ผมแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา..ไม่ได้รึไง!

    ตอนที่ 49 สืบทอดมรดกเทพอสูร 1

         'ยอมแพ้ง่ายไปรึเปล่าเจ้าหนู ลำบากมานานจะยอมปล่อยให้ทุกอย่างสูญสลายไปง่ายๆ'


         'ไม่ใช่เสียงของเต๋ากับเทพ! ใคร? นั่นเสียงใคร!?'
         'ตกใจ? หรือแกล้งจำไม่ได้'
         'ไม่คุ้นสักนิด..และนี่มันอะไรกัน ทำไมถึงลืมตาไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้น..ตายแล้ว!'
         'สงบจิตสงบใจก่อนเจ้าหนู เจ้ายังไม่ตายหรอก ข้าเพียงดึงวิญญาณเข้ามาในสถานที่พิเศษเพื่อบอกเรื่องราวบางอย่างแก่เจ้า..จะว่าไปความทรงจำของเจ้ายังถูกผนึกเอาไว้อยู่ หลังจากนี้เองถ้าคุณรู้เรื่องคงไม่จำเป็นต้องผนึกอีกแล้ว'
         'หมายความว่ายังไง ความทรงจำถูกผนึก!..เดี๋ยวยังไม่ได้บอกเลยว่าแกคือใคร'
         'หยาบคาย หยาบคาย..รอให้ข้าปลดผนึกความทรงจำของเจ้าก่อนเถอะ..ระหว่างนั้นเองช่วยตั้งใจฟังด้วยว่าเหตุใดถึงมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับเจ้า'
         เสียงลึกลับเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วดังขึ้นมาอีกครั้งในช่วงที่ชุนกำลังรับทราบความทรงจำ 
         'เริ่มแรกเป็นโชคชะตาให้เราได้พบกันในร้านตีเหล็กเล็กๆ หลังจากนั้นเจ้าถูกเทพอสูรหมายตาให้เป็นผู้สืบทอดมรดกและตำแหน่งผู้คุมกฎของเขา ข้าเองไม่แน่ใจว่าเขาจับตาดูเขาเมื่อไหร่ แต่ว่าวันหนึ่งเขาได้มาหาข้าเพื่อเป็นตัวกลางสืบทอดมรดกให้เจ้าก่อนเขาจะดับสูญ ข้ามิมั่นใจว่าเหตุใดตัวตนระดับถึงดับสูญได้..ที่แน่นอนคือความลับน่าจะอยู่ในมรดก..'
         ขณะเสียงลึกลับบอกเล่าไปเรื่อยๆ ชุนได้สติกลับมาพร้อมเรียกถามเจ้าของเสียง
         'เป็นลุง?! ลุงจริงๆ?!!'
         'จำได้แล้ว!?' เสียงลึกลับถามเหมือนไม่มั่นใจ
         'ใช่ๆ ผมจำได้แล้วตั้งแต่เริ่ม ตอนนี้พึ่งรู้ว่าลุงไม่ธรรมดา'
         'ฮ่าๆๆๆ เจ้าหนูข้าไม่ธรรมดามาเนิ่นนานแล้ว ข้านั้นคือตัวตนสูงสุด..ผู้ควบคุมมิติและกาลเวลา' น้ำเสียงลึกลับดูมีความสุขไม่น้อย แต่ชุนได้กล่าวพร้อมตั้งคำถาม
         'ผมไม่อยากรู้ว่าตัวตนของลุงคืออะไร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมผมถึงต้องไปสืบทอดมรดกของเทพอสูร..ถึงผมจะจำเรื่องราวทั้งหมดได้และปะติดปะต่อเรื่องราวตั้งแต่แรกยังคิดไม่ออกอยู่ดี แม้ว่าลุงจะสอนจนผมมาเยอะและบอกว่าเป็นโชคชะตาแล้วมันไปเกี่ยวข้องกับเทพอสูรได้ยังไง'
         'ตอนแรกข้าเองยังไม่แน่ใจ แต่มันน่าจะเป็นผลจากช่วงที่ข้าเกิดความเบื่อหน่ายและได้ไปพบเจ้าโดยบังเอิญ ตัวข้าคิดว่าสอนเจ้าเล็กๆน้อยๆในมิติเวลาที่ข้าสร้างขึ้น..ใครจะไปคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์ทำให้ข้าเพลิดเพลินจนเผลอสร้างตัวประหลาด..'
         'ไม่ต้องเกริ่นได้ไหมลุง ผมอยากรู้ว่าทำไมเทพอสูรถึงให้ผมเป็นผู้สืบทอดคนอื่นตั้งเยอะตั้งแยะ?'
         'อ่อเกือบนอกเรื่อง เจ้าจำได้ไหมตอนเจ้ากลับบ้านเมื่อถึงเวลา ช่วงนั้นเทพอสูรสอดส่องไปพบเจ้าโดยบังเอิญและเล็งเห็นความสามารถตามความต้องการจึงเลือกเจ้า ที่จริงข้าไม่แน่ใจนักจึงเลือกฉีกมิติและกาลเวลาติดตามดูเขาแล้วไปทราบมา'
         'ง่ายขนาดนั้น!'
         'อืม..ง่ายๆอย่างนั้นแหละ..'
         'ขอถามอีกสักหน่อยได้ไหมลุง?'
         'ว่ามา'
         'ที่ว่าเทพอสูรดับสูญไม่ใช่สิ้นอายุขัยใช่มั้ย?'
         'โอ้..เก่งนี่เจ้าหนูรู้ด้วยว่าเทพอสูรไม่ได้สิ้นอายุขัย ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ว่าเทพอสูรถูกลอบทำร้ายสาหัสไม่งั้นเจ้าอาจไม่ได้เป็นผู้สืบทอดของเขา..เจ้าต้องรู้ก่อนว่าตัวตนระดับเทพอสูรมีได้เพียงหนึ่งเดียวไม่มีสองเหมือนกับข้า หากว่าต้องการเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวจำต้องเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครเดิน..เอาไว้ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกันเรายังมีเวลาตราบนานเท่านาน เพราะข้าจะช่วยคลายข้อสงสัยให้เจ้าทั้งหมดและเป้าหมายในอนาคตอันยาวไกลของเจ้า'
         'ถ้าลุงว่างั้นผมขอถามต่อว่าทำไมผมถึงมานั่งคุยกับลุงและเห็นแต่ความมืดมิด'
         'เรื่องนี้เป็นเจ้าออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปจึงตัดสินใจให้เจ้าเอามรดกเทพอสูรไปทั้งหมดพร้อมกับฝึกฝนเจ้าก่อนส่งเจ้าไปเผชิญโลกอีกครั้ง สำหรับระบบไร้สาระนั่นแล้วคงไม่จำเป็นต่อไป..จากนี้เจ้าคงหลับใหลไปสักระยะ และเมื่อเจ้าตื่นขึ้นมาพลังจิต พลังวิญญาณ พลังเวทมนตร์และพลังปราณคงอยู่ในระดับสูงสุด'
         สิ้นเสียงของผู้ที่ชุนเรียกว่าลุง ความเจ็บปวดมากมายมหาศาลเกินกว่าจะทานรับไปพุ่งตรงไปยังวิญญาณ สมอง หัวใจและตันเถียน ไม่นานความเจ็บปวดค่อยแผ่ขยายไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกของชุนเหมือนตัวเขาค่อยๆแตกเป็นเสี่ยงๆ ยิ่งมามันยิ่งละเอียดล้ำลึกลงไปยังเซลล์ทุกอณู สุดท้าเขาก็สิ้นสติไปจากความเจ็บปวด
         ..และในขณะสิ้นสติ ชุนได้ยินเสียงของลุงชาวจีนอันแสนคุ้นเคยบอกบรรยายระดับพลังให้เขาได้ฟังอย่างช้า แล้วยังละเอียดถี่ถ้วนทุกช่วงขั้น มิหนำซ้ำเขายังสัมผัสและรู้สึกถึงหลายๆอย่างได้ชัดเจนไม่เหมือนกับกำลังสิ้นสติอยู่เลย
         พลังมีอยู่ห้าชนิดได้แก่ พลังจิต พลังปราณ พลังวิญญาณ พลังเวทมนตร์และเรกิ พลังทั้งห้าชนิดมีความสามารถคล้ายคลึงกันแต่จุดแข็งนั้นแตกต่าง
         พลังจิตเป็นพลังเน้นใช้กับการปรุงยาและหลอมศาสตราวุธอีกทั้งยังเน้นในการทำลายสัมผัสศัตรูไม่ให้รับรู้ตัวตนเราได้ ซึ่งพลังสายอื่นทำได้เหมือนกันแต่สามด้านนี้ไม่เทียบเท่าพลังจิต
         ระดับพลังจิตแบ่งเป็นสี่เขตแดน สามขั้นใหญ่ สามขั้นย่อย
         แดนเบิกจิตมีอยู่สามขั้นใหญ่ได้แก่ แรกสัมผัสจิต(ต้น,กลาง,สูง)สัมผัสได้ถึงกระแสจิต รับรู้จิต(ต้น,กลาง,สูง)จับต้องกระแสจิตได้ผ่านความคิด ก่อตั้งจิต(ต้น,กลาง,สูง)รวบรวมพลังจิตไปยังสมอง
         แดนคุมจิตมีสามขั้นใหญ่เช่นกัน ก่อกำเนิดจิต(ต้น,กลาง,สูง) กำหนดรูปร่างของดวงจิต ปรุงแต่งจิต(ต้น,กลาง,สูง) ปรับเปลี่ยนพัฒนาดวงจิต จิตแรกกำเนิด(ต้น,กลาง,สูง) กำเนิดจิตในอุดมคติ
         แดนเทพจิตแม้ในขั้นนี้จะมีสามขั้นใหญ่ แต่ละช่วงขั้นใหญ่จะต้องต้านทานจิตมารกลืนกินที่ค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นทุกช่วงขั้น  จิตปฐพี(ต้น,กลาง,สูง) พลังจิตเพิ่มพูนรูปร่างจิตเริ่มชัดเจน จิตนภา(ต้น,กลาง,สูง) รูปร่างจิตชัดเจนพลังมหาศาลเกินจินตนา จิตเทพ(ต้น,กลาง,สูง) รูปร่างจิตกลายเป็นจริงมีพลังสั่นสะเทือนดาราจักร
         แดนจิตไร้ต้าน ถึงมีสามขั้นใหญ่แต่ก่อนทะลวงฝ่ามาแดนจิตไร้ต้านต้องทำลายจิตมารไม่ให้หลงเหลือ  สวรรค์จุติ(ต้น,กลาง,สูง) หลังจากทำลายมารจิตจะถือกำเนิดใหม่ระหว่างนั้นต้องทานรับทัณฑ์ชำระจิต  นามธรรม(ต้น,กลาง,สูง) จิตยกระดับอีกขั้นจากการผ่านมรสุมภัยพิบัตินับร้อย..บริสุทธิ์และกล้าแกร่งเหนือจินตนาการ จิตไร้ต้าน(ต้น,กลาง,สูง) จิตพิสุทธิ์ผ่านการขัดเกลาและเข้าใจเต๋านับไม่ถ้วน กลายเป็นตัวตนน่าเกรงขาม
         .     .
         พลังวิญญาณพลังลี้ลับยากหยั่งถึงขุมหนึ่งอันเกิดมาจากดวงวิญญาณดั้งเดิม มีความสามารถด้านวิญญาณที่พลังขุมใดมิอาจใช้ได้ หากบรรลุไปจุดหนึ่งแล้ววิญญาณมิมีทางแตกดับด้วยวิธีการธรรมดา..พลังวิญญาณมีห้าเขตแดน ในทุกเขตแดนมีสามขั้น
         เขตแดนแรกกำเนิดวิญญาณ(ต้น,กลาง,ปลาย) วิญญาณดำรงอยู่มาหนึ่งพันปีจนก่อเกิดรูปร่างแท้จริง แต่ยังคงอ่อนด้อยและไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากหลังตายไปวิญญาณยังอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆช่วงเวลาหนึ่ง
         เขตแดนสองรากฐานวิญญาณ(ต้น,กลาง,ปลาย) วิญญาณดำรงอยู่มาถึงหนึ่งหมื่นปีจนมีรูปร่างชัดเจนและยังใช้พลังวิญญาณทำลายวิญญาณที่อ่อนด้อยกว่าได้ง่ายดาย
         เขตแดนสามแปลงวิญญาณ(ต้น,กลาง,ปลาย) วิญญาณดำรงอยู่มาหนึ่งแสนปี มีความพิเศษหลังจากร่างกายดับสลายวิญญาณยังดำรงอยู่ได้หมื่นปี ทั้งยังสิงร่างหรือยึดร่างกายได้
         เขตแดนสี่วิญญาณเทวะ(ต้น,กลาง,ปลาย) วิญญาณดำรงอยู่มาหนึ่งล้านปีนานเกินกว่าใครจะล่วงรู้ มิเพียงจะดำรงอยู่ได้ตลอดไปถ้าไม่มีใครทำลาย ยังใช้พลังสั่นสะเทือนห้วงมิติได้ง่ายๆ
        เขตแดนห้าวิญญาณนิรันดร์(ต้น,กลาง,ปลาย) วิญญาณดำรงอยู่มาสิบล้านปีหรือนานกว่านั้น ดวงวิญญาณจะมีสีทองพิสุทธิ์ ไม่มีวันทำลายหากเจ้าตัวไม่ยินยอม ไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณใครดำรงอยู่มาเนิ่น แต่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่มีเรื่องเล่าขานว่า แค่เศษเสี้ยวพลังวิญญาณดาวเคราะห์และจักรวาลอาจดับสลายได้ง่ายๆยิ่งกว่าใช้ความคิด
         .     .