BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 11 สาเหตุของการปะทะ
หมัดที่หลินสวินเหวี่ยงใส่หลู่ถิงเร็วปานสายลมและรุนแรงปานเพลิงโหม!กระบวนท่าลำดับหกแห่งเพลงมวยยาตราทัพ...อัคคีผลาญสวรรค์หลู่ถิงคุ้นเคยกับกระบวนท่านี้เป็นอย่างดี เพราะเขาเคยรับมือกับมันมานักต่อนัก แต่คราวนี้เขากลับรู้สึกแปลกไปกระบวนรุกของหลินสวินแข็งแรงและแน่นหนักกว่ามาก ดุจไฟป่าลามทุ่งร้างพร้อมล้างบางทุกอย่างที่ขวางหน้าใช่กระบวนท่าเดียวกับที่เขารู้จักจริงเหรอเนี่ยความเคลือบแคลงใจฉายวาบเข้ามาในหัวของหลู่ถิงผลัวะ!หลู่ถิงไม่มีทางเลือกนอกจากจะกันการโจมตีนั้นด้วยกำปั้นของตัวเอง หมัดทั้งสองกระแทกชนกัน ทำให้เกิดคลื่นเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้อง ตามมาด้วยเสียงโหยหวนแสบแก้วหูฉับพลันแรงกระแทกที่รุนแรงทำเอาหลู่ถิงล้มกระเด็น เขาหยีตาด้วยความเจ็บปวดที่มือ ราวกับว่านิ้วทุกข้อของเขาแหลกละเอียด เขาทนไม่ไหวต้องส่งเสียงอู้อี้ออกมาถ้าไม่ใช่เพราะเขาตัดสินใจปล่อยพลังทั้งหมดออกไปในวินาทีสุดท้าย คงจะได้เจ็บหนักกว่านี้อีกแน่!เหตุใดไอ้เด็กกะเปี๊ยกนี่ถึงเก่งนักหลู่ถิงไม่อยากเชื่อ เขาไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่เด็กอายุสิบสองสิบสามที่ทั้งอ่อนแอและขี้ก้างอย่างหลินสวินมาก่อน“ไอ้หนู ฝากไว้ก่อนเถอะ ครั้งหน้าข้ากลับมาเอาคืนแน่”เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หลู่ถิงจึงรีบฉวยโอกาสหนีทันทีที่ตั้งตัวได้ และหายตัวไปในความมืดเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจแทนที่จะไล่ตามหลู่ถิงไป หลินสวินลอบโล่งอกอยู่ลึกๆ ทันใดนั้นเขาก็พลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นปรี่ผ่านเส้นลมปราณทั่วทั้งตัวเขาแม้แรงปะทะนั้นจะช่วยให้เขาเอาชนะหลู่ถิงได้สำเร็จ หากแต่กลับกินพลังปราณของเขาไปเกือบครึ่ง สำหรับนักฝึกปราณทั่วไปคงไม่เป็นไรมาก แต่สำหรับหลินสวินไม่เคยมีคำว่าไม่เป็นไร เพราะชีพจรวิญญาณของเขาถูกพรากไปตั้งแต่ยังเด็ก เส้นลมปราณทั้งหลายของเขาจึงเปราะบางเกินกว่าจะรับมือกับการใช้พลังปราณที่หนักหน่วงได้เพลงมวยยาตราทัพนี้ แม้ว่าจริงๆ แล้วคือกระบวนท่าหมัดมวยพื้นฐานที่แพร่หลายในกองทัพจักรพรรดิ แต่ก็มีความพิเศษในตัวมันเองในทุกกระบวนท่าของเพลงมวย ผู้ฝึกจะต้องยืดร่างกายออกไปให้มากที่สุด และโคจรพลังปราณผ่านเส้นลมปราณและจุดปราณในร่างกายไปยังฝ่ามือและนิ้ว หากทำถูกต้อง กำปั้นของผู้ฝึกจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า รวดเร็วปานอัสนีบาต แรงโจมตีจะทรงพลังดั่งฟ้าคำรามอย่างไรก็ดี การฝึกกระบวนท่าที่หนักหน่วงเช่นนี้ ผู้ฝึกก็จำเป็นต้องมีเส้นลมปราณที่แข็งแกร่งพอด้วยในกรณีของหลินสวิน การใช้กระบวนท่าอัคคีผลาญสวรรค์แบบเต็มรูปแบบแตะขีดจำกัดทางกายภาพของเขาแล้วสองกระบวนท่าสุดท้ายอย่าง ‘คลื่นโรมรันคีรีราบ’ ‘มหาศึกถล่มดาวดึงส์’ ยิ่งรุนแรงกว่ามาก ถ้าหลินสวินฝืนใช้ออกไปก็มีแต่จะทำร้ายตัวเอง ได้ไม่คุ้มเสียหลินสวินยืนอยู่กลางลานหน้าบ้านที่เละเทะ เขาถอนหายใจยาวเอาลมร้ายออกจากร่าง ก่อนตกอยู่ในห้วงคำนึงและวกกลับไปคิดถึงการต่อสู้เมื่อสักครู่ซ้ำๆ“ดูท่าหัวหน้าเหลียนและผู้พิทักษ์คนอื่นในหมู่บ้านจะไม่อยากให้ข้าอยู่ที่นี่ แต่ทำไมกันเล่า”เขากังขา“หลินสวิน ขอข้าเข้าไปหน่อยได้ไหม” เขาได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่บ้านเซียวเทียนเริ่นเรียกดังมาจากนอกประตู“ท่านลุงเซียว เข้ามาก่อนขอรับ ข้ามีเรื่องเร่งด่วนต้องคุยกับท่านพอดี” หลินสวินรวบรวมสติแล้วเปิดประตูทันที“เมื่อครู่...”ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ เซียวเทียนเริ่นก็ถอนหายใจแล้วโบกมือเพื่อหยุดเขา “ข้ารู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก”หลินสวินขมวดคิ้วพลางพูดต่อ “ท่านลุงเซียว ข้าเพิ่งมาอยู่ใหม่ ยังไม่ประสาว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้ ข้าประหลาดใจที่เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นกับข้า ท่านพอจะชี้ทางสว่างให้ข้าได้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด”เซียวเทียนเริ่นเอามือไพล่หลังและกวาดตามองสภาพความวุ่นวายที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อครู่ เขาพลันรู้สึกละอาย ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะยอมเอ่ยปากอีกครั้ง “ข้าไม่คิดเลยว่าเหลียนหรูเฟิงจะเล่นงานคนนอกอย่างเจ้า ดูท่าเขาจะตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าจะหนีไปเข้าพรรคเข้าพวกกับเผ่าอาทิตย์มรกต”หลินสวินมีสีหน้าครุ่นคิด เขาเคยได้ยินชื่อของเผ่าอาทิตย์มรกตมาก่อน และเขารู้ว่าที่นั่นเป็นที่ที่ชาวบ้านนำข้าวศักดิ์สิทธิ์ไปแลกเป็นข้าวของเครื่องใช้ประจำวันในฐานะหัวหน้าผู้พิทักษ์ของหมู่บ้าน เหลียนหรูเฟิงจึงมีหน้าที่รับผิดชอบนำข้าวไปแลกของ เขานำทัพผู้พิทักษ์รอนแรมไปมาระหว่างหมู่บ้านเฟยอวิ๋นและเผ่าอาทิตย์มรกต คอยอารักขาข้าวศักดิ์สิทธิ์และสินค้าที่ได้กลับมา“เหลียนหรูเฟิงเป็นผู้ฝึกปราณที่บรรลุขั้นสูงสุดในหมู่บ้าน เขาจึงได้รับความยำเกรงอย่างสูง เมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนแบบนี้ แต่ตั้งแต่เหลียนเฟย บุตรของเขาถูกส่งไปเรียนในสำนักกำลังภายในของเมืองตงหลิน เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเซียวเทียนเริ่นค่อยๆ กล่าว “เหลียนเฟยเป็นเด็กฉลาดและมีพรสวรรค์ที่สุดในหมู่บ้าน เพื่อช่วยลูกชายกรุยทางสู่เส้นทางสายผู้ฝึกปราณ เหลียนหรูเฟิงผู้พ่อจึงยอมจ่ายอย่างงามเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำเผ่าอาทิตย์มรกตออกหน้าช่วยรับรองลูกชายของเขา ให้ได้เข้าไปฝึกในสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุด”หลินสวินรับฟังโดยไม่คิดขัดจังหวะ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องคงไม่ได้มีแค่นั้นตามคาด เซียวเทียนเริ่นเผยความลับออกมาในไม่ช้า “การฝึกปราณไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสำหรับเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านแร้นแค้นอย่างเฟยอวิ๋นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ค่าใช้จ่ายรายวันอย่างเดียวก็เกินจะจ่ายไหวแล้ว เหลียนหรูเฟิงจึงหันมาหมายตากิจการของหมู่บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายจะไม่ต้องพะวงเรื่องเงิน“อย่างที่เจ้าก็รู้ เขามีหน้าที่รับผิดชอบการลำเลียงข้าวศักดิ์สิทธิ์ไปแลกกับข้าวของเครื่องใช้ประจำวันกับเผ่าอาทิตย์มรกต เมื่อสองสามปีก่อน เขาจะแลกสินค้ามาได้มูลค่า 300 เหรียญทองแดงทุกครั้ง แต่ในปีหลังๆ มานี้ เขาเริ่มแลกของกลับมาได้น้อยลงเรื่อยๆ หลายครั้งถึงขนาดกลับมามือเปล่าก็มี”เซียวเทียนเริ่นเกิดอาการฉุนเฉียวเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ “ถ้าเขาจะยักยอกเงินไปบ้างเพื่อช่วยค่าเล่าเรียนของเหลียนเฟย ตัวข้ากับชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พอจะเข้าใจได้ แต่พฤติกรรมของเขาเลวร้ายลงเรื่อยๆ และเริ่มทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน มันชักจะมากขึ้นทุกที!”หลินสวินนึกขึ้นได้ว่าตอนที่เจอกับเหลียนหรูเฟิงครั้งแรก หัวหน้าผู้พิทักษ์สวมจี้ที่แกะสลักจากไม้จื่อถานหอม ซึ่งราคาสูงถึง 10 เหรียญเงิน หรือกว่า 1,000 เหรียญทองแดงนอกจากนั้นรองเท้าที่เขาสวมยังปักลวดลายรอยสลักวิญญาณ ทำให้มูลค่าแพงกว่าจี้ไปกันใหญ่ตอนนั้นหลินสวินก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล ถึงแม้เหลียนหรูเฟิงจะบรรลุกำลังภายในขั้นเปิดองคาพยพแล้ว แต่เขาก็เป็นเพียงชาวบ้านจากหมู่บ้านจนๆ ที่ฝังตัวอยู่ท่ามกลางทิวเขานับพัน ไม่มีทางที่เขาจะมีปัญญาครอบครองของราคาแพงเหล่านั้นได้แน่ๆตอนนี้ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว เขาคงทุจริตเงินหมู่บ้านไปมากพอดูตลอดสองสามปีมานี้เซียวเทียนเริ่นพลันถอนหายใจ “ข้าเตือนเขาหลายต่อหลายครั้งแล้วให้ยับยั้งชั่งใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเอาความเป็นอยู่ของชาวบ้านไปเสี่ยงด้วย ข้าก็คงไม่เข้าไปวุ่นวายหรอก แต่เขาหลงอำนาจเงินจนหน้ามืดตามัว น่าเสียดายที่เขาไม่เคยกลับมาเป็นผู้เป็นคนเหมือนเดิมอีกเลย!”หลินสวินถามขึ้น “ที่พวกท่านทะเลาะกันในศาลเจ้าก็เพราะเรื่องนี้หรือขอรับ”เซียวเทียนเริ่นพยักหน้า “ใช่แล้ว สินค้าที่เขานำกลับมาวันนี้น้อยกว่าทุกครั้งในรอบหลายปีมานี้ ชาวบ้านจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เหมาะสมได้อย่างไรหากได้ของกลับมาน้อยแค่นี้ เรามีหวังได้อดมื้อกินมื้อแน่ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป”แววความผิดหวังและเสียใจฉายขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของท่าน“เขาล้ำเส้นเกินไป”หลินสวินขมวดคิ้ว แต่เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะพูดอะไรได้“แล้วเราจะทำอะไรได้ เขามีพลังปราณระดับสูงที่สุดในหมู่บ้าน และเขารู้เส้นทางไปยังเผ่าอาทิตย์มรกตดีพอๆ กับที่มีเส้นสายกว้างขวาง ถ้าไม่มีเขา ความเป็นอยู่ของเราที่นี่คงลำบากกว่าเดิมมาก”เซียวเทียนเริ่นทอดถอนใจด้วยความขุ่นเคืองหลินสวินรำพึงขึ้น “แปลว่าหมู่บ้านเฟยอวิ๋นจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเหลียนหรูเฟิง และนั่นเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเขาถึงกล้าโกงกินหน้าด้านๆ เช่นนี้”เซียวเทียนเริ่นพยักหน้ารับ สีหน้าอมทุกข์หลินสวินใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามขึ้น “ท่านว่าเหตุใดเขาจึงต้องส่งหนึ่งในผู้พิทักษ์มาหยั่งเชิงข้าด้วย หรือจะเกี่ยวข้องกับแผนร้ายที่เขาวางไว้”“ข้าก็เป็นห่วงจุดนั้นอยู่เหมือนกัน”เซียวเทียนเริ่นตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลอย่างยิ่ง “ข้ารู้สึกว่าเขากำลังวางแผนบางอย่างที่ส่งผลร้ายต่อหมู่บ้านเฟยอวิ๋นอยู่ลับๆ ถ้าเขาทำสำเร็จ ชาวบ้านทุกคนจะได้รับผลกระทบร้ายแรงตามๆ กัน”คำตอบนั้นเน้นย้ำข้อสันนิษฐานของหลินสวินให้ชัดขึ้น เขาจับต้นชนปลายต่อ “บางทีการมาถึงโดยไม่คาดคิดของข้าอาจจะทำให้เขาระแวง เขาเลยอยากหยั่งเชิงดูว่าข้าจะทำแผนการของเขาพังรึเปล่า”
“การคาดเดาของเจ้าค่อนข้างตรงเลยทีเดียว”เซียวเทียนเริ่นมองหลินสวินด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นเด็กชายวัยสิบสองสิบสามมองสถานการณ์ขาดขนาดนี้“เยี่ยมมาก” หลินสวินพูดต่อด้วยความโล่งใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรที่ข้าต้องกังวลนอกจากเรื่องนี้สินะ”“เจ้าไม่กลัวว่าเหลียนหรูเฟิงจะส่งคนมาฆ่าเจ้าอีกเรอะ”เซียวเทียนเริ่นอดถามออกมาไม่ได้“ไหนๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว ข้าจะระมัดระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้าก็จะทำให้พวกมันต้องชดใช้ยิ่งกว่าที่มันจะชดใช้ไหว”หลินสวินพูดด้วยทีท่าปกติตามแบบฉบับของเขา สงบนิ่งและเปื้อนยิ้ม แต่ถ้อยคำที่ออกจากปากมากลับรุนแรงพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินถึงกับตัวสั่นงันงกนี่แหละตัวตนของหลินสวิน ผู้ที่ภายนอกดูไร้พิษสงแต่ภายในเด็ดขาดและไร้ความปราณีเป็นที่สุด มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดอยู่ในคุกใต้เหมืองแห่งนั้นได้แน่สมัยที่อยู่ในคุกใต้เหมือง ท่านลู่เปรียบเสมือนแสงแดดอุ่นที่คอยสอนไม่ให้หลินสวินหยุดเรียนรู้และสอนวิชาเอาตัวรอดให้เขา ในทางกลับกัน ทหารยามและนักโทษทั้งหลายทำให้เขารู้จักว่าความดำมืดที่แท้จริงเป็นเช่นไร และมนุษย์คนหนึ่งจะชั่วช้าได้สักแค่ไหนเซียวเทียนเริ่นจ้องมองหลินสวินอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอก “เจ้าดูไม่เหมือนเด็กสิบสองสิบสามเลยสักนิด”หลินสวินยักไหล่แล้วหัวเราะ “เชื่อข้าเถอะ ข้าเพิ่งจะอายุสิบสามปีนี้เอง”เซียวเทียนเริ่นโบกมือแล้วเปลี่ยนเรื่อง “หลินสวิน ทีนี้เจ้าคงรู้แล้วว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดอยู่ เจ้ายังอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไหม ถ้าเจ้าอยากอยู่ต่อ ชีวิตของเจ้าก็อาจตกอยู่ในอันตรายได้ คิดให้ดีก่อนล่ะ”หลินสวินตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเลใจ “ข้าจะอยู่ที่นี่! จะหนีไปทำไมเล่า เฟยอวิ๋นคือบ้านหลังแรกของข้าตั้งแต่แรกก้าวเข้ามาเหยียบจักรวรรดิจื่อเย่า ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าข้าจะรู้ว่าข้าต้องไปทางไหนต่อ”ได้ยินดังนั้น เซียวเทียนเริ่นก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ เขาตบบ่าของหลินสวินเบาๆ แล้วบอกเขาว่า “ความคิดอ่านของเจ้ากว้างไกลกว่าคนวัยเดียวกันนัก ฉะนั้นข้าจะไม่บอกว่าเจ้าควรทำอะไร ถ้าตัดสินใจว่าจะอยู่ ข้าก็จะถือว่าเจ้าเป็นหนึ่งในคนของข้า ข้าแก่แล้วและอาจจะไม่มีความสามารถเท่าเจ้า แต่ข้าจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อปกป้องเจ้าให้ได้”พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปหลินสวินมองเซียวเทียนเริ่นจากไปจนลับตา ครู่หนึ่งจึงเริ่มยืดเส้นยืดสายและพึมพำกับตัวเอง “คนอย่างข้าไม่กลัวปัญหาหรอก...”แทนที่จะนั่งสมาธิฝึกปราณอย่างทุกครั้ง เขากลับนั่งอยู่ตามลำพังในความมืดและรำพึงกับตัวเองเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นยืน และเปิดหีบไม้โบราณออกท่ามกลางแสงดาวรำไรที่อาบไล้ผ่านหน้าต่างเข้ามาเขายกม้วนตำราเหลืองซีดและด้ามสลักสีเทาเข้มออกมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า สูดหายใจเข้าลึกและนั่งลงคืนนั้นหลังจากหลู่ถิงหลบหนีออกมาจากบ้านของหลินสวินแล้ว ก็จากหมู่บ้านเฟยอวิ๋นและรุดหน้าไปยังเนินเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายสิบลี้ทันที
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ