13
-งานที่ผมต้องทำ-
ชั้นนี้ดูเงียบเชียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ประตูบานใหญ่ปรากฏขึ้นในสายตาหลายบน บางห้องมีชายในชุดสูทสีดำท่าทางเอาเื่ยืนอยู่สองสามคน ข้างห้องมีป้ายระบุเลขที่ของห้องเอาไว้ ดูเหมือนจะเป็พื้นที่สำหรับประชุมหรือพูดคุยงาน
ผมเดินเข้าไปเกือบริมสุดทางเดิน ซึ่งไม่มีใครยืนอยู่หน้าห้องเลยทำให้รู้สึกลังเลว่าจะเปิดดีมั้ย แว่วเสียงคนด้านในก็จริง แต่ถ้าผมเข้าไปตอนนี้จะเป็การขัดจังหวะหรือเปล่านะ
ทันใดนั้นเองเสียงมือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง
‘เข้ามาสิ ฉันรู้ว่านายอยู่ด้านนอก’
ผมเพิ่งรู้ว่าเ้านายใหม่ของผมมีกระแสจิตที่แม่นยำมากเลยครับ
ผมสูดหายใจลึก พยายามทำตัวให้ปกติมากที่สุด แล้วกลั้นใจเปิดประตูเข้าไปด้านใน
ในห้องเป็โต๊ะประชุมยาวพอๆกับโต๊ะทานข้าวที่บ้านของเกวน แต่ตอนนี้มีแต่คนในชุดทำงานนั่งกันเต็มไปหมด แถมยังจ้องมาทางผมด้วยแววตาเหมือนจะแทงทะลุไปด้านหลัง
น่ากลัวมากครับ...
ผมค่อยๆเดินจนแทบจะเรียกว่าย่อง เลียบๆเคียงๆผ่านคนที่นั่งมองเป็ตาเดียวกัน เพื่อไปหาคนที่ยืนพูดอยู่หัวโต๊ะ ท่าทางของคนในห้องดูกดดันและสงสัยจนผมอึดอัดใจ
เมื่อไปถึงตัวเ้านายผมก็รีบส่งเอกสารที่ว่าให้แล้วทำท่าจะเผ่นออกจากห้อง แต่เกวนกลับคว้าแขนของผมเอาไว้ ทั้งที่มือยังเปิดดูเอกสารอยู่ ก่อนขยับตัวลุกขึ้นประจันหน้ากับทุกคน
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วยครับสำหรับความสะเพร่าครั้งนี้” ชายหนุ่มชิงพูดขึ้นก่อนเพื่อไขข้อสงสัยของทุกคนในห้อง ก่อนที่จะมีใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า
“เดี๋ยวก่อน นั่นน่ะเหรอสัตว์ดัดแปลงที่หลายคนพูดกัน”
เท่านั้นเองทุกคนก็ยิ่งจ้องผมหนักขึ้นจนผมต้องก้มหน้า รู้สึกเหมือนกำลังถูกจับประจานในที่สาธารณะแปลกๆ
“ถ้าจะพูดให้ถูกเขาก็เป็มนุษย์ดัดแปลง” เกวนตอบ เรียกเสียงซุบซิบให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ตกลงว่าจะถอนตัวออกมาจริงๆสินะคุณเกวน”
“ผมไม่ได้ถอนตัว แค่ทำทุกอย่างให้มันถูกต้อง” เกวนมองอีกฝ่ายตรงๆ ด้วยแววตาราบเรียบ “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแิพวกนั้นเสียใหม่”
“ถ้ามีกระแสต่อต้านเกิดขึ้นล่ะ คุณจะรับผิดชอบได้มั้ย?” ชายคนเดิมพูดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเป็ผู้ชายท่าทางมีอายุพอตัว จะว่าไปหลายคนในห้องดูจะเป็คนเก่าคนแก่ของที่นี่ เทียบกันแล้วเกวนน่าจะดูอายุน้อยที่สุดเลยด้วยซ้ำ
“นั่นมันเป็สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าคุณไม่พร้อมสำหรับงานนี้ ผมคงต้องหาคนที่พร้อมจะรับ่ต่อที่ว่ามาแทน”
“นี่เธอกล้าดียังไง” เสียงตบโต๊ะดังปึ้งอย่างไม่เกรงใจจนผมสะดุ้งตัวโหยน ถ้าไม่ติดว่าเกวนยังคงจับแขนของผมไว้มั่น
ดูเหมือนว่าบรรยากาศมาคุั้แ่ตอนแรกที่ผมเข้ามาจะไม่ได้มาจากตัวผมอย่างเดียวซะแล้ว
มือที่จับแขนเสื้อค่อยๆปล่อยลง ก่อนที่เกวนจะทรุดตัวลงนั่ง เอามือท้าวคางมองคนพูดตอบด้วยท่าทางใจเย็นกว่าเมื่อครู่ “ใจเย็นก่อน คุณเฟรด ผมไม่ได้คิดจะยุ่งย่ามกับกลุ่มผู้าุโ แต่...ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว และผม้าคนรุ่นใหม่ที่มีแิกว้างไกลในการแก้ปัญหาในสิ่งที่พวกคุณพยายามโต้แย้งกันอยู่ตอนนี้” หน้าจอด้านหลังของเกวนปรากฏภาพพารากราฟกับตารางบางอย่าง ที่มีตัวเลขจำนวนหนึ่งกับกับเอาไว้
“ไรเซลคืุ์ดัดแปลง...และเขามีความสามารถมากพอที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป” เกวนปิดแฟ้มในมือลง แล้วส่งให้เฟรดรับไป เอ่ยขึ้นช้าๆ “จากสถิติสามปีที่ผ่านมา แทบไม่มีอาชญากรรมซึ่งเกิดจากมนุษย์ดัดแปลงเลย เทียบอัตราส่วนแล้วคือ 3ใน10 นั่นหมายความว่าหากเทียบกับมนุษย์และคดีที่เกิดขึ้นในรอบสามปีแล้ว คือ 7.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น หรือพวกคุณไม่คิดว่ามันเป็ตัวเลขที่น้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่เป็ปัญหาในตอนนี้”
พูดจบ เกวนก็ขยับยิ้มที่ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรอยู่ออกมา “คุณเฟรด...คุณเป็คนที่มีคนนับหน้าถือตา ผมเชื่อในความสามารถของคุณ และอยากจะให้เปิดโอกาสอะไรใหม่ๆเข้ามา” ว่าพลางกวาดสายตาไปยังคนอื่นๆที่นั่งกันอยู่
“ตระกูลเมธินเนียร์อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปมากสำหรับทุกท่านในที่นี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนต้องตกงาน รวมถึงหน่วยต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องเกิดปัญหากันไปหมด...แต่ทางเราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้ และสามปีนี้ผมหวังว่ามันมันจะมากพอที่จะพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างได้”
“ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว และพวกเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่มันเกิดขึ้นจากอดีต”
“..ฉันเห็นด้วย”
“ริต้า!” เฟรดตวัดสายตาไปยังหญิงวัยกลางคนซึ่งพูดขึ้นมาเป็คนแรก
“อย่างที่เ้าหนูคนนี้พูด...ในเมื่อทุกอย่างกำลังลงตัวก็ให้เขาทำต่อไป ในเมื่อบริษัทของเราภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นจะสร้างกำไรได้มากกว่าในสายตาประชาชนทั่วไป”
“ขอบคุณมากครับ”
“ผมเห็นด้วย”
“ฉันด้วย” และอีกหลายคนที่ทำท่ายอมรับคำพูดของเกวนแต่โดยดี
ผมยืนมองเกวนอย่างเงียบงัน ดูเหมือนว่าทุกคนในห้องจะได้ข้อสรุปที่โต้เถียงกันอยู่เรียบร้อยแล้ว มีหลายคนที่เดินเข้าไปแสดงความยินดี และหลายคนที่ทำท่าไม่พอใจจนลุกไปจากห้อง แต่ก็แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะประสบความสำเร็จพอตัวเลยล่ะ
แต่ถึงทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ สีหน้าของเกวนกลับดูนิ่ง เหมือนกับว่ามันเป็เื่ปกติที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่ผมคิดว่าอีกฝ่ายก็เป็คนที่ดูดีมากเลย
รับผิดชอบในเื่ที่เกิดขึ้น...อย่างนั้นสินะ
“รอฉันอยู่ข้างนอก” เกวนพูดแบบนั้น
ดูเหมือนว่าการประชุมจะจบลงแล้ว ทีแรกผมกะว่าจะเดินกลับห้องเลยแต่ถูกรั้งเอาไว้ด้วยขนมที่แจกหน้าห้อง สุดท้ายเลยต้องหยิบมากินเงียบๆตรงแถวทางเดินแทน
มีหลายคนทยอยออกมาจากห้อง ผมชะเง้อตัวเพื่อดูว่าเกวนจะออกมาตอนไหน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะออกมาเลย มีบางคนก็พยายามเข้ามาพูดกับผมบ้าง แต่เพราะผมพูดไม่ได้และมือถือก็ยังไม่ถนัดเลยพยายามปฎิเสธที่จะพูดคุยไป
เห็นสีหน้าเสียดายกับผิดหวังแล้วผมรู้สึกผิดเลยนะครับ เกวนรีบออกมาซะทีสิ
ทางเดินค่อยๆเงียบลงทุกทีจนน่ากลัว ผมจึงแอบทิ้งระยะห่างออกมาอีกหน่อย สุดท้ายจึงแอบเข้าไปกินขนมในซอกตึกเพราะความเคยชิน
เสียงประตูถูกเปิดอีกครั้ง ผมชะเง้อคอมองว่าใช่เกวนหรือเปล่า ทว่าใบหน้าดุดันที่เห็นในเสี้ยววินาทีนั้นทำเอาผมมุดหัวกลับ
คุณเฟรด? ตายล่ะ ดูเขาจะไม่ชอบผมเอามากๆ ถ้าเห็นว่ามานั่งแอบกินอะไรแบบนี้เกวนรู้คงดุผมอีกแน่เลย
ผมรีบกลายร่างเป็จิ้งจอกตัวเล็ก มุดเข้าไปอยู่หลังกระถางต้นไม้สองอันเพื่อหลบซ่อนจากสายตาของคนที่กำลังเดินผ่าน
เพราะสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ดั่งใจ มันเป็สาเหตุที่พวกผมมีราคาสูงในท้องตลาด และตอนนี้ผมกำลังเปลี่ยนเป็จิ้งจอกขนาดเท่าแขนแทรกอยู่หลังกระถางต้นไม้ประดับ
เสียงฝีเท้าหยุดลงทำเอาใจผมหล่นวูบ หยา...ไม่เอาน่าครับ ผมว่าผมออกจะเนียนแล้วนะ
“ชิ สักวันฉันจะสั่งสอนเ้าเด็กเหลือขอนั่นเอง เพิ่งเข้ามาแค่ไม่กี่ปียังขนาดนี้ ปล่อยมันไปคงไล่ฉันออกจากผู้บริหารแล้ว” เฟรดพูดกับอีกคน เสียงแหบแห้งที่เคยสุขุมดูเกรี้ยวกราด
“ใจเย็นครับ ตอนนี้ก็ตามน้ำมันไปก่อน ถ้ามันพลาดเมื่อไหร่ก็ถึงทีพวกเราบ้าง” ชายอีกคนพูด
“เออ ฉันไม่ปล่อยให้มันจัดการอะไรได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
อันที่จริงพวกเขาพูดเสียงเบาเหมือนคุยกันแค่สองคน แต่ผมที่หูดีเกินไปหน่อย เลยรู้สึกว่าได้ยินอะไรไม่เข้าท่าเอาซะได้
พวกเขาพูดถึงเกวนอยู่หรือเปล่านะ?
ผมรีบหดหัวกลับลงไปเมื่อหนึ่งในนั้นหันมาพอดีเหมือนนกรู้ ผมได้ยินเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้จนอยู่ตรงหน้าผม ร่างนั้นยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งจนผมรู้สึกใจเต้นโครมครามว่าจะถูกจับได้หรือเปล่า
“ไปกันเถอะ เราต้องรีบเปลี่ยนแผนกับคนอื่น” เสียงเฟรดพูดขึ้นอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าค่อยๆออกห่างไปเรื่อยๆ
“...” ผมขยับตัวออกมาจากที่ซ่อนเมื่อเห็นว่าไม่มีใครผ่านเข้ามาแล้ว
พวกเขาคิดจะทำอะไร จัดการ? ฟังดูไม่ดีเลยหากมันคือการพูดถึงคนอื่นด้วยถ้อยคำรุนแรงแบบนั้น
ผมรีบวิ่งกลับไปยังห้องทำงานของเกวนอย่างรีบร้อนว่าเขาจะเป็อะไรหรือเปล่า
ผมใช้หัวดันประตูออก ในห้องประชุมดูโล่งกว่าตอนแรกมาก เกวนกำลังนั่งพิงโต๊ะ ทอดสายตาออกไปข้างนอกเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“ไรเซล?” เกวนหันมาเมื่อได้ยินเสียงประตูขยับ ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดเครียดตามนิสัย “ทำไมอยู่ในร่างนั้น”
ผมรู้สึกว่าหูลู่หางตกอันตโนมัติเมื่อเจอสายตาจับผิด อ่า...ผมอุตส่าห์เป็ห่วงนะครับ
เกวนไม่มีท่าทางแปลกๆ ยังคงเหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นผมคงเข้าใจผิดล่ะมั้งนะ
“นายได้ยินใช่มั้ย?” เสียงขุ่นมัวพูดขึ้นอีกครั้งเหมือนคิดว่าผมยังไม่เข้าใจ “...กลับร่างคนซะ ฉันบอกว่ายังไง”
“...” อาฮะ เกวนก็ยังดุเหมือนเดิม
ผมกลับไปเปลี่ยนเป็ร่างคนแล้วหยิบเสื้อมาใส่...ดูหลุดลุ่ยเล็กน้อยเพราะผมไม่ชินกับเสื้อผ้าแบบนี้เลย แต่ช่างมันเถอะนะ
เมื่อออกมาจากห้องน้ำแล้วก็พบว่าเกวนกำลังยืนรอผมอยู่ ท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูเนี๊ยบั้แ่หัวจรดเท้าช่างต่างกับผมยิ่งกว่าฟ้ากับพื้นพิภพเลยล่ะ
ผมได้ยินว่าจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นถึงจะรักความสะอาดและรักษารูปลักษณ์ แต่คงต้องเปลี่ยนความคิดนี้ใหม่
“ตอนนี้ฉันกำลังดำเนินการบางอย่าง มันสำคัญ อย่างน้อยก็สำหรับมนุษย์ปกติ” จู่ๆอีกฝ่ายก็พูดขึ้น ขณะกำลังเดินไปตามโถงทางเดินซึ่งไม่มีคน
ผมไม่รู้หรอกนะว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่ว่าน่าสงสัยมากๆเลยล่ะ
“สงสัยใช่มั้ยว่าทำไมต้องให้นายมาที่ทำงานด้วย” ผมพยักหน้าเบาๆ “ฉันอยากให้นายพิสูจน์กับคนอื่นว่านายมีความสามารถเท่ากับคนปกติทั่วไป ...ฉันคิดว่าเื่มันจะง่ายกว่านี้ ถ้าฉันไม่ใช่ลูกหลานของเมธินเนียร์” น้ำเสียงของเกวนตอนนี้ดูเหมือนไม่อยากจะเอ่ยถึงมันเลย
แม้จะเป็คำพูดไม่กี่คำ แต่ผมรู้สึกว่าเกวนอยากจะพูดอะไร
นี่เขากำลังคิดจะต่อต้านแิเดิมของตระกูลเมธินเนียร์หรือเปล่านะ? ก็ครอบครัวของเกวนเป็ใหญ่เป็โตมาได้ด้วยเทคโนโลยีในการสร้างสัตว์และมนุษย์ดัดแปลงั้แ่รุ่นบุกเบิกเลยไม่ใช่เหรอ?
กฏปัจจุบัน ตระกูลของเกวนคือคนริเริ่มมันด้วยซ้ำไป แถมที่สำคัญคือเื่ ‘ความเท่าเทียม’ ที่เกวนกำลังพูดอยู่ มันสำคัญมาก แล้วถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด เพื่อกันไม่ใช่มนุษย์ดัดแปลงทำอะไรคนอื่นได้ด้วยการกดให้อยู่ในชนชั้นล่าง
มันเป็เื่ที่หนักหนาพอดู ปัจจุบันตระกูลของเกวนทำงานเกี่ยวกับสัตว์ดัดแปลง แถมยังเป็ผู้ถือหุ้น หรือที่มุนษย์เรียกว่า บริจาค ในการเก็บกวาดสัตว์ดัดแปลงที่ไม่มีเ้าของประจำปีเชียวนะ ถ้าจู่ๆจะมาเปลี่ยนแปลงกันดื้อๆ สิ่งแรกเลยที่พวกมนุษย์จะต้องรับผิดชอบก็คือ ‘ชีวิตของสัตว์ไร้ค่าที่ไม่มีใคร้า’ ยังไงล่ะ
ผมไม่คิดว่ามนุษย์จะยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อสัตว์ที่ไม่มีใคร้าหรอกนะครับ
หรือว่าที่เกวนไปยังสถานกักกันก็เพื่อจัดการเื่นี้ ไม่ใช่แค่การร่วมลงเงินแบบที่ผ่านมา
ผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกับความคิดของมนุษย์หรอกนะครับ พวกเขามีความคิดน่าสนุกหลายอย่าง
เกวนชะงักเมื่อผมยื่นมือถือใส่หน้าอย่างเสียมารยาทสุดๆ
‘ผมจะช่วยคุณเอง’ ผมส่งข้อความใส่มือถือไปแบบนั้น
“หยุดนิสัยชอบแปลงร่างเป็จิ้งจอกแล้วมุดเข้าซอกให้ได้ก่อน” เกวนพูดอย่างไม่ไว้หน้าแล้วเดินผ่านตัวผมไป
อุ๊ เจ็บไปถึงิญญาเลยครับ
“ยังไงนายก็พิสูจน์สิว่านายไม่ใช่สัตว์ ให้พวกเขาเห็น” ผมยิ้มเจื่อนกับคำพูดของเ้านาย
ถ้านายท่าน้า ผมก็จะช่วยเท่าที่ตัวเองจะทำได้นะ
มันเป็หน้าที่ของผมน่ะครับ