บทที่ 25 ไม่มีร้ายกาจที่สุด มีแต่ร้ายกาจยิ่งกว่า
เมื่อมาถึงที่ทำการกรมคลัง สารถีรถม้าก็โยนเสมียนผู้นั้นลงไป ความเคลื่อนไหวเหมือนโยนศพทิ้งไม่มีผิด กู้อวี้มองดูอย่างอึ้ง ๆ เ้านายเป็แบบไหน ข้ารับใช้ก็เป็แบบนั้นจริง ๆ
เซียวเหยาอ๋องพกดาบที่หว่างเอว ก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ไปอย่างผ่าเผย คนของกรมคลังที่ตอนอยู่กรมขุนนางยังชี้นิ้วเ้ากี้เ้าการ เมื่อมองเห็นเขาก็ต่างแสดงคารวะอย่างนอบน้อม
กู้อวี้ก้มหน้าเดินตามหลังเขา ดื่มด่ำกับความรู้สึกของการเป็จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ*[1] เป็ผู้ติดตามของเขาก็ไม่เลวเหมือนกันสินะ
“วันนี้ใครเป็คนออกหน้าไปกรมขุนนาง?” จวินเจ๋อยืนถามอยู่ด้านหน้า
“เป็ เป็พวกรองเ้ากรมเกาขอรับ” ขุนนางผู้หนึ่งลูบเหงื่อเย็นบนศีรษะ กล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน
เซียวเหยาอ๋องกล่าว “เรียกเขามาที่นี่”
จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในห้องโถง เขาไม่มองว่าตนเองเป็คนนอกเลยสักนิด นั่งลงบนเก้าอี้ประธาน ด้านข้างมีข้ารับใช้ยกน้ำชาและของว่างมาให้
กู้อวี้แอบสังเกตรอบด้าน สมกับที่เป็ที่ทำการขุนนางที่มั่งคั่งที่สุดจริง ๆ การประดับตกแต่งเลิศล้ำกว่ากรมขุนนางมากนัก
รองเ้ากรมเการีบร้อนเดินมา “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง ท่านมาเยือนเช่นนี้มีอันใดให้รับใช้หรือขอรับ”
จวินเจ๋อเหยียดยิ้มเ็า “ข้าเป็ตัวแทนกรมขุนนาง เอาเงินมาส่งให้พวกเ้า”
ว่าแล้วก็ตบตั๋วแลกเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นตำลึงลงบนโต๊ะ “มารับไปสิ”
คนทั้งหลายมองหน้ากันด้วยท่าทีร้อนรน รองเ้ากรมเกาฝืนทนต่อแรงกดดัน ก้าวออกมาด้านหน้า ค้อมกายลงแล้วกล่าว “เื่เล็กแค่นี้เหตุใดจึงรบกวนให้ท่านอ๋องมาด้วยตนเอง ส่งใครสักคนมาเสียก็สิ้นเื่”
รองเ้ากรมเกายื่นสองมือไปทางตั๋วแลกเงินหมื่นตำลึงใบนั้นท่ามกลางสายตาทุกคน
กู้อวี้ลอบทอดถอนใจ รองเ้ากรมเกาอายุน้อยเกินไป ยังผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่พอ
ไม่ผิดไปจากที่คิด ขณะที่ปลายนิ้วของรองเ้ากรมเกากำลังจะแตะถึงตั๋วแลกเงิน พลันมีเสียง ‘ตุบ’ ดังก้อง เซียวเหยาอ๋องวางดาบตรงหว่างเอวทับตั๋วแลกเงินใบนั้นทั้งที่ยังอยู่ในฝัก
ถึงจะเตรียมใจไว้แล้ว กู้อวี้ยังใจนสะดุ้งโหยงกับการกระทำของเขา
จวินเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น “ข้าถึงขั้นควักเงินขวัญถุงของตัวเองออกมาสมทบงานชุมนุมปราชญ์ ต่อมายังวิ่งวุ่นขาแทบหลุดเพื่อเื่รับสมัครพ่อค้า เงินที่ข้ากับกรมขุนนางลำบากแทบตายกว่าจะได้มา พวกเ้ากลับคิดจะมาชุบมือเปิบ ถ้ากล้าพอก็มารับเงินไป แต่ต้องทิ้งมือสองข้างไว้ที่นี่”
กู้อวี้เห็นสีหน้าของรองเ้ากรมเกาเปลี่ยนจากแดงเป็เขียวต่อหน้าต่อตา นางลอบอวยพรให้เขาอยู่ในใจอย่างเงียบงัน
ท่าทางเหมือนเทพสังหารเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าท้าทาย ทุกคนในห้องโถงต่างหันมากล่าวขออภัยกับเขา
กู้อวี้ยืนอยู่ด้านหลัง มองดูศีรษะดำ ๆ ใบแล้วใบเล่าด้วยความรู้สึกสาสมใจยิ่ง ประหนึ่งได้เลิกคิ้วระบายโทสะแทนคนทั้งกรมขุนนางกระนั้น
หางตาจวินเจ๋อเหลือบเห็นกู้ซื่อจื่ออมยิ้มมุมปาก ช่างเหมือนจิ้งจอกเ้าเล่ห์ที่แผนการร้ายบรรลุผลสำเร็จไม่มีผิดเพี้ยน จนเขารู้สึกอยากแกล้งคนขึ้นมา จึงกล่าวท่ามกลางความขุ่นเคืองอย่างอดทนอดกลั้นของขุนนางกรมคลังทั้งหลาย
“กู้ซื่อจื่อ เห็นแล้วใช่ไหม กับคนบางกลุ่มก็ไม่ควรเกรงอกเกรงใจเกินไป พอเ้าทำดีด้วยหน่อย พวกเขาก็มีแต่จะกำเริบเสิบสาน”
รอยยิ้มตรงมุมปากของหญิงสาวแข็งค้าง คำหยาบคายนับไม่ถ้วนดังก้องในใจ
พี่ชายท่านล่วงเกินคนอื่นก็ช่างเถอะ ทำไมยังลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย ข้ายังไม่ทันได้รับราชการก็ล่วงเกินคนทั้งกรมคลังแล้วนะ
นางกล่าวด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “ท่านอ๋องหยอกล้อเกินไปแล้ว”
ในใจกลับเคียดแค้นจนแทบอยากกระชากคอเสื้อเขาลงมาอัดสักยก
จวินเจ๋อว่า “เอาละ ข้าให้โอกาสพวกเ้าแล้ว นำเงินมาส่งให้ถึงที่ พวกเ้าไม่ยอมรับเอง หลังงานชุมนุมปราชญ์ก็อย่าเอาอย่างพวกไม่ดูตาม้าตาเรือมาทวงถามอีกล่ะ”
กู้อวี้ค่อนแคะในใจ ท่านวางดาบไว้แบบนั้นใครจะกล้ามาหยิบ นอกจากนี้ ท่านยังเป็ถึงพระนัดดาฮ่องเต้ ลองเป็แค่ขุนนางธรรมดาคนหนึ่งสิ อย่าว่าแต่ใช้ดาบ ต่อให้ใช้ปืนใหญ่สักกระบอกก็ไม่มีใครเหลียวแลท่านหรอก
จวินเจ๋อปรายตามองกู้ซื่อจื่อ ใช้เขาเป็หอกหน้ามานานเพียงนี้ ถึงเวลาจ่ายค่าตอบแทนแล้ว จึงยืดกายขึ้นส่งสัญญาณมือมาพร้อมกล่าวว่า “ไปกันเถอะ กู้ซื่อจื่อ ข้าระบายโทสะให้กรมขุนนางแทนเ้าแล้ว”
กู้อวี้ที่ตามมาข้างหลังเขาโมโหจนแทบกระอักเื เมื่อไหร่ท่านจะพอได้เสียที!
ตอนที่เดินออกมาก็พบกับเ้ากรมคลังพอดี เ้ากรมคลังผู้นั้นพอเห็นเซียวเหยาอ๋องก็ใบหน้าเขียวคล้ำ พ่นลมหายใจออกมาขณะแสดงคารวะ “ข้าน้อยคารวะเซียวเหยาอ๋อง”
ถ้าสายตาสามารถสังหารคนได้ นางคิดว่าสายตาของเ้ากรมคลังคงเฉือนเนื้อเซียวเหยาอ๋องได้เป็พันชิ้น
กู้ซื่อจื่อพลันคิดถึงเื่เก่า ๆ ขึ้นมาได้ ในอดีตเซียวเหยาอ๋องเคยด่าทอบุตรีของเ้ากรมคลังจนร้องห่มร้องไห้ โมโหจนแทบจะแขวนคอตายมาแล้ว
เดิมทีนางยังคิดว่าคำลือนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง ถึงอย่างไรต้าอวี่ก็ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมและจรรยามารยาท โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง ยิ่งต้องรักษามารยาทอย่างเคร่งครัด ตอนนี้เมื่อได้มาคลุกคลีกับเซียวเหยาอ๋องถึงรู้ว่าฉายาลิ้นอสรพิษของเขาไม่แปลกปลอมเลยแม้แต่น้อย
จวินเจ๋อเดินตรงผ่านไป ขึ้นรถม้าแล้วค่อยกล่าวเสียงดังว่า “ท่านเ้ากรมต้องสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาเสียบ้าง อย่าปล่อยให้พวกเขาเร่ขอข้าวกินไปทั่วเหมือนขอทานเช่นนั้น”
กู้อวี้ที่ขึ้นรถม้าตามมาพลันขาอ่อนยวบ แทบจะคุกเข่าลงไปอยู่รอมร่อ
วาจาของเซียวเหยาอ๋องไม่มีร้ายกาจที่สุด มีแต่ร้ายกาจยิ่งกว่าจริง ๆ ด้วย
“ชั่วชีวิตนี้ท่านไม่เคยถูกตีมาก่อนจริง ๆ?”
จวินเจ๋อเพิ่งจะนั่งลงก็ได้ยินกู้อวี้พึมพำอะไรบางอย่าง จึงประชิดเข้ามาถามนางว่า “เ้าพูดอะไรอยู่ พูดให้ดัง ๆ หน่อย”
กู้อวี้ไม่ทันตั้งตัว เอนกายไปด้านหลัง หลุดปากพูดออกมาได้อย่างไรกัน
“ข้าน้อยพูดว่าท่านอ๋องมีสติปัญญาปราดเปรื่อง รูปโฉมไม่สามัญ ทำให้คนชื่นชมเลื่อมใสขอรับ”
จวินเจ๋อแค่นหัวเราะ “แต่ข้าเหมือนจะได้ยินว่าถูกตีอะไรสักอย่างมากกว่านะ”
นางส่งยิ้มจอมปลอมให้เขา “ท่านคงฟังผิดแล้ว”
เซียวเหยาอ๋องใช้ดาบเชยคางอีกฝ่ายอย่างเบามือ ดวงตาดอกท้อหรี่ลง กล่าวว่า “ข้าจะเคยถูกตีหรือไม่เคยก็เป็อีกเื่ แต่ร่างกายผอมบางอ่อนแอของกู้ซื่อจื่อไม่รู้ว่าจะทนมือทนเท้าข้าได้สักแค่ไหน”
ได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ กู้อวี้พลันคิดถึงเื่ที่เคยถูกเขากลั่นแกล้งที่สำนักศึกษาหลวง ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา สายตามองต่ำลงไป ดาบยังไม่ได้ชักออกจากฝัก ไม่มีอันใดน่ากลัว นางจึงใช้มือปัดออกเบา ๆ
“ท่านอ๋องล้อเล่นแล้ว ถูกตีไม่ถูกตีอะไรกัน ข้าน้อยไม่ได้พูดเสียหน่อย ท่านอ๋องย่อมไม่ได้ยินอยู่แล้ว”
“ผู้รู้สถานการณ์คือผู้เฉลียวฉลาด กู้ซื่อจื่อเป็คนฉลาดคนหนึ่งดังคาด”
จวินเจ๋อเก็บดาบกลับไปวางไว้บนโต๊ะตัวเล็ก
คลังอาวุธของจวนเจิ้นกั๋วกงมีดาบและกระบี่ชั้นเลิศมากมาย กู้อวี้เคยเห็นของดีมาไม่น้อย แต่ก็ยังถูกดาบในมือเขาดึงดูดสายตาเอาไว้ได้
ฝักดาบปราศจากลวดลาย เรียกได้ว่าเรียบง่ายไม่หรูหรา จุดที่ด้ามดาบและฝักดาบเชื่อมต่อกันมีช่องว่างขนาดเล็ก เผยให้เห็นใบมีดคมกริบข้างใน
เห็นนางมองมา จวินเจ๋อก็ชักดาบออกมาเล็กน้อยเหมือนจะอวดอ้าง เผยให้เห็นประกายเย็นเยียบวาววับ
นางอดจะชมเชยไม่ได้ “ดาบที่ดี”
จวินเจ๋อยิ้มบางคล้ายกำลังระลึกถึงอะไรบางอย่าง “ดาบนี้มีชื่อว่า ตวนฟาง (ถูกต้องเที่ยงธรรม)”
ความคิดชมเชยของกู้อวี้มลายวับไปในชั่วพริบตา นางยิ้มแห้งกล่าวว่า “ชื่อนี้ตั้งได้ดีนัก”
แต่คำว่า ‘ตวนฟาง’ สองพยางค์นี้กลับไม่เข้ากับท่านสักเท่าไหร่ ช่างนำความอัปยศมาให้ดาบดี ๆ เล่มนี้โดยแท้
จวินเจ๋อไล้สันดาบพลางกล่าวว่า “นี่คือของที่ระลึกถึงบิดาผู้ล่วงลับของข้า”
ได้ยินดังนั้น กู้อวี้พลันรู้สึกเคารพยำเกรงขึ้นมา พระสวามีขององค์หญิงใหญ่ก็เคยเป็วีรบุรุษในสมรภูมิมาก่อน ถือกำเนิดในตระกูลจวินแห่งเหอเจียน ภายหลังถูกหนอนพิษกัดขณะไปกอบกู้ดินแดนหนานหมาน สุดท้ายติดเชื้อจนสิ้นชีพ
เมื่อเซียวเหยาอ๋องอายุสิบหกก็ติดตามกองทัพไปปราบหนานหมาน บุกเดี่ยวเข้าไปในดินแดนแห่งพิษร้ายที่แม้แต่แม่ทัพาุโยังไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไป ต่อมายังปะาชนเผ่าที่ยอมสวามิภักดิ์แล้วจนสิ้นซากโดยไม่สนใจเสียงทัดทาน เื่นี้ถูกราษฎรวิพากษ์วิจารณ์เป็วงกว้าง คาดเดากันว่าเขาคงมีใจแก้แค้นแทนบิดา
กู้อวี้นึกทอดถอนใจ บิดาของนางในชาตินี้ก็เสียชีวิตในสนามรบ บิดาของอีกฝ่ายก็เสียชีวิตในสนามรบเช่นกัน
คนหนึ่งตายในแดนเหนือ อีกคนตายในแดนใต้ ทำให้นางรู้สึกเศร้าใจในชะตากรรมที่ต้องสูญเสียบิดาเช่นกัน
นางเห็นว่าจวินเจ๋อมีสีหน้าเงียบขรึมอย่างหาได้ยาก กำลังจะพูดว่า ‘ขอโทษ พูดถึงเื่ที่ทำให้ท่านต้องทุกข์ใจแล้ว’
ทว่าด้านนอกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สารถีรถม้าพลันสะบัดแส้ตีม้า กู้อวี้ไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างเอียงถลาออกไปข้างนอก
เห็นอยู่กับตาว่ากำลังจะซ้ำรอยชะตากรรมถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากรถม้าอีกรอบ แขนข้างหนึ่งก็รวบเอวนางไว้ ตัวนางถูกกระชากกลับเข้ามาในอ้อมอกของคนผู้หนึ่ง
“กู้ซื่อจื่อ เ้าเสพติดการตกจากรถม้างั้นรึ คนข้างนอกนั่นไม่แน่ว่าจะพูดง่ายเหมือนข้าหรอกนะ”
เฮอะ! นางไม่น่าเห็นใจดาวหายนะผู้นี้เลยจริง ๆ
[1] จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ (狐假虎威) หมายถึง แอบอ้างบารมีของผู้มีอำนาจไปรังแกหรือข่มขวัญผู้อื่น