เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 45 นางคืออาจารย์อาเล็กของเจ้า(2)

            “เอาเถอะที่ผ่านมาจะเรียกว่าปิดบังก็ไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าต้องรู้ตอนนี้จะเข้าหอฟ้าเก้าอักษรแล้วเรื่องพวกนี้ก็ถือโอกาสบอกเจ้าไว้เลยก็แล้วแซ่เดิมของเสวียนอิงเฉิงแม่ของเจ้าก็คือแซ่มู่ส่วนบ้านเกิดของนางคือสถานที่ที่ถูกเรียกว่าสุสานกระบี่ เป็นหนึ่งในดวงดาวอันเจิดจ้าบนสะพานฟ้า”

            “มู่...สุสานกระบี่...”

            เสวียนเทียนชิงพึมพำออกมาในใจคิดถึงใบหน้าของท่านแม่ที่งดงามและใจดีจะว่าไปแล้วท่านแม่ก็ออกไปทำธุระตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกท่องบูรพาเสียอีกนับดูก็สี่ห้าปีแล้วที่ไม่ได้เจอนาง

            “ครั้งนี้กว่านางจะมาถึงเจ้าก็คงเข้าหอฟ้าเก้าอักษรไปแล้วเอาไว้ภายหลังเจ้าค่อยไปพบนางที่สุสานกระบี่ก็แล้วอ้อ...แม้ว่าตระกูลเสวียนจะส่งเจ้าไปคนเดียวแต่คราวนี้อาจารย์อาเล็กของข้าจะไปกับเจ้าด้วยผู้อาวุโสฟู่คงเคยบอกเจ้าเกี่ยวกับนางแล้วกระมัง”

            เสวียนอู่หยางยิ้มเล็กน้อยส่วนเสวียนเทียนก็มีแต่ความสงสัยอาจารย์อาเล็ก คำนี้เขาได้ยินจากฟู่หย่งจิ้นมาหลายครั้งแล้วที่จริงกลับมาก็อยากจะถามบิดาอยู่เหมืนกันแต่ดูท่าอีกฝ่ายคงไม่พูดอะไรแน่ในเมื่อต้องเดินทางร่วมกันไม่ช้าก็แล้วคงได้เจอกันอยู่ดีทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันต่อมากนักเสวียนอู่หยางก็โบกมือไล่บุตรชายออกไป ที่ทะลวงขั้นครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เสวียนเทียนชิงแต่ตัวเขาเองก็ต้องใช้เวลาปรับสภาวะเหมือนกัน

            หลังกลับตำหนักของตัวเองเสวียนเทียนชิงก็เก็บตัวเงียบปิดด่านไม่ออกไปไหนระหว่างนี้ชิงเหนียวกับลู่หยาก็ถูกเสวียนอู่หยางเรียกตัวไปกว่าพวกนางจะได้พบกับนายน้อยของพวกนางอีกครั้งเกรงว่าเวลาคงจะผ่านไปหลายปีแล้วจวนเสวียนไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษหลังจากเสวียนเทียนชิงเก็บตัวได้ไม่กี่วันเหล่าผู้เฒ่าที่ออกไปคราวนั้นก็กลับมาอย่างเงียบๆตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยพ่ายแพ้ย่อยยับทั้งคนจากตำหนักกายาก็ยังถูกคุมขังอยู่ในจวนเสวียนด้วย

            เวลาไหลผ่านไปราวกับสายธารพริบตาเดียวก็มาถึงวันสำคัญของเหล่าอัจฉริยะจากทั่วแดนเบญจภพแล้วแม้มีคนไม่มากที่รู้เรื่องนี้แต่การที่คนชั้นสูงของแดนเบญจภพเข้าวังหลวงพร้อมๆกันก็ทำให้เกิดเรื่องเล่าขานจนชวนให้ทั้งเมืองคึกคักขึ้นมาเสวียนเทียนเองก็ออกจากการปิดด่านฝึกตนแล้วสองวันก่อนชิงเหนียวกับลู่หยามาบอกลาเขาเป้นครั้งสุดท้ายก่อนที่พี่หยิงรองและมารดาของเสวียนเทียนชิงจะกลับมาพวกนางก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปสุสานกระบี่

            “นายน้อยท่านผู้นำให้ท่านไปพบที่ห้องหนังสือขอรับ”

            เสียงบ่าวรับใช้ดังขึ้นปลุกเสวียนเทียนชิงให้ลืมตาตื่นชายหนุ่มลุกขึ้นยืนจัดแต้งเสื้อผ้าเล็กน้อยก็เดินออกจากตำหนักไปหลายวันมานี้สภาวะของเขาเข้าที่อย่างมั่นคงแล้วแม้จะในระดับขั้นจะยังไม่มีการพัฒนาใดๆแต่ก็แข็งแกร่งกว่าตอนที่พึ่งทะลวงขั้นอย่างกะทันหันหลายเท่าวิชาฝึกปราณเองก็พัฒนาไปไม่น้อยเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือวิชากระบี่ของเขานั้นถึงกับก้าวหน้าไปช่วงใหญ่นี่ก็เป็นเพราะจิตสามารถสัมผัสกับพลังฟ้าดินได้ไม่เหมือนกับตอนที่ยังอยู่ในขั้นเบิกวิญญาณ

            มาถึงห้องหนังสือเสวียนเทียนชิงเปิดประตูเข้าไปอย่างเคยชินทว่าคราวนี้เขาต้องชะงักไปเล้กน้อยเพราะในห้องหนังสือไม่ได้มีแค่บิดาของเขาแม้แขกอีกสองคนเขาจะคุ้นเคยแต่ก็ยังทำให้ตกใจพอสมควรคนหนึ่งคือฟู่หย่งจิ้นที่สอนเขามากมายที่ศาลากล้วยไม้ราตรีส่วนดรุณีน้อยอีกคนก็คือคนที่เขาพบในศาลากล้วยไม่ราตรีเช่นกัน

            สมองของเสวียนเทียนชิงหมุนเร็วจี๋เขาไม่ใช่คนโง่แถมออกจะฉลาดเกินไปด้วยซ้ำ แค่เห็นภาพนี้ก็พอจะเดาบางอย่างได้แล้วแต่ก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีจนกระทั่งเสวียนอู่หยางพูดขึ้น

            “สองคนนี้เจ้าคงเคยเจอมาแล้วแต่ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักอีกครั้งนี่คือผู้อาวุโสฟู่หย่งจิ้น เขาเป็นคู่ค้าของตระกูลเสวียนเราส่วนนางก็คือเย่ว์อิงเป็นศิษย์น้องเล็กของข้า...เป็นอาจารย์อาเล็กที่จะร่วมทางไปหอฟ้าเก้าอักษรกับเจ้า”

            เสวียนเทียนชิงยิ้มแหยพลางคารวะฟู่หย่งจิ้นก่อนจะหันมามองเย่ว์อิงด้วยสีหน้าแปลกๆแม่นางน้อยคนนี้เขาเคยประมือด้วยมาครั้งหนึ่ง...ยิ่งไปกว่านั้นนางเป็นคนที่อายุน้อยกว่าเขาคนแรกที่สามารถกดดันจนเขาเกือบจะพ่านแพ้ได้! แต่ความสามารถก็เรื่องหนึ่งการจะเรียกสาวน้อยคนนี้ว่าอาจารย์อาเล็กก็ออกจะน่าอายเกินไปหน่อยไหม?

            เฮ้อ...ช่างเถอะๆอันที่ก็เพราะนางไม่ใช่หรือถึงทำให้ฟู่หย่งจิ้นยอมสอนเขา

            “เทียนชิงคารวะอาจารย์อาเล็กก่อนหน้านี้ได้รับความช่วยเหลือจากท่านไม่น้อยเลย”

            ถึงจะบอกว่าน่าอายแต่เสวียนเทียนชิงเป้นคนหน้าบางตั้งแต่เมื่อไหร่?ชายหนุ่มคนนี้ออกจะหน้าหนาเกินไปเสียด้วยซ้ำดังนั้นตอนนี้ทักทายเย่ว์อิงไม่เพียงจริงใจแต่ยังนอบน้อมอีกด้วย ฟู่หย่งจิ้นกับเสวียนอู่หยางเห้นภาพนี้ก็ถอนหายใจพลางส่ายหัวออกมาส่วนเย่ว์อิงนั้นกลับพอใจอย่างยิ่ง

            “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นยังเทียบกับสิ่งที่ศิษย์พี่เสวียนมอบให้ข้าไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเลยไปหอฟ้าช้าเก้าอักษรคราวนี้มีอาจารย์อาเล็กอย่างข้าอยู่เจ้าไม่ต้องกังวล”

            เย่ว์อิงยิ้มออกมาพลางกล่าวด้วยความหนักแน่นยังนับว่าโคดีที่นางไม่ใช่มือน้อยๆนั่นทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ มิเช่นนั้นต่อให้เสวียนเทียนชิงอดทนได้ดีแค่ไหนก็ต้องมีหลุดขำออกมาแน่

            “ทักทายกันพอแล้วศิษย์น้องเล็ก ฐานะของเจ้าไม่ธรรมดาดังนั้นอย่าให้คนอื่นรู้จะดีที่สุด...อย่าให้คนอื่นรู้ว่าเจ้าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์”

            เย่ว์อิงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะบอกกับเสวียนเทียนชิงว่าต่อจากนี้ให้เขาเรียกชื่อนางก็พอหลังจากนั้นก็เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับหอฟ้าเก้าอักษรอีกเล็กน้อยทำให้เสวียนเทียนชิงรู้ว่าแม้จะผ่านการเสนอชื่อจากเก้าขุมอำนาจของแดนเบญจภพแต่ก็ยังต้องเข้ารับการทดสอบอยู่ดีแน่นอนว่าสำหรับเสวียนเทียนชิงและเย่ว์อิงที่เป็นปรมาจารย์ขั้นสามแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

            “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะตอนนี้คนอื่นคงเข้าวังหลวงกันหมดแล้ว”

            เสวียนอู่หยางนำคนอื่นๆเข้าสู่วังหลวงหอฟ้าเก้าอักษรคือความลับสุดยอดของแดนเบญจภพ ทางเข้าก็ถูกซ่อนเอาไว้อย่างดีที่วังหลวงก็เป็นแค่ค่ายกลส่งตัวไปยังทางเข้าเท่านั้นนอกจากนี้การสร้างค่ายกลส่งตัวไว้ในวังหลวงไม่เพียงแต่จะปลอดภัยแต่ยังทำให้ทุกครั้งขุมอำนาจทั่วแดนเบญจภพจะต้องเดินทางมายังวังหลวงเป็นการสร้างอำนาจบารมีของราชวงศ์ไปด้วยในตัว นี่เป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิรุ่นก่อนๆทิ้งไว้แม้ว่าภายหลังจะเปลี่ยนผ่านไปหลายราชวงศ์แล้วก็ตาม

            เสวียนอู่หยางเข้าวังหลวงไม่ได้มีใครมานำทางเขายังถึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการลอบเข้าวังหลวงเสียด้วยซ้ำเขารู้เส้นทางที่ไร้ผู้คนในวังหลวงไม่น้อยแค่เดินลัดเลาะไม่นานก็มาโผล่ที่ลานกว้างขนาดใหญ่ใจกลางวังหลวงแล้วมาถึงที่นี่เสวียนเทียนชิงเห็นคนมากมายทั้งอายุน้อยอายุมากมีหลายคนที่เขาคุ้นหน้าแต่กลับไม่คุ้นเคย คนเหล่านี้ต่างก็ซ่อนตัวห่างหายจากโลกมาหลายปีแล้ว

            โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนเหล่านั้นพวกเขาแต่ละคนแผ่กลิ่นอายออกมาไม่ด้อยไปกว่าบิดาของเขาเลยถึงแม้ว่าจะเป็นกลิ่นอายของเสวียนอู่หยางเมื่อสามปีก่อนเพราะตอนนี้เขาสัมผัสกลิ่นอายของบิดาไม่ได้แล้วแต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้แข็งแกร่ง!

            “จะเข้าหอฟ้าเก้าอักษรนั้นมีกฎอยู่สามข้อข้อแรกต้องอายุไม่เกินสามสิบปี ข้อที่สองต้องเป็นคนของแดนเบญจภพแน่นอนว่าเย่ว์อิงเป็นกรณีพิเศษ ส่วนข้อที่สามก็คือต้องผ่านการแนะนำจากผู้ถืออักษรทั้งเก้าตระกูลเสวียนของเราเป็นผู้ถืออักษร ’อู่’ นี่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเสียสระไปมากมายเพื่อให้ได้มา ดังนั้นแล้วโดยรวมจะมีอัจฉริยะมากมายสวามิภักดิ์หรือไม่ก็จ่ายในราคามหาศาลเพื่อให้ผู้ถืออักษรทั้งเก้าแนะนำทว่าสุดท้ายจะเข้าหอฟ้าเก้าอักษรได้หรือไม่ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับตัวเอง”

            ระหว่างเดินเข้าไปในลานกว้างท่ามกลางสายตาของคนมากมายที่จับจ้องมานั้นเสวียนอู่หยางยังคงกล่าวอธิบายออกมาอย่างใจเย็นสำหรับคนที่นำกลุ่มรุ่นเยาว์มาที่นี่อย่างน้อยก็ต้องเป็นปรมาจารย์ขั้นสิบแน่นอนว่าคนเหล่านี้ต่อหน้าเซียนปฐพีอย่างเขาจะต่างอะไรไปจากมดปลวกกันเล่า?

            “สถานการณ์ตอนนี้ของเจ้าข้าคงไม่ต้องพูดซ้ำแม้ว่าศัตรูของเจ้าจะมีไม่น้อยแต่ในหอฟ้าเก้าอักษรก็มีคนของเราเหมือนกัน ที่ผ่านมาแม้ว่าตระกูลเสวียนจะแนะนำคนไม่มากแต่ที่คบหาล้วนเป็นสหายที่เชื่อใจได้เสวียนชิงคงหลานชายของผู้อาวุโสสามเองก็อยู่ที่นั่น”

            เสวียนเทียนชิงพยักหน้ารับคำก่อนจะเดินเข้าไปใจกลางลานกว้างเช่นเดียวกับเหล่ารุ่นเยาว์คนอื่นๆตรงนั้นมีชายชราสวมชุดคลุมสีดำคนหนึ่งนั่งหลับตาอยู่ กลิ่นอายของเขาราบเรียบราวกับไร้ตัวตนมีเพียงแค่ชั่วพริบตาที่เสวียนอู่หยางมาถึงเท่านั้นเขาถึงลืมตาขึ้นมาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย

            เสวียนอู่หยางมองดูบุตรชายและศิษย์น้องเล็กเดินไปใจกลางลานกว้างด้วยสีหน้าราบเรียบแต่ในใจกลับรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย

            ‘ด้วยอายุของเจ้าการเข้าหอฟ้าเก้าอักษรครั้งนี้ยังเร็วเกินไปนักแต่พวกเรามีเวลาไม่มากแล้วแม้จะยากลำบากไปสักหน่อยพ่อก็เชื่อว่าเจ้าจะสามารถข้ามผ่านมันไปได้’

            เสวียนเทียนชิงกับเย่ว์อิงเป็นสองคนสุดท้ายที่มาถึงหลังจากรอจนธูปในกระถางไหม้หมดดอกชายชราชุดดำก็ลืมตาขึ้นสั่งการเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายผู้อาวุโสท่านนี้มีสภาวะรอบกายคล้ายกับเสวียนอู่หยางแน่นอนว่าต้องเป็นเซียนปฐพีท่านหนึ่งเขามาจากหอฟ้าเก้าอักษรเพื่อรับตัวศิษย์ใหม่ในปีนี้

            แสงค่ายกลส่องสว่างเพียงพริบตาเหล่ารุ่นเยาว์หลายร้อยคนก็หายวับไปค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งพวกเขาไปยังทางเข้าหอฟ้าเก้าอักษรแล้วการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่...การฝึกฝนอันยากเข็ญและการทดสอบที่พร้อมจะดับทำลายจิตใจของพวกเขาได้ทุกเมื่อ

            จากนี้พวกเขาจะได้รับรู้ถึงความกว้างใหญ่ของฟ้าดาราแห่งนี้...พวกเขาจะได้สัมผัสกับกฏเกณฑ์ที่เหนือกว่ารวมไปถึงโอกาศวาสนาที่จะพลิกผันชะตาของพวกเขาไปทั้งชีวิต!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพลิกสวรรค์

    มังกรพลิกสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    161K 121
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357