาการ PTSD ที่มักจะระแวงตื่นกลางดึกของเธอช่วงนี้ไม่ค่อยมีแล้วแต่เขาก็ยังไม่วางใจ จึงแนะนำให้เธอทำความรู้จักและสนิทสนมกับสาวใช้คนอื่นๆ เดิมทีโซอี้อยากจะอ่านหนังสือเพราะนี่คือสิ่งเดียวที่เธอทำได้และคิดว่ามันอาจจะเป็นพลังให้กับเขาในอนาคต แต่เออร์วินยืนการว่าอยากให้เธอผ่อนคลายบ้างโดยบอกให้เธอลองไปทำงานสาวใช้และลองพบปะพูดคุยกับสาวใช้คนอื่นดู

            “โซอี้เช็ดแค่ข้างล่างก็พอนะตรงข้างบนเดี๋ยวพวกฉันเช็ดกันเอง”

            สาวใช้คนหนึ่งพูดขึ้นโซอี้หันมาพูดกับสาวใช้คนนั้นพร้อมกับรอยยิ้ม

            “ค่ะทราบแล้วค่ะ” ก่อนจะหันกลับไปเช็ดหน้าต่างต่อ

            เหล่าสาวใช้เองก็ดูจะเป็นมิตรกับโซอี้ดี เดิมทีพวกเธอนั้นไม่ค่อยคุ้นเคยกับโซอี้เท่าไหร่นักเพราะปกติโซอี้มักจะอยู่กับเดซี่เป็นหลักหรือไม่ก็อยู่ในห้องสมุดไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คน แต่เพราะเออร์วินได้ขอให้พวกสาวใช้ช่วยดูแลโซอี้พร้อมทั้งบอกมาเธอนั้นเจอเรื่องร้ายๆ มา ทำให้พวกสาวใช้รู้สึกสงสารโซอี้เป็นอย่างมากและพยายามที่จะเป็นมิตรกับเธอ

            ขณะที่โซอี้เช็ดหน้าต่างอยู่นั้นก็สังเกตไปที่เบธ ซึ่งในบรรดาสาวใช้หลายคนเบธเป็นหนึ่งในคนที่เธอรู้จักเพียงแค่ไม่กี่คน เพราะเบธเป็นหนึ่งในคนที่มักจะมาพูดคุยกับโซอี้อยู่เสมอ เธอพบว่าเบธนั้นดูไม่ค่อยร่าเริง

            “คุณเบธค่ะเป็นอะไรหรือเปล่าคะทำไมวันนี้ดูไม่ค่อยร่าเริงเลย”

            โซอี้ถามด้วยความเป็นห่วงสาวใช้คนหนึ่งที่กำลังปัดฝุ่นเป็นแจกันพูดว่า

            “จะอะไรซะอีกล่ะก็วันนี้ไม่ได้น้วยเดซี่น่ะสิ”

            “เอ๊ะ?” โซอี้งุนงงไม่เข้าใจ ได้ยินเสียงเบธพูดเหมือนคนละเมอว่า

            “อยากน้วยเดซี่ อยากนัวเนียเดซี่  อยากกอดเดซี่”

            โซอี้ชะงักค้างไม่เข้าใจว่าเบธพูดอะไร สาวใช้อีกคนก็พูดว่า

            “สมน้ำหน้าอยากเก็บเดซี่ไว้คนเดียวดีนักเมื่อวานก็ไม่ได้น้วยเดซี่”

            เบสหันมาเถียงว่า

            “ฉันไม่ได้ตั้งใจเก็บซะหน่อยใส่ร้ายกันชัดๆ ก็ฉันได้รับมอบหมายให้สอนหนังสือเธอนี่ ฉันก็ต้องอยู่ใกล้ชิดดูแลเธอเป็นพิเศษสิ”

            สาวใช้อีกคนก็พูดว่า

            “เอาน่าเอาน่าเดี๋ยวตอนเย็นทั้งลิลลี่แล้วเดซี่ก็จะมาที่ห้องสันทนาการเองแหละ ถึงตอนนั้นทั้งลิลลี่แนะเดลี่ก็จะเป็นของพวกเราทุกคน”

            ห้องสันทนาการที่เป็นห้องที่เออร์วินได้ให้สร้างและให้เป็นห้องที่ เหล่าคนงานทั้งชายและหญิงมาพักผ่อนกัน เป็นห้องที่มีเกมให้เล่นมากมายซึ่งเป็นเกมส์ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นห้องที่พวกเขาล้วนชอบกันมาก เป็นเสมือนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

            สาวใช้คนหนึ่งพูดอย่างเหนื่อยอ่อนว่า

            “แต่ว่านะลิลลี่มักชอบอยู่กับพวกผู้ชายมากกว่าน่ะสิ”

            สาวใช้หลายคนพากันถอนหายใจออกมาสาวใช้คนหนึ่งก็พูดว่า

            “ไม่เห็นเป็นไรเลยลิลลี่และเดซี่น่ะเป็นของพวกเราทุกคนน่ะต้องแบ่งๆ กันไปสิ”

            โซอี้งุนงงไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิมเธอไม่รู้ว่าพวกพวกเธอคุยกันเรื่องอะไรเพราะรู้สึกตามไม่ทัน แม้ว่าปกติเธอจะเห็นเบธแสดงความเอ็นดูเดซี่เป็นอย่างมากแต่เธอไม่นึกเลยว่าสาวใช้คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน

            ขณะที่เหล่าสาวใช้กำลังทำงานกันอยู่นั้นก็มีคนสองคนปรากฏขึ้นที่สุดทางเดิน ทั้ง 2 คนนั้นเดินมาทางสาวใช้อย่างช้าช้า สาวใช้คนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นก่อนจะรีบหันไปพร้อมๆ กับทำความเคารพ สาวใช้คนอื่นๆ ก็รีบหันตามแล้วพากันทำความเคารพ โซอี้หันไปพบว่าคนที่เดินมานั้น เป็นเด็กหนึ่งคนและหญิงสาวหนึ่งคนเด็กคนนั้นมีผมสีน้ำตาลนัยน์ตาสีแดงเพลิงเช่นเดียวกับของเออร์วิน โซอี้จำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือเจ้าหญิงเรเชลน้องสาวต่างมารดา ของเออร์วิน เธอจะทำความเคารพเหมือนสาวใช้คนอื่นๆ แต่เรเชลที่หันมาเห็นเธอเข้าก็รีบเดินเข้ามาถามว่า

            “เธอน่ะคือโซอี้สินะ”

            “คะ?” โซอี้ทำตัวไม่ถูกไม่นึกว่าเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งจะเข้ามาถามเธอแบบนี้ แต่ก็ยังตอบไปตามตรงว่า “ค่ะหม่อมฉันคือโซอี้ค่ะ” ก่อนจะพยายามถอนสายบัวด้วยขาข้างเดียว แต่เรเชลห้ามเอาไว้แล้วพูดกับเธอด้วยรอยยิ้มว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกเธอไม่ต้องทำความเคารพก็ได้”

            “คะ?”

            “ฉันได้ยินเดซี่พูดถึงเธออยู่ว่าเธอเองก็เป็นสาวใช้ส่วนตัวของท่านพี่สินะ”

             โซอี้พยักหน้า

            “ใช่แล้วเพคะ”

            เรเชลยิ้มให้เธอพร้อมกับใช้มือน้อยๆของเธอ หยิบมือของโซอี้ขึ้นมากุมด้วยสองมือน้อยๆ แนะนำตัวว่า

            “ฉันชื่อเรเชลน้องสาวต่างมารดาของ จากนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

            โซอี้ยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่รู้สึกลนลานจนทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี เรเชลก็กล่าวว่า

            “งั้นฉันไปก่อนนะไว้เจอกันวันหลัง”

            พูดจบเรเชลก็เดินจากไปพร้อมกับแม็กกี้ แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวตรง บริเวณค่ายทหารกลับมีสายฟ้าปรากฏขึ้นพบกับเสียงดังลั่น จนโซอี้สะดุ้งด้วยความตกใจ ในขณะที่สาวใช้คนอื่นๆ ดูจะชินชากับเรื่องแบบนี้แล้ว ในขณะที่เรเชลนั้นมองสายฟ้านั้นด้วยสายตาที่เย็นชาต่างจากที่ใช้มองโซอี้เมื่อสักครู่ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับแม็กกี้

            โซอี้มองไล่หลังเรเชลที่เดินจากไปก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก สาวใช้คนหนึ่งก็ยิ้มให้เธอพร้อมกับพูดว่า

            “เจ้าหญิงเรเชลใจดีใช่ไหมล่ะ”

            โซอี้พยักหน้า

            “ค่ะเจ้าหญิงท่านทรงใจดีอย่างไม่น่าเชื่อ”

            สาวใช้อีกคนหนึ่งก็พูดว่า

            “ใช่ไหมล่ะเจ้าหญิงนะใจดีมากเลยผิดกับเจ้าหญิงลิลิธเลยที่มักเย็นชาอยู่เสมอ”

            สาวใช้อีกคนก็ทำตื่นกลัวยื่นนิ้วแตะที่ปากพร้อมกับร้องว่าชู่ ก่อนจะเอ็ดเพื่อนของตนว่า

            “เบาหน่อยสิเดี๋ยวก็โดนดีหรอกจำวันก่อนไม่ได้รึไง ที่เจ้าชายออร์วิน ที่เจ้าหญิงนิดๆ มักจะทรงเอ็นดูรักใคร่อยู่เสมอ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนให้เจ้าหญิงทรงโกรธเข้าจนโดนเล่นงานจนร้องลั่นปราสาท”

            เหล่าสาวใช้ที่นึกถึงเหตุการณ์นั้นต่างก็พากันขนลุกออกมา ในฐานะที่โซอี้นึกถึงเหตุการณ์นั้นในฐานะคนที่อยู่ห้องข้างๆ แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงนึกถึงรอยยิ้มสะใจแถมมีความสุขของเรเวนหลังจากที่ได้ยินเสียงร้องของเออร์วิน

            สาวใช้อีกคนก็พูดขึ้นว่า

            “แต่เจ้าหญิงเลเช่น ท่านก็ทรงเป็นคนใจดีจริงๆนะ เรียกได้ว่าสมกับเป็นน้องสาวของเจ้าชายเออร์วินจริงๆ”

            เหล่าสาวใช้ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ในขณะที่โซอี้นั้นเธอกลับนึกถึงเสียงที่เธอได้ยินในวันนั้น มันเป็นเสียงที่เออร์วินร้องโอ๊ยออกมาไม่หยุดเพราะโดนทั้งพี่สาวและน้องสาวรุมอัด

             

            แม็กกี้ทีเด็ดตามหลังเรเชลพูดขึ้นว่า

            “เจ้าหญิงท่านทรงใจดีมากเลยเพคะ”

            เรเชลไม่พูดอะไรเพียงแต่ว่าในใจเธอนั้นกำลังนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ สาเหตุที่เธอนั้น แสดงความใจดีและแสดงความอ่อนโยนให้กับเหล่าสาวใช้ เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ชายของเธอนั้น เป็นคนที่ไม่ค่อยถือตัว และไม่ชอบวางอำนาจกับพวกเหล่าคนงานหรือพวกคนใช้ทั้งหลาย ทั้งยังทำให้คนพวกนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น เธอจึงคิดได้ว่าถ้าเธอสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคนเหล่านี้ได้เห็น ก็มีความเป็นไปได้สูงกว่าพวกเขาเธอกับพี่ชายเธอแต่เรื่องดีๆ เนื่องจากทำให้พี่ชายเธอ มองว่า เธอเป็นคนที่ใจดีและอ่อนโยนแม้กระทั่งตอนอยู่ลับหลังพี่ชาย เมื่อไม่นานมานี้เธอได้เจอกระบอกเสียงของเธอที่ชื่อว่าเดซี่ และวันนี้ก็จะได้เจอกระบอกเสียงอีกอันที่ชื่อว่าโซอี้

            แม้ว่าตอนแรกเธอจะเหมือนกับลิลิธที่ไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าพี่ชายได้ตัดสินใจมีสาวใช้ส่วนตัว แต่เมื่อเธอได้ลองคิดดูอีกทีนี่ก็เป็นนับเป็นเรื่องดี เพราะว่านอกจากใช้เป็นกระบอกเสียงพูดถึงความใจดีและความอ่อนโยนของเธอให้พี่ชายเธอฟังแล้ว ถ้าเธอสามารถตีสนิทกับคนเหล่านี้ได้ อาจจะยังสามารถใช้พวกเธอเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องพี่ชายเธอได้ด้วย

            “ท่านพี่ต้องเป็นของฉัน” เรเชลพึมพำออกมาเบาๆ โดยไม่มีใครได้ยินแม้แต่แม็กกี้ที่เดินอยู่ด้านหลังเธอ

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน