บทที่ 52
คำชักชวน
จางหยุนเดินออกจากเมืองวายุแดง แน่นอนว่าในครั้งนี้เขาไม่ได้เดินเท้าออกมาจากเมืองอีกแล้ว แต่เขาใช้สมบัติประเภทบินในการเคลื่อนที่ไปยังจุดล่าสัตว์อสูร
การเดินทางในครั้งนี้เองก็เป็นแบบที่คิด นั่นคือใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น
สมบัติบินประเภทนี้ใช้ปราณวิญญาณในการขับเคลื่อนน้อยเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้นยังใช้ปราณวิญญาณภายนอกเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนได้อีกด้วย
สำหรับปราณวิญญาณภายนอกที่ใช้เป็นพลังสำรองก็อย่างเช่นเหรียญปฐพี เหรียญปฐพีมีปราณวิญญาณสะสมอยู่ภายในตัว
ถ้าเกิดว่าไม่อยากสิ้นเปลืองปราณวิญญาณในการการบังคับสมบัติบิน ก็เพียงแค่บังคับปราณวิญญาณจากเหรียญปฐพีเข้าไปภายในค่ายกลแทน ส่วนตัวของเขาก็ใช้เพียงแค่จิตสำนึกในการสั่งการเท่านั้น
จางหยุนเดินทางมาถึงจุดหมายที่ใช้ในการล่า เมื่อเดินทางมาถึงไวก็เริ่มออกล่าสัตว์อสูรในทันที
เพราะว่าเวลาที่ใช้ในการเดินทางน้อย จึงมีเวลาล่าสัตว์อสูรในวันแรกเพิ่มขึ้น การทำให้เมื่อจบวันแรกจางหยุนได้ผลประกอบการที่ไม่ธรรมดา เขาได้รับสัตว์อสูรจากการล่าในวันเดียวถึงสิบตัว
ยิ่งเวลาผ่านไปการสังหารสัตว์อสูรพวกนี้ จางหยุนยิ่งทำมันได้อย่างชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะว่าพลังที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับความเข้าใจในตัวสัตว์อสูร จึงสามารถหาจุดอ่อนของมันได้สังหารพวกมันได้อย่างง่าย
แต่กระนั้นเขาเองก็ไม่ได้แข็งแกร่ง ถึงขนาดที่เผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำด้วยตัวคนเดียว
ภายในหุบเขาอวี้เฟิง มีสัตว์อสูตรที่เป็นประเภทที่อันตรายแล้วก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งอยู่ไม่น้อย แต่ว่าหนึ่งในสิ่งที่ผู้บำเพ็ญมากมายไม่อยากจะพบเจอมากที่สุด มันก็คงจะเป็นฝูงสัตว์อสูร
ฝูงสัตว์อสูรที่ว่าก็คือการที่สัตว์อสูรรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ การที่พวกมันมีจำนวนมากมายหลายสิบหลายร้อยตัวมันถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
อย่าเห็นว่าในตอนนี้จางหยุนสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำได้ง่ายๆ แต่ถ้าเขาพบเจอกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำเป็นฝูงรุมเข้ามาทีเดียวเขาก็ไม่มีทางรอด อย่าว่าแต่เขาเลยต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญขอเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย ถ้าเกิดว่าเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ จำนวนนับร้อยพวกเขาเองก็ไม่มีทางชนะเหมือนกันได้แต่ต้องวิ่งหนี
จางหยุนในตอนนี้สังหารสัตว์อสูรระดับนี้ได้ เพียงแค่การเผชิญหน้าตัวต่อตัว หรือไม่ก็อาจจะเผชิญหน้า สองต่อหนึ่งกับสัตว์อสูร แต่ว่าถ้าเกิดว่าให้ต้องรับมือกับพวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำจำนวนหลายสิบหลายร้อยตัว จางหยุนคงต้องวิ่งหนีอย่างเดียวไม่มีทางเลือก
จางหยุนทำการออกล่าในวันแรกจบไปได้ด้วยดี เพราะแบบนั้นเขาจึงหาสถานที่ในการพักแรมภายใน
หาอยู่ไม่นานก็พบเจอสถานที่ที่เหมาะสม จางหยุนตั้งที่พักแรมแล้วก็เริ่มพักผ่อน
ในช่วงเช้าวันต่อมาจางหยุน เริ่มออกล่าสัตว์อสูรได้ทันที จางหยุนออกล่าสัตว์อสูรตั้งแต่ช่วงยามเช้าจนถึงยามบ่าย เขาล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำไปได้หลายตัว
จางหยุนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดาบได้เป็นอาวุธวิเศษขั้นต่ำที่อยู่ในมือ เปล่งแสงสว่างไสวเพราะว่าถูกกระตุ้นจากปราณวิญญาณที่ถูกถ่ายเทเข้าไป
แสงดาบจากวิชาดาบสามสะบั้นพุ่งไปด้านหน้า อย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะตัดเข้าที่ศีรษะของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำที่มีรูปลักษณ์เป็นหมีขนแดงตัวใหญ่
เสียงกรีดร้องดังขึ้นศีรษะของสัตว์อสูรตัวนั้นถูกฟันผ่าออกในครั้งเดียว โลหิตของสัตว์อสูรสาดกระจาย จางหยุนที่ปล่อยการโจมตีนั้นออกไปแล้ว ร่างกายของเขาร่วงตกลงที่พื้นยืนอย่างมั่นคง ดวงตาจ้องมองไปยังร่างของสัตว์อสูรด้านหน้าที่ค่อยๆล้มตึงลงที่พื้น
จางหยุนค่อนข้างที่จะพึงพอใจกับการพัฒนาของวิชาดาบของตนเอง ตอนนี้วิชาดาบสามสะบั้นของเขา เมื่อใช้ออกมาอนุภาพของมันแตกต่างจากตอนที่เริ่มฝึกใหม่ๆอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำความทรงพลังหรือกระทั่งจิตวิญญาณ
เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าเขาจะมีความสำเร็จมากขนาดนี้แล้ว จางหยุนก็ยังย่ำเดินอยู่ภายในขอบเขตสำเร็จขั้นเล็กเท่านั้น เขายังไม่มองเห็นประตูของการสำเร็จขั้นใหญ่เลยด้วยซ้ำ
จางหยุนเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเคล็ดวิชาจึงเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ยากที่สุด การฝึกฝนเคล็ดวิชาได้แต่ต้องฝึกฝนมันไปเรื่อยๆทำความเข้าใจกับมัน โดยที่แทบจะไม่รู้เลยว่าการเข้าใจของตนเองมันถูกต้องหรือไม่
บางคนฝึกฝนเคล็ดวิชาคิดว่าตนเองก้าวถูกต้อง เคล็ดวิชามีการพัฒนาจริงๆเพียงแต่ว่าตนเองนั้นหลงทาง ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถก้าวต่อไปถึงระดับขอบเขตขั้นถัดไปได้
เดี๋ยวพิมพ์แล้วเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดวิชาพวกนี้ ถ้าเกิดว่ามีอาจารย์คอยถ่ายทอดความรู้ให้ จะสามารถเดินทางได้ถูกทางง่ายกว่า
แต่จางหยุนจะฝึกฝนด้วยตนเองโดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ทางที่เขาเดินนั้นก้าวถูกหรือไม่ เพียงแต่ว่าความสามารถของดาบสามสะบั้นเองก็ทรงพลังขึ้นจริงๆ
เดินไปด้านหน้าในขณะที่เขากำลังจะเก็บร่างของมีขนแดงเข้าไปภายในแหวนเก็บของ ประสาทสัมผัสของจางหยุนสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่กำลังมุ่งตรงเข้ามา
จางหยุนจับดาบในมือแน่น ก่อนที่จะหันหลังของตนเองไปเผชิญหน้า
ร่างของคนสองคนปรากฏขึ้นด้านหน้าของจางหยุน หนึ่งเป็นชายวัยกลางคนท่วงท่าไม่ธรรมดา บริเวณด้านหลังสะพานกระบี่เอาไว้หนึ่งเล่ม คนผู้นี้เป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นปลาย
คนอีกคนนึงที่อยู่ด้านข้างของชายวัยกลางคน คนผู้นั้นมีรูปลักษณ์เป็นบุรุษที่อายุราวๆประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี อีกฝ่ายก็มีท่วงท่าไม่ธรรมดา ภายในมือถือทวนเล่มยาวเล่มหนึ่งเอาไว้ สภาพร่างกายของบุรุษผู้นี้มีปราณวิญญาณที่แผ่สร้างพลังขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางออก
จางหยุนแสดงท่าทีระมัดระวังในทันที แม้ว่าตอนนี้ตัวตนระดับผนึกตันเถียนขั้นปลาย จางหยุนจะไม่ได้หวาดกลัวมากนักแต่กระนั้นก็ไม่รู้ว่ามีผู้ใดดักซุ่มอยู่แถวนี้อีกหรือไม่
ชายวัยกลางคนผู้นั้นยิ้มทักทายก่อน “เห็นสหายเต๋ากำลังล่าสัตว์อสูรอยู่ เลยเข้ามาทักทาย”
น้ำเสียงของชายวัยกลางคนฟังดูแล้วอบอุ่น ในขณะที่พูดออกมาท่าทางก็เป็นมิตรอย่างยิ่ง
จางหยุนไม่ได้ตอบกลับเขาเพียงแค่หรี่ตาแล้วจ้องมองอีกฝ่าย
ชายวัยกลางคนเห็นท่านี้แบบนั้นก็ไม่ได้แปลกใจ เขาที่อยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด รู้ดีว่าบริเวณด้านนอกเขตเมืองเมื่อผู้บำเพ็ญที่ไม่คุ้นเคยกันพบเจอกัน ล้วนแล้วแต่ต้องจ้องมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูก่อน
“ใจเย็นก่อนข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ถ้าเกิดว่ามีเจตนาร้ายคง ข้าคงไม่เปิดเผยกระแสปราณในขณะที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างแน่นอน”
“ที่เข้ามาพบสหายเต๋าก็เป็นเพราะว่าเห็นสหายเต๋ามีฝีมือไม่ธรรมดา เพราะแบบนั้นเลยอยากจะชวนสหายเต๋าเข้าร่วมกลุ่มของพวกเรา” ชายวัยกลางคนเข้าประเด็นในทันที
ในสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งพูดวกวนแล้วก็อ้อมเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสพี่คนที่พูดคุยด้วยจะมองเป็นศัตรูได้มากขึ้นเท่านั้น
เพราะแบบนั้นชายวัยกลางคนจึงเอ่ยเข้าประเด็นในทันทีอย่างไม่ชักช้าเลยแม้แต่น้อย
จางหยุนขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามออกไป “เข้ากลุ่มงั้นรึ? กลุ่มอันใด?”
“เป็นกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรของพวกเรา แน่นอนว่าช่วยอำนวยความสะดวกในฐานะผู้บำเพ็ญที่ออกล่าสัตว์อสูรเหมือนกัน”
“แน่นอนว่ากลุ่มของพวกเราเองก็มีผลประโยชน์มอบให้กับผู้เข้าร่วมด้วย” ชายวัยกลางคนอธิบายออกมา
“เป็นกลุ่มของท่านอย่างนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า “ย่อมไม่ใช่กลุ่มของข้า หัวหน้ากลุ่มของพวกเราเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูก”
“สหายเต๋าสนใจเข้าร่วมหรือไม่”