ตอนที่ 39 พลังเวท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การสัมผัสได้ถึงพลังเวท นั่นทำให้การรับรู้ของเมอร์ลินเปลี่ยนไป
อากาศที่เคยดูว่างเปล่ากลับไม่ใช่อากาศเหมือนเดิมอีกต่อไป
วัตถุธรรมดาที่เขาเห็นกลับแฝงเร้นไว้ด้วยพลังเวท ไม่ว่าจะเป็นก้อนเมฆ ต้นไม้ ก้อนหิน ผืนดิน หรือแม้กระทั่งร่างกายของเขา
“นี่นะหรอพลังเวท!” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อเขาได้สัมผัสกับพลังเวทในครั้งแรก
เขานั้นไม่รู้ตัวเลยว่าภาพที่ตนเองเห็นนั้นคือสัมผัสพลังเวทที่ชัดเจนกว่าคนทั่วไป เรียกได้ว่าอย่างน้อยๆ ต้องมีคุณสมบัติเป็นจอมเวทขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถมองภาพพลังเวทเหล่านี้ออกได้ขนาดนี้
ซึ่งการมองภาพแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะพวกเขาต้องมองมันด้วยอุปกรณ์เวทหรือคาถาเฉพาะทาง
ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เหล่านักเวทด้วยกันจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังเวทของอีกฝ่ายได้ เข็มกลัดเกียรติยศดวงดาวจึงเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้เกียรติผู้ใช้เวทมนตร์ระดับสูง และหลีกเลี่ยงปัญหาหลายอย่างที่ยากจะแก้
เมอร์ลินวาดมือไปมาในอากาศเพื่อสัมผัสกับพลังเวท
ทว่าสัมผัสเวทที่เขารับรู้นั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากสายลม เพราะพลังเวทเหล่านี้คือพลังเวทบริสุทธิ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไม่เหมือนพลังเวทที่แผ่ออกมาจากคาถาเวทหรืออุปกรณ์เวทที่มีการควบแน่นทำให้ผลลัพธ์ที่แสดงออกมานั้นชัดเจน
การกระทำของเด็กน้อยทำให้ศาสตราจารย์ออสตินที่อยู่ในบ้านถึงกับเลิกคิ้วขึ้น มองดูภาพนี้อย่างแปลกใจ
ใช่แล้ว เขากำลังใช้คาถาเวทเฝ้ามองเด็กน้อยอยู่
“เขาสัมผัสพลังเวทได้แล้วอย่างนั้นหรอ? นี่พึ่งจะผ่านไปกี่ชั่วโมงกัน?” ชายชรากล่าวออกมาอย่างประหลาดใจ
ความเร็วในการสัมผัสพลังเวทเช่นนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของคนธรรมดา
วินาทีนั้นชายชราเริ่มกลัวว่าเด็กน้อยจะกลายเป็นอัจฉริยะนักเวทอีกคนหนึ่ง
บ้าเอ้ย เขาจะเป็นอัจฉริยะทั้งสองสายได้ยังไง ทั้งๆ ที่เขามีพรสวรรค์ด้านวิชาการเวทมากขนาดนั้น
“หวังว่าเขาจะไม่ลุ่มหลงในพลังเวท” ชายชรากล่าวพึมพำออกมา
แม้เขาจะไม่ชอบใจนัก แต่เขาก็ไม่ได้บังคับหรือชี้นำเด็กน้อยแต่อย่างใด
เขาต้องการให้เด็กน้อยได้ตัดสินใจในชีวิตของตนเองมากกว่า แม้ว่าเขาจะลุ้นให้เด็กน้อยเลือกในสายวิชาการเวทก็ตาม
ทางด้านเมอร์ลินเมื่อเขาสามารถสัมผัสพลังเวทได้แล้ว
“ขั้นตอนต่อไปก็คือการโคจรพลังเวทเข้าไปในร่างกายแล้วควบแน่นพวกมันสร้างเป็นวงเวทขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ยุคเก่าหรือเวทมนตร์ใหม่ พวกเขาต้องทำสิ่งนี้ทั้งสิ้น มีเพียงเผ่าพันธุ์ในตำนานเท่านั้นที่ร่างกายมีความสามารถหยิบยืมพลังเวทรอบกายมาใช้เป็นคาถาเวทของตนเอง” เมอร์ลินกล่าวพึมพำ
เนื่องจากการอ่านหนังสือมากมาย เขาจึงรู้มาว่าในอดีตนอกจากมนุษย์และสรรพสัตว์แล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์โบราณที่สามารถใช้พลังเวทได้โดยไม่ต้องสร้างวงเวทขึ้นมา อย่างเช่นพวกโนม เอลฟ์ หรือดรูอิด เผ่าพันธุ์โบราณที่มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันกลับไม่สามารถพบได้ในทั้งสองดินแดน
อย่างไรก็ตามโลกนี้กว้างใหญ่มาก แม้จะมีข้อคาดการณ์ว่าโลกกลม แต่ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์โดยการเดินทางรอบโลกได้มากก่อน เพราะสถานที่แต่ละแห่งนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก แม้มีคนคิดจะลองแต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้กลับมาคือการตายและหายสาปสูญ
มันจึงเป็นที่รู้กันว่าการเดินทางในโลกนี้คืออันตราย ซึ่งนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมดินแดนศักดิ์สิทธิ์และดินแดนเวทมนตร์ที่เป็นศัตรูกันมานับหมื่นปีจึงคงอยู่ได้โดยไม่เกิดมหาสงครามเช่นในอดีต นั่นเพราะพวกเขาไม่กล้าทำสงครามข้ามทะเล
นอกจากเผ่าพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว โลกนี้ยังมีสัตว์อสูรที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อีกด้วย แต่พวกมันก็ไม่ได้สร้างวงเวทเช่นกัน กลับกันด้วยร่างกายที่รองรับพลังปีศาจกลับทำให้มันสร้างแกนอสูรขึ้นซึ่งสามารถกักเก็บพลังเวทเอาไว้ได้
ส่วนเผ่าปีศาจพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่โผล่ออกมาจากใต้พื้นพิภพ แน่นอนว่าพวกมันไม่ได้มีทั้งวงเวทและแกนอสูร แต่กลับมีดวงตาปีศาจซึ่งกักเก็บพลังของพวกมันเอาไว้
กล่าวมาถึงตรงนี้จึงมีเพียงนักเวทมนุษย์เท่านั้นที่ต้องสร้างวงเวทภายในร่างกายของตนเอง แม้ว่าเหล่านักบวชจะเป็นมนุษย์เช่นกัน แต่พลังที่พวกเขาใช้คือพลังศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไม่มีทั้งวงเวท แกนอสูร หรือดวงตาปีศาจ แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขากลับอยู่ในรูปแบบของความศรัทธา
พลังศรัทธานี้ไม่ใช่ความศรัทธาของผู้อื่น แต่เป็นความศรัทธาของตนเองต่อพระเจ้า ว่ากันว่าคนบางคนศรัทธาว่ามือของเขาเป็นมีด เมื่อศรัทธาจนถึงขีดสุด มือข้างนั้นก็สามารถเป็นมีดที่ตัดผ่านได้ทุกสิ่งเช่นกัน
พลังศรัทธาจึงเป็นพลังลึกลับที่ยากที่จะวัดค่าประมาณได้
อย่างไรก็ตามโลกนี้ไม่ได้มีพลังศรัทธาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ มันยังมีพลังเจตจำนงของอัศวิน พลังประหลาดที่ใช้ความมุ่งมั่นและกล้าหาญของอัศวิน เปลี่ยนแปลงร่างกายของพวกเขาให้กลายเป็นสุดยอดนักรบที่มีพลังรบเทียบเทียมเท่ากับขั้วอำนาจอื่นๆ
พลังในรูปแบบอื่นๆ ไม่มีขีดจำกัดและการวัดค่าได้เหมือนพลังเวท แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าพลังรูปแบบใดก็ไม่สามารถบ่มเพาะได้ง่ายอยู่ดี ไม่เช่นนั้นโลกนี้คงไม่มีปุถุชนคนธรรมดา แต่จะเต็มไปด้วยผู้มีพลังเต็มไปหมด
เมอร์ลินที่ครอบครองดวงตาสีเงิน เขานั้นเข้าใจขั้นตอนและวิธีการต่างๆ จนหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติตามเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสติน ดูดซับพลังเวทที่เขาสัมผัสได้เข้าสู่ร่างกาย
เวลานั้นเองร่างของเด็กน้อยราวกับจะเป็นแหล่งรวมศูนย์ของพลังเวทโดยรอบ
วูม ...
“พวกมันถูกดูดเข้ามาแล้ว” เมอร์ลินกล่าวอย่างตื่นเต้น เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงพลังเวทที่ถูกดูดเข้ามาในร่างกาย
แต่อย่างไรก็ตามพลังเวทเหล่านั้น หลังจากที่ถูกดูดซับเข้ามาในร่างกายของเมอร์ลินแล้ว มันก็เหมือนกับหม้อก้นรั่ว เหมือนสายลมที่พัดผ่าน
ร่างกายของเด็กน้อยไม่สามารถกักเก็บพลังเวทได้
แน่นอนว่ามันย่อมเป็นเช่นนี้เพราะเขายังไม่ได้สร้างวงเวทของตนเองขึ้นมา ซึ่งเมอร์ลินเองก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด
“ตอนนี้แหละฉันต้องควบแน่นพลังเวทแล้วก่อรูปร่างวงเวทของตนเองให้ได้ด้วยถาคาเวทแรงโน้มถ่วงนี้” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ใช่แล้ว ศาสตราจารย์ออสตินได้แนะนำเขาให้ก่อวงเวทแรกด้วยการใช้ถาคาเวทแรงโน้มถ่วงระดับแรกที่เขามอบให้