บทที่ 26 เผชิญหน้า
ภายในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นของสมุนไพร บนเตียงใจกลางห้องนั้นปรากฏร่างของาุโที่หนึ่งและติงโยวที่กำลังรักษาตัวอยู่ เวลานี้ชายชราผู้เป็อาจารย์ที่รับหน้าที่รักษา กำลังดูอาการของาุโทั้งสองด้วยสีหน้ามิสู้ดีนัก
ในระหว่างที่ชายชราผู้นั้นกำลังเฝ้าดูอาการของทั้งสองอยู่นั่นเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบได้มาหยุดอยู่เื้ัของชายชรา
“อาการของทั้งสองเป็อย่างไรบ้าง” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับเดินมาอยู่ข้างๆชายชรา
ได้ยินคำถามเช่นนั้นชายชราได้แต่ส่ายศีรษะ “อาการของาุโทั้งสองนี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตเป็อย่างมาก ข้าได้รักษาสุดความสามารถแล้วโอกาสที่พวกเขาจะกลับมาได้นั้นคงจะขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจตจำนง์แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา หม่าฉือและเจียงเป่าก็มิอาจเก็บจิตสังหารได้อีกต่อไป “หลินตงพวกข้าฝากเ้ารักษาาุโทั้งสองให้ที หากพวกข้าไม่ได้ปลดปล่อยความเดือดดาลในตอนนี้ละก็พวกข้าก็มิควรเรียกตนเองว่าเ้าสำนัก”
ชายหนุ่มที่กำลังจะห้ามปรามสหายทั้งสองกลับไม่ทันที่จะได้เอ่ยอันใด สหายทั้งสองก็พุ่งหายไปจากสายตาชายหนุ่มแล้ว
เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงหันกลับไปมองที่ร่างของาุโทั้งสองคน ก่อนที่จะปล่อยพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปรักษาอาการภายในของทั้งคู่
“ข้าก็คงช่วยได้เท่านี้จริงๆ ที่เหลือข้าก็ฝากท่านดูแลต่อด้วยล่ะ” กล่าวจบชายหนุ่มจึงรีบพุ่งตัวออกจากสำนักไปเพื่อให้ไปทันสหายทั้งสอง
ทว่าเพียงออกมาถึงทางเข้าสำนักในสายตาของชายหนุ่มได้เห็นสหายของตนทั้งสองหยุดอยู่กลางอากาศพร้อมปล่อยจิตสังหารมากกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่า
เวลานี้เบื้องหน้าของทั้งสองปรากฏเหล่าสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการเว้นเสียแต่สิ่งมีชีวิตเ่าั้จะมีเขาดำทมิฬคู่หนึ่งอยู่บนศีรษะด้วยนั่นเอง ใช่แล้วเ้าพวกนี้ก็คือเผ่ามารโลหิต
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคน มีจิตสังหารที่เพิ่มขึ้นถึงขนาดนี้นั่นคือสิ่งที่เ้าพวกเผ่ามารโลหิตนำมาด้วยนั่นเอง ในมือของเหล่ามารโลหิตแต่ละตนนั้นได้ถือสิ่งๆหนึ่งที่เหมือนกับเชือกไว้คนละเส้น
แต่สิ่งที่มันถืออยู่นั้นกับถูกร้อยด้วยศีรษะของมนุษย์นับร้อยในแววตาของศีรษะไร้ร่างเ่าั้ ปรากฏความหวาดกลัวความสิ้นหวังได้อย่างชัดเจน ก่อนที่คนเหล่านี้จะถูกสังหารจะต้องพบเจอกับความทรมานอย่างแสนสาหัสเป็แน่แท้
และทางที่เผ่ามารโลหิตเดินผ่านทุกหย่อมหญ้าจะถูกย้อมไปด้วยโลหิตที่หลั่งไหลจากศีรษะของคนเหล่านี้ เผ่ามารโลหิตที่มานั้นมีกันนับพันตนและแต่ละตนก็จะมีศีรษะของมนุษย์ที่ถูกร้อยไว้อย่างละเส้น
ชายหนุ่มที่ตามมาเห็นภาพเช่นนี้นั้นยังมิอาจประเมินได้ด้วยซ้ำว่ามนุษย์ที่ต้องถูกสังหารไปอย่างทรมานนั้นมีจำนวนเท่าใดกัน
ในเวลานั้นเองจิตสังหารและกลิ่นคาวเืมากมายก็ถูกส่งออกมาจากใจกลางของเหล่าเผ่ามารโลหิต พร้อมกับปรากฏร่างสามร่างที่ถูกรายล้อมไปด้วยร่างทั้งเจ็ดที่กำลังคุกเข่าอยู่พร้อมปล่อยจิตสังหารออกมา
ใช่แล้วร่างทั้งสามนั่นก็คือราชันย์ยุทธ์ทั้งสามของเผ่ามารโลหิตและเผ่ามารโลหิตระดับขุนพลทั้งเจ็ดนั่นเอง
“กลิ่นอายของเ้าสามตัวนั่นมันบ้าอะไรกัน” หม่าฉือเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เจียงเป่าและหลินตงในเวลานี้ก็มิอาจจะหาคำใดมาเอ่ยได้เช่นกัน ตัวตนทั้งสามเบื้องหน้าพวกเขานั้นทำให้ทั้งสามรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายได้อย่างชัดเจน
สตรีทั้งสามหลังจากที่หลี่เฟย อาการดีขึ้นแล้วนั้นเมื่อรับรู้ถึงจิตสังหารและกลิ่นคาวเืที่ถูกปล่อยออกมา พวกนางจึงเร่งออกไปรวมตัวกับพวกชายหนุ่มในทันที
ในเวลานี้เองไม่ว่าจะเป็อาจารย์หรือศิษย์ไม่ว่าจะเป็ของสำนักเหนือ์หรืออีกสองสำนักก็ดี เมื่อรับรู้ได้ถึงจิตสังหารและกลิ่นคาวเืที่ถูกปล่อยออกมา ทุกคนก็ต่างพากันไปยังเเหล่งที่มาของจิตสังหารนั้น
ทว่าเมื่อทุกคนมาถึงกับเห็นเ้าสำนักของพวกเขานั้นกำลังมองออกไปด้านนอกสำนักด้วยสีหน้าตึงเครียด เหล่าผู้คนที่ตามมาจึงได้หันไปมองในทิศทางเดียวกัน ไม่นานนักหลังจากที่คนเหล่านี้ได้เห็นสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าสำนักและสิ่งที่พวกมันถืออยู่
ผู้คนส่วนใหญ่ถึงกับเข่าอ่อนบางคนถึงกับอาเจียนออกมาด้วยซ้ำ แม้คนจากอีกสองสำนักจะเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้วแต่ไม่ว่าจะเห็นอีกกี่ครั้งพวกเขาก็ไม่อาจจะทนกับภาพเบื้องหน้าได้
ด้านหลังของสำนักก็คือเมืองเมฆาคราม บัดนี้ชาวเมืองที่ได้รับรู้ถึงจิตสังหารและคาวเืได้แต่คุกเข่าภาวนาต่อฟ้าดินด้วยความหวาดกลัว
“โฮ่ง…สถานการณ์แบบนี้มันไม่ดีแล้วนะเ้าหลินตง ข้าว่าพวกเราควรจะหนีไปดีหรือไม่”
คงิที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากแห่งหนใด เวลานี้ได้มายืนอยู่ข้างชายหนุ่มพร้อมเอ่ยความเห็นของมัน
ไอเ้าสุนัขบื้อหากเ้าจะหนีก็เชิญเ้าไปคนเดียวเสียเถิด ข้าคือคนของที่นี่หากข้ากลัวตายจนต้องปล่อยให้ผู้คนในที่นี่ตายไป ในอนาคตหากมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติเช่นนี้ไม่ต้องหวังว่าข้าจะล้างแค้นให้บิดามารดาและตระกูลของข้าเลย แค่คุณสมบัติในการเรียกตนเองว่าจอมยุทธ์ก็หาได้มีไม่
“โฮ่ง…เหตุใดเ้าจึงดื้อด้านเช่นนี้หากเ้ารอดไปได้ แม้จะเพียงคนเดียวเ้าก็ยังสามารถมาล้างแค้นได้ทุกเมื่อแต่หากเ้าและทุกคนมาจบชีวิตพร้อมกันในที่นี่ทุกอย่างมันก็จะจบโดยสมบูรณ์นะ”
“เ้าอย่าได้พูดอันใดอีกเลยหากเ้าจะไปข้าก็มิว่าอันใดเ้า แต่หากเ้าอยู่สู้ไปกับพวกข้า ข้าก็ขอบคุณ”
“เอาเถอะ อย่างไรเผ่าพันธุ์ของข้าและตระกูลของเ้าก็สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษมาแล้วนี่นะ ครั้งนี้ข้าก็จะอยู่กับเ้าจนถึงที่สุดเอง…โฮ่ง”
“ขอบใจเ้ามาก” เมื่อเอ่ยจบชายหนุ่มได้หันกลับไปมองยังสตรีทั้งสามที่ตามมาถึง อ้ายฉิงเ้าและฉินซูพาแม่นางหลี่เฟยและเหล่าศิษย์ของทั้งสามสำนักที่มีระดับพลังไม่ถึงขั้นนักรบและผู้าเ็ ไปหลบอยู่ด้านในเมืองเมฆาครามเสียเถิด การต่อสู้ครั้งนี้พวกข้าทั้งสี่กับเหล่าจอมยุทธ์ที่มีพลังระดับนักรบที่เหลือจะรับมือเอง
“ไม่..ข้าจะสู้ไปกับท่านข้าไม่อยากจากท่านไปอีกแล้ว” จ้าวอ้ายฉิงเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ นางรู้ดีว่าศัตรูที่พวกนางกำลังเผชิญนั้นแข็งแกร่งเพียงใด แต่นางมิอาจปล่อยให้บุรุษที่นางรักต้องไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวแน่ อย่างน้อยนางก็อยากช่วยระวังหลังให้ชายหนุ่ม
ในด้านของฉินซูและหลี่เฟยก็แสดงท่าทีแบบเดียวกัน ความคิดของฉินซูนั้นเหมือนจ้าวอ้ายฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับหลี่เฟยชายหนุ่คือผู้มีพระคุณของนางแม้ในตอนนี้ระดับพลังยุทธ์ของนางจะต่ำเพียงใดนางก็จะสู้จนชีวิตของนางจะดับสิ้น นี่รวมไปถึงการล้างแค้นให้สำนักของนางอีกด้วย
“พวกเ้าจงทำตามที่ข้าสั่ง หากมิอยากให้ข้าตายเร็วขึ้น” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและไม่ให้ขัดขืนแม้แต่น้อย แม้คำที่เอ่ยออกมาจะทำร้ายจิตใจพวกนางก็ตามที
“ทะ..ท่าน”จ้าวอ้ายฉิงที่พยายามจะเอ่ยบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับหันหลังเดินกลับไปยังเหล่าศิษย์ด้วยใบหน้าอันงดงามที่บัดนี้กำลังเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา
“พวกเ้าตามข้าไปที่เมืองเมฆาคราม” เอ่ยจบตัวนางได้พุ่งตัวนำเหล่าศิษย์ของทั้งสามสำนักไป เห็นเช่นนั้น ฉินซูและหลี่เฟยจึงรีบตามจ้าวอ้ายฉิงไป
“ท่านต้องมีชีวิตกลับมานะเ้าคะ พี่หลินตง” เสียงของฉินซูดังขึ้นพร้อมกับละอองน้ำที่ไหลออกจากดวงตาคู่สวย
เมื่อเห็นว่าสตรีทั้งสามจากไปแล้วชายหนุ่มได้ถอนหายใจยาวออกมา
“อย่างน้อยหากข้าจะต้องตาย ข้าก็คงสามารถถ่วงเวลาให้พวกนางหนีไปได้ไม่มากก็น้อย นี่เ้าบื้อคงิหากสถานการณ์มันเกินควบคุม ข้าขอร้องเ้าโปรดพาพวกนางฉีกมิติหนีไปสักที่ด้วยเถิด”
“โฮ่ง…ไอเ้าหลินตงเหตุใดปากเ้าถึงได้เอ่ยคำพูดได้แย่กว่าสุนัขเช่นข้าอีกละเนี่ยโฮ่ง”
หม่าฉือ เจียงเป่าพวกเ้าพร้อมหรือไม่
“ฮาๆพวกข้านั้นพร้อมมาก่อนเ้าเสียอีกสหายหลินตง ใช่ไหมล่ะเจียงเป่า”
“ก็คงเป็แบบที่เ้าว่า ข้าว่าหากครั้งนี้เราผ่านมันไปได้พวกเราสามคนมาสาบานเป็พี่น้องกันดีกว่าพวกเ้าว่าดีหรือไม่” เอ่ยถามเสร็จเจียงเป่าได้หันไปสบตากับหม่าฉือและหลินตง
“โฮ่ง..ข้าด้วยสิข้าก็อย่างมีพี่น้องนะโฮ่ง”
“ฮาๆๆ เหตุใดต้องรอจนจบศึกครั้งนี้ด้วย เวลานี้แหละเราสามคนและไอเ้าสุนัขบื้อนี่คือพี่น้องกัน เราจะใช้เืของไอปีศาจข้างหน้าพวกเรามาเป็น้ำล้างเท้า ล้างแค้นให้ผู้คนในดินแดนถงเทียนแห่งนี้”
เอ่ยจบชายหนุ่มได้หันไปยังเหล่าศิษย์และจอมยุทธ์ของทั้งสามสำนัก พวกเ้าพร้อมที่จะเอาเืพวกปีศาจเ่าั้มาล้างเท้าแล้วหรือไม่ จงจับอาวุธของเ้าให้แน่นแล้วไปกระชากศีรษะมันมาซะ
ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็ชายหนุ่มทั้งสามคนและเ้าสุนัขคงิรวมถึงเหล่าศิษย์และจอมยุทธ์ของสามสำนัก ไฟในใจของทุกคนเวลานี้ได้ถูกจุดขึ้นด้วยคำพูดของชายหนุ่มเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
จากผู้เขียน: ใกล้แล้วๆใกล้จบภาคดินแดนถงเทียนแล้วครับ ขอบคุณที่ติดตามกันมานะครับ ทั้งแบบอ่านล่วงหน้าและแบบปกติเลยครับ หากผิดพลาดประการใด คอมเม้นท์มาได้เลยครับ ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio