ตอนที่ 12. งานกลุ่มที่วุ่นวาย
แสงแดดยามบ่ายคล้อยทอดตัวยาวผ่านหน้าต่างกระจกใสของห้องเรียนรวม ฝุ่นละอองเล็กๆ เต้นระบำอยู่ในลำแสงสีทองราวกับสิ่งมีชีวิต
บรรยากาศภายในห้องเรียนวิชา "สื่อและสังคม" อบอวลไปด้วยความเกียจคร้านอันเป็เอกลักษณ์ของนักศึกษายามบ่าย
เสียงอาจารย์ผู้สอนที่กำลังบรรยายเื่ทฤษฎีการสื่อสารดังราบเรียบสม่ำเสมอ ดุจเสียงสวดมนต์ที่กล่อมเกลาจิติญญาให้ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
วินนั่งเท้าคางมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลกว่าเนื้อหาบนกระดานไวท์บอร์ด
"เอาล่ะ นักศึกษา..." เสียงของอาจารย์ดังแทรกผ่านโสตประสาท ดึงสติของวินให้กลับเข้าร่าง
"โปรเจกต์กลางภาคเทอมนี้ ผม้าให้พวกคุณจับกลุ่มกัน 3-5 คน ไปทำวิดีโอสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจในมหาวิทยาลัยมา หัวข้อคือ 'อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อชีวิตนักศึกษา'"
สิ้นเสียงคำสั่ง ห้องเรียนที่เคยเงียบเหงาก็พลันอื้ออึงไปด้วยเสียงจับกลุ่มคุยกัน จอมหันขวับมาหาวินและแว่นด้วยแววตาเป็ประกายราวกับหมาป่าที่มองเห็นลูกแกะหลงฝูง
"เฮ้ย! หัวข้อนี้มันทางของเราชัดๆ" จอมตบโต๊ะเบาๆ "ฉันคิดออกแล้วว่าจะไปสัมภาษณ์ใคร"
"ใครวะ?" แว่นถามพลางหมุนปากกาเล่น "อย่าบอกนะว่าจะไปสัมภาษณ์ป้าขายน้ำปั่นหน้าคณะ?"
"จะบ้าเรอะ! ต้องระดับท็อปสิเว้ย" จอมยืดอกอย่างภูมิใจ
"'พี่เมย์' คณะศิลปกรรมฯไง ดาวคณะปี 3 ฉายาราชินีน้ำแข็ง คนนี้แหละเด็ดสุด ทั้งสวย ทั้งร้องเพลงเก่ง แถมยังเข้าถึงยาก ถ้าพวกเราไปขอสัมภาษณ์ได้นะ รับรองคะแนนพุ่งกระฉูดชัวร์"
วินที่กำลังดูดกาแฟกระป๋องเพื่อแก้ง่วงถึงกับสำลักพรวดออกมาเล็กน้อย เขาไอโขลกจนหน้าแดงก่ำ
"เป็ไรวะวิน? ตื่นเต้นจนสำลักเลยเหรอวะ?" จอมหัวเราะชอบใจ
วินหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก พลางคิดในใจด้วยความขมขื่นปนกระอักกระอ่วน 'ตื่นเต้นกับผีน่ะสิ... เพิ่งจะเห็นพี่แกยืนร้องเพลงที่ร้านหมูกระทะเมื่อไม่กี่วันก่อน แถมยังวางแผนไว้ว่าจะไปทาบทามมาเป็นักร้องในสังกัดอีก ขืนวันนี้เดินดุ่มๆ เข้าไปขอสัมภาษณ์ในฐานะรุ่นน้องปี 1 เพื่อทำงานส่งอาจารย์ แผนการสร้างภาพลักษณ์โปรดิวเซอร์ลึกลับที่วางไว้ไม่พังพินาศหมดเหรอ?'
"เปลี่ยนคนไม่ได้เหรอวะ?" วินลองแย้งเสียงอ่อย "พี่เขาดูดุจะตาย ได้ข่าวว่าไม่ค่อยรับแขกไม่ใช่เหรอ ไปสัมภาษณ์ประธานชมรมดนตรีไทยไม่ดีกว่าเหรอ สบายใจกว่าเยอะ"
"โธ่... ไอ้วิน ปอดแหกว่ะ" แว่นส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
"โอกาสจะได้เข้าใกล้คนสวยๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะเว้ย มติเอกฉันท์ 2 ต่อ 1 จบข่าว เย็นนี้พวกเราจะไปดักรอพี่เขาที่หน้าตึกศิลปกรรมฯ!"
วินถอนหายใจยาวเหยียด ไหล่ทั้งสองข้างลู่ตกลงอย่างคนปลงตก เขาได้แต่ภาวนาว่าโลกใบนี้จะไม่กลมจนเกินไป หรืออย่างน้อยก็ขอให้พี่เมย์จำหน้าลูกค้าโต๊ะ 4 ที่ร้านหมูกระทะไม่ได้ก็แล้วกัน
……
เสียงกริ่งหมดคาบดังขึ้นราวกับเสียงระฆัง์ ใน่เวลาพักเปลี่ยนคาบ ลำโพงกระจายเสียงตามสายของตึกคณะนิเทศศาสตร์ก็เริ่มทำหน้าที่สร้างความบันเทิงให้นักศึกษา
ตึ้บ! ตึ้บ! ตึ้บ!
จังหวะกลองหนักหน่วงที่คุ้นเคยดังกระหึ่มขึ้น ตามมาด้วยเสียงกีตาร์ที่แตกพร่าและเสียงสังเคราะห์หลอนประสาท
"...ความมืดมิด... กัดกินหัวใจ..."
วินที่กำลังเก็บสมุดเลกเชอร์ลงกระเป๋าชะงักมือไปชั่วครู่ เขาเหลือบตามองไปรอบๆ ห้องเรียนและพบกับภาพที่น่าประหลาดใจ
นักศึกษาสาวกลุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่แถวหน้าเริ่มเคาะนิ้วลงบนโต๊ะตามจังหวะเพลง บางคนฮัมเนื้อร้องท่อนฮุกออกมาเบาๆ อย่างพร้อมเพรียง แม้แต่รุ่นพี่ปี 4 ที่ดูเคร่งขรึมยังเผลอโยกหัวเล็กน้อยให้กับจังหวะที่ดุดัน
"เพลงนี้เปิดบ่อยจริงว่ะ่นี้" จอมบ่นพึมพำขณะสะพายกระเป๋า "แต่ยอมรับนะว่าฟังแล้วมันติดหูชะมัด เหมือนโดนสะกดจิตเลย"
วินลอบยิ้มมุมปาก ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่ดูเหมือนเด็กเรียนธรรมดา ภายในใจกลับมีความรู้สึกซับซ้อนผสมปนเป ทั้งความภูมิใจและความขบขัน
'ถ้ารู้ว่าคนทำเพลงนี้นั่งหัวโด่ กินลูกชิ้นปิ้งอยู่ข้างๆ พวกมึงจะทำหน้ายังไงกันนะ'
ความรู้สึกของการมี "สองตัวตน" ในโลกใบใหม่ ความสับสนของชายวัย 40 ที่ต้องมาติดอยู่ในร่างเด็กหนุ่ม ความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา... ทั้งหมดนี้กลั่นกรองออกมาเป็ถ้อยคำที่แล่นเข้ามาในหัว
วินหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีดำเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า เขาเปิดไปยังหน้าว่างหน้าหนึ่ง ปากกาลูกลื่นในมือเริ่มจรดลงบนกระดาษอย่างแ่เบา
...เดินสวนทางกับผู้คนนับร้อย แต่เหมือนล่องลอยในสุญญากาศ...
...ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ซ่อนรอยร้าวที่ไม่มีใครมองเห็น...
วินจดเนื้อเพลงท่อนแรกลงไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่เพลงรักหวานซึ้ง แต่มันคือบทกวีแห่งความแปลกแยกของผู้ข้ามกาลเวลา
"ไปกันเถอะวิน เดี๋ยวโรงอาหารที่นั่งเต็ม" แว่นะโเรียกจากหน้าประตู
"เออๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ" วินรีบพับสมุดเก็บ ความลับยังคงถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าสะพายใบเก่า
……
แสงจันทร์สีนวลส่องลอดผ้าม่านเข้ามาภายในห้องพักที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วินนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ CRT ที่ส่องแสงสีฟ้าอาบไล้ใบหน้าที่เคร่งขรึม
หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน โดยที่เขาอ้างว่าปวดท้องเพื่อเลี่ยงการไปดักรอพี่เมย์ในเย็นวันนี้ เขาก็ขังตัวเองอยู่ในห้องกับความเงียบสงัด เขาเปิดโปรแกรมทำเพลงขึ้นมา แววตาจับจ้องไปที่เส้นกราฟเสียงที่ว่างเปล่า
"เพลงเดียว... ยังไม่พอที่จะคุยกับค่ายใหญ่"
วินพึมพำกับตัวเอง แม้เพลง "ความมืดมิด" จะเริ่มจุดกระแสได้ดี แต่วงการเพลงก็เหมือนเกลียวคลื่น หากไม่มีคลื่นลูกใหม่มาหนุนส่ง คลื่นลูกเก่าก็จะสลายหายไปกับหาดทรายในไม่ช้า ถ้าเขาอยากจะถือไพ่เหนือกว่าในการเจรจากับค่ายเพลง เขาต้องมี "ของ" ในมือที่หนักกว่านี้
วินหยิบกีตาร์ไฟฟ้าขึ้นมา ปรับเอฟเฟกต์ให้เสียงมีความขุ่นมัวและหน่วงหนัก
คืนนี้เขาเลือกที่จะทำเพลงที่สื่อถึงความ "ด้านชา" และ "แรงกดดัน" ที่ถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก
วินเริ่มบันทึกเสียงเปียโนอินโทรที่ฟังดูเหงาจับใจ ก่อนจะตามด้วยเสียงกีตาร์ที่กระแทกเข้ามาอย่างรุนแรงราวกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำ
เมื่อถึงคราวที่ต้องร้อง เนื้อร้องที่เขาแต่งไว้เมื่อตอนกลางวันถูกกางออกบนโต๊ะ
"...เหนื่อยจนใจมันด้านชา... แบกรับศรัทธาจนเกินจะยืนไหว..."
วินหลับตาลง ปล่อยให้ความรู้สึกของ "วินคนเก่า" ที่เคยล้มเหลวในชีวิต เคยถูกหักหลัง และตายอย่างโดดเดี่ยว ไหลมารวมกับ "วินคนใหม่" ที่ต้องแบกรับความฝันและความลับอันหนักอึ้ง
เขาไม่ได้ร้องด้วยเทคนิคที่สมบูรณ์แบบเหมือนตอนอัดเพลงแรก ไม่มีการดัดเสียงให้เท่ แต่เขาร้องด้วยความรู้สึกที่ดิบและเ็ปจริงๆ ออกมา
เสียงว้ากใน่ท้ายของเพลงไม่ได้เกิดจากการดัดเสียง แต่เกิดจากความอัดอั้นตันใจที่ะเิออกมาจนเข็มวัดระดับเสียงในหน้าจอกระเด้งขึ้นไปแตะขีดแดง
...ฉันเป็ตัวฉันเอง... ไม่ใช่ภาพลวงตาที่ใครขีดเขียน...
เมื่อเสียงดนตรีจบลง วินนั่งหอบหายใจแ่เบาอยู่หน้าไมโครโฟน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผม เขาลืมตาขึ้นมามองเส้นกราฟเสียงที่ถูกบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์บนหน้าจอ
มันอาจจะไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเชิงเทคนิคการมิกซ์เสียง แต่มันคือเพลงที่มี "จิติญญา" ของเขา สิงสถิตอยู่อย่างเข้มข้นที่สุด
วินกดบันทึกไฟล์ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง สายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องด้านนอกกะพริบไหวเหมือนดวงดาวบนพื้นดิน
ในความเงียบงันของค่ำคืน วินรู้ดีว่าเขาได้ระบายสิ่งที่ค้างคาในใจออกไปหมดแล้วผ่านบทเพลงนี้ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเจอกับงานกลุ่มที่น่าปวดหัว หรือการเจรจาธุรกิจที่ตึงเครียด อย่างน้อยคืนนี้... เขาก็ได้เป็ตัวของตัวเองอย่างแท้จริง